เด็กเป็นไตวายได้ด้วยหรือ
ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยคาดว่าสิ้นปี 2549 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้รวมไปถึงผู้ป่วยเด็กไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วย
ร่างกายคนเรามีไตอยู่สองข้างบริเวณเอวด้านหลัง โดยไตเป็นอวัยวะที่สำคัญทำหน้าที่รักษาสมดุลน้ำ เกลือแร่ และกรดด่างในร่างกาย นอกจากนั้นไตยังทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ สร้างสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง กำจัดของเสีย ขับยาและสารพิษออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตเสื่อมระยะแรก จะไม่มีอาการแสดงให้เห็นจนกว่าการทำงานของไตลดลงไปกว่าร้อยละ 70-80 จึงเป็นการยากที่จะช่วยชะลอการเสื่อมการทำงานของไต หรือแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ
ผู้ป่วยที่มีไตวายเรื้อรัง ในที่สุดจะเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายคือ ไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ต้องหาไตใหม่มาปลูกถ่ายแทนที่ ซึ่งต้องผ่านหลายขั้นตอนและยังมีผลทั้งร่างกาย จิตใจ ครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม
สาเหตุของภาวะไตวายเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็กมักเกิดจากความผิดปกติทางโครงสร้างของไต และระบบทางเดินปัสสาวะตั้งแต่กำเนิด เช่น ภาวะไตเล็กและเนื้อไตผิดปกติ ภาวะอุดกั้นในทางเดินปัสสาวะและโรคทางพันธุกรรม ขณะที่ในเด็กโตมักเกิดจากโรคไตอักเสบเรื้อรัง กลุ่มอาการเนโฟรติก และโรคเอสแอลอี
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคไตวาย เช่น ปัสสาวะน้อยหรือไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะมาก ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน สิ่งเหล่านี้เกิดจากความผิดปกติของหลอดไตในการดูดกลับสารน้ำ และเกลือแร่ ปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ มีอาการหน้าและหนังตาบวม หรือเท้าบวมทั้งสองข้าง ซึ่งสังเกตได้ง่ายเวลาตื่นนอนตอนเช้า และการกดบุ๋มที่หน้าแข้งทั้งสองข้าง ความดันโลหิตสูง
อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย คือ ตัวซีด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริว ผิวหนังแห้ง คันตามตัว ตามัว บวม เหนื่อยหอบ ถ้าเป็นมากขึ้นจะซึมลง ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ในที่สุด โดยผู้ป่วยเด็กมีอาการอื่นๆ ได้อีก เช่น การเจริญเติบโตช้าจากการขาดสารอาหาร และความผิดปกติของฮอร์โมนช่วยการเจริญเติบโต หรือติดเชื้อบ่อยๆ รวมทั้งการเจริญเติบโตของกระดูกที่ผิดปกติ
การสืบค้นที่จำเป็นและสามารถบอกได้ว่ามีภาวะไตวายหรือไม่คือ การตรวจปัสสาวะและเลือด เพื่อประเมินการทำงานของไต
การปลูกถ่ายไตมี 2 ประเภทดังนี้
1. จากผู้บริจาคที่เสียชีวิต
2. จากผู้บริจาคที่มีชีวิต โดยต้องมีหมู่เลือดที่เข้ากันได้ และเนื้อเยื่อเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผลการปลูกถ่ายไตออกมาดี การปลูกถ่ายไตในเด็กมักได้จากผู้บริจาคที่มีชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบิดาหรือมารดา จากข้อกำหนดว่า การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิต ต้องมีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด ได้แก่
• บิดาหรือมารดา บุตรหรือธิดา พี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ที่สามารถพิสูจน์ได้โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือทางกฎหมาย
• ลุง ป้า น้า อา หลาน ลูกพี่ลูกน้องในลำดับแรก หรือญาติที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดครึ่งหนึ่ง เช่น พี่น้องต่างบิดาหรือมารดา
• สามี ภรรยา ต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสจนถึงวันผ่าตัดปลูกถ่ายไตไม่น้อยกว่า 3 ปี ยกเว้นกรณีที่มีบุตรหรือธิดาด้วยกันซึ่งสามารถตรวจพิสูจน์ได้
ทั้งนี้ผู้บริจาคต้องไม่ถูกบังคับหรือได้รับการจ้างวาน ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งสิ้น
ส่วนค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตของ รพ.ศิริราช หากผู้ป่วยไม่มีโรคแทรกซ้อนหลังผ่าตัดจะอยู่ราว 150,000 - 300,000 บาท
หากมีโรคแทรกซ้อนค่าใช้จ่ายจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโรคและชนิดของยาที่ใช้ในการรักษา นอกจากนี้หลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแล้ว ผู้ป่วยยังต้องรับประทานยากดภูมิต้านทาน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธไตที่ได้รับใหม่ไปตลอดชีวิต สำหรับค่ายาในระยะแรกหลังผ่าตัดจะประมาณเดือนละ 10,000 - 30,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้ยาและจะค่อยๆ ลดลงตามลำดับ
แม้วันนี้บัตรประกันสุขภาพถ้วน (30 บาท) จะยังไม่ครอบคลุมการรักษา แต่ทางหน่วยไตเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ดำเนินการปลูกถ่ายไตครั้งแรกไปเมื่อ 10 ปีก่อน (พ.ค. 2539) จนถึงปัจจุบันยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายที่รอการปลูกถ่ายไต ซึ่งท่านสามารถเป็น 1 ในหลายล้านคนที่ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ ให้ได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม ด้วยการบริจาคเข้ากองทุน “ปลูกถ่ายไตเด็ก” รหัส D 002714 ในศิริราชมูลนิธิที่ ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1 หรือ 0 2419 7658 - 60
ท้ายนี้เรามีวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพไตมาฝากครับ เริ่มด้วย
1. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและภาวะเครียด
2. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5 - 2 ลิตรในผู้ใหญ่ และลดลงตามส่วนสำหรับเด็ก
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
4. ไม่ใช้ยาใดประจำโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
Tags: โรคเด็ก






















October 13th, 2008 at 6:12 pm
น่ากัวจังงงงงงง