นิโคล โฟกัสที่ลูก ไม่เน้นแต่งงานใหม่






นิโคล โฟกัสที่ลูก ไม่เน้นแต่งงานใหม่ (เดลินิวส์)

คอลัมน์ ดาวต่างมุม
คนกลาง : เรื่อง / ภมร มานะพรชัย : ถ่ายภาพ

          ยืนหยัดกับการเป็นนักร้องคนดังมานาน นิโคล เทริโอ เลยขอลองเปลี่ยนบทบาทดูบ้าง ล่าสุดเธอหันมาจับงานแสดงทั้งหนัง "5 แพร่ง" และละครเวที "ลมหายใจ" แถมความรักช่วงนี้ของเธอก็ชุ่มฉ่ำหัวใจกับคนรักใหม่ "คุณหมอรุจ" ที่ตอนนี้เข้าได้ดีกับน้องทิกเกอร์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธอด้วย วันนี้เธอเปิดใจให้  "ดาวต่างมุม" สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดใจถึงทุกเรื่อง

กลับมาเล่นหนังอีกครั้งหลังจากห่างมานานเท่าไหร่?
    
          นิโคล : 8 ปีค่ะ จากเรื่องแรก "คืนไร้เงา" พอมาเล่นเรื่องนี้ก็ต้องเริ่มใหม่หมดเลย เพราะตอนที่ถ่ายเรื่องนั้นก็คนละแนวกับเรื่องนี้เลย เรื่อง 5 แพร่ง นี่กะพริบตาไม่ได้เลย เรื่องนี้ก็ไม่ได้ถึงกับต้องเรียนแอ๊คติ้งใหม่ กี้เรียนแอ๊คติ้ง อยู่แล้ว เพื่อที่จะเล่นละครเวที ได้เรียนกับ หม่อมน้อย ก็ดีใจมาก เพราะว่าท่านเก่งมาก เราก็เอาตรงนั้นมาใช้ การทำงานรอบนี้ต่างกับเรื่องก่อน 100% ตอนนั้นกี้คิดเยอะเกินไป แล้วหนังใช้เวลานานในการถ่ายทำ ตัวละครมันซับซ้อน แต่แสดงอารมณ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะงงตัวเราเอง ตอนนั้นมันก็เป็นครั้งแรก ก็ทำได้ดีที่สุดแล้ว พอได้มาลองงานแสดงแล้วก็ชอบมาก ๆ ตอนนั้นกี้ก็คิดอยู่ว่า ถ้าขออีกนิดหนึ่ง กี้น่าจะทำได้ แต่เราก็หยุดเลย ไปมีครอบครัว มันก็เลยขาดช่วงไป ตอนนี้ก็ยังใหม่อยู่ ไม่ใช่ว่าเก่ง แต่ว่าเข้าใจ เข้าถึงตัวละครได้มากกว่า

การแสดงมีเสน่ห์ตรงไหนที่ทำให้หลงรักมัน? 
    
          นิโคล : เราได้เป็นคนอื่น ได้เจออะไรที่เราไม่เคยเจอ และสำหรับเรื่อง 5 แพร่ง นี้ก็คงไม่เจอเลยในชีวิต และขออย่าให้ใครเจออย่างนั้นในชีวิตเลย บางทีเราก็เบื่อที่เราเป็นเราเหมือนกันนะ ถ้าเราสามารถทิ้งตัวเราไปเลย แล้วเป็นอีกตัวหนึ่ง ได้เจอสถาน การณ์ใหม่ ๆ มันเป็นอีกมิติหนึ่ง กี้ว่าโชคดีนะที่ได้เล่นเป็นโน่นเป็นนี่ เป็นเจ้าหญิง เป็นเจ้าชาย ซึ่งในชีวิตจริงไม่มีทางได้เป็น กี้ก็หวังว่าจะมีงานแสดงมาอีก เพราะกี้ชอบแล้ว ชอบมากด้วย คิดว่าถ้าเราชอบอะไร เราก็น่าจะทำได้ดี ถ้าเราได้ลองทำมันเยอะ ๆ แล้วตอนนี้ก็มีละครเวที เรื่องการแสดงก็ต้องซ้อมเยอะ ก็คิดว่าน่าจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามเวลาซ้อม

อย่างงานละครเวทีได้ไปสัมผัสแล้วเป็นยังไงบ้าง? 
    
          นิโคล : ตอนนี้เราซ้อม ๆ กัน ก็หนักมาก ซ้อมทุกวัน เรียนแอ๊คติ้งตั้งแต่เที่ยงถึงหกโมงเย็น พอหกโมงเย็นถึงเที่ยงคืนก็จะเป็นร้องเพลงและก็บล็อกกิ้ง กี้มีความรู้สึกว่า ละครเวทีนี่ถ้าใครได้เล่นเหมือนมีเกียรติมาก ไม่ว่าจะเป็นตัวละครอะไร จะเป็นตัวเมนหรือตัวประกอบ ทีมงานเบื้องหลัง เราต้องซ้อมอยู่ด้วยกัน พระเอกกับนางเอกจะเล่นกันแค่ 2 คนไม่ได้ มันต้องมีเป็นร้อย ๆ ชีวิต การที่เราได้เป็นหนึ่งในละครเวที กี้ถือว่าเป็นเกียรติมาก มันต้องสด ผิดไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ต้องซ้อมให้แม่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งเป็นละครเวทีของพี่บอยด้วย มันต้องเกินร้อย

ถือว่าเป็นงานที่ยากที่สุด? 
    
          นิโคล : มากเลยค่ะ แต่อย่าเรียกว่ายากที่สุดเลย มันต้องใช้ความตั้งใจ ความทุ่มเทมากที่สุดที่เคยทำมา คือถ้าเราซ้อมเยอะ ๆ มันก็ไม่ยากหรอก เพียงแต่เราต้องทุ่มเท ต้องรักที่จะทำให้ดีที่สุด เพราะว่าถ้าแบบว่า แค่อยากเล่นละครเวที แต่ใช้เวลาซ้อมเยอะจัง มันอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าเรารักเราจะไม่รู้สึกเหนื่อย เราจะสนุกกับมัน แต่พอกลับบ้านไปเราก็รู้สึกเหนื่อยร่างกายเฉย ๆ แต่พอตื่นมาเราก็อยากจะไปซ้อม จะไปเล่นตรงนี้ให้ดีกว่าเดิม 




พอทำงานเยอะแบบนี้แบ่งเวลาดูแลน้องทิกเกอร์ยังไงบ้าง?  
    
          นิโคล : ช่วงเช้าไง ตอนกลางคืนเรากลับมาเขาก็นอนแล้ว แต่ก็มีเวลาช่วงเช้า คนอื่นทำงานแบบนี้อาจจะตื่นเที่ยง แต่ลูกกี้ตื่นเจ็ดโมงเช้าทุกวัน เราก็ต้องตื่นตามเขา ก็จะมีเล่น ๆ กับเขา แต่ช่วงที่กี้ไม่อยู่ก็มีคุณยายดูแลอยู่ พอทำงานเหนื่อย ๆ มาเห็นลูกนี่หายเหนื่อยเลย เขาจะขี้อ้อนมาก บางทีกี้กลับ 5 ทุ่มครึ่ง แต่เขายังไม่นอน เพราะรอเรา กี้ก็จะรู้สึกชื่นใจ เขาก็จะมีอ้อนแม่ เอาน้ำมาให้ เอาขนมมาให้ แบ่งวิตามินซีของเขามาให้กิน คือจะน่ารักมาก เขาจะเป็นเด็กที่จิตใจดี นึกถึงคนอื่น จะเห็นเลยตั้งแต่เด็ก ๆ  เขาเป็นลูกคนเดียว ของเล่นก็เยอะ เราก็จะสอนให้เขาหัดแชร์ของให้คนอื่น แต่ว่าทิกเกอร์นี่ไม่ต้องสอนเยอะ เพราะโดยธรรมชาติที่เห็นนี่ เขาเป็นคนแคร์คนอื่นมาก บางอย่างไม่ต้องสอนเขาก็จะรู้ของเขาเอง

เลี้ยงลูกสไตล์ฝรั่งหรือว่าไทย? 
    
          นิโคล : ปนกันค่ะ ถ้าจะเป็นฝรั่งก็คือ เราจะพูดภาษาอังกฤษกัน เพราะว่ามันไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่ จะเหมือนเพื่อนคุยกัน ให้ลูกอยู่กับเราแล้วอยากจะเล่นอะไร พูดอะไร คิดอะไร ให้เขาสบายใจที่จะบอกเรา เราจะได้รู้ว่าเขาพัฒนาอะไร คิดอะไรอยู่ แต่ว่าถ้าดุกี้จะดุเป็นภาษาไทย เพราะว่ามันเป็นทางการกว่า แล้วเราไม่ค่อยได้พูดภาษาไทยกัน ถ้าเป็นไทยปุ๊บเขาจะรู้เลยว่า นี่คือแม่แล้ว ไม่ใช่เพื่อน ต้องฟัง เราต้องมีเส้นที่ชัดเจนว่าเราทำหน้าที่สองอย่าง ปกติกี้ไม่ดุ แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ก็จะดุ คือจะไม่ดุไม่ได้ ไม่อบรมไม่ได้ เพราะเด็กก็คือเด็ก อย่างตอน 3 ขวบนี่แสบสุด ๆ เลย มันเป็นช่วงทดสอบความดื้อว่าจะแค่ไหน จะต่อต้านถึงขนาดไหนถึงจะโดนจริง ๆ แต่พอเลยช่วงนั้น พอ 4 ขวบ ก็คุยกันรู้เรื่อง น่ารัก ให้ทำอะไรก็ทำ แล้วก็ชอบอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ชอบเขียน ก-ฮ คัดลายมือ เอบีซี ก็ชอบ พี่เลี้ยงก็น่ารักมาก มีชั่วโมงให้เขานั่งทำการบ้าน เขาก็จะนั่งทำอยู่ชั่วโมงครึ่ง มีสมาธิอยู่ได้นานขนาดนั้น เสร็จแล้วก็ถึงจะดูการ์ตูนได้ เล่นเกมได้ เขาจะมีความเป็นไทยสูง ถ้าเจอใครกี้ให้ไหว้หมด ให้พูดครับตลอด ให้มีสัมมาคารวะ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พูดไทยให้มีหางเสียง จะมาแบบว่า “อะไรอ่ะ” ไม่ได้เลย กี้จะให้พูดใหม่ว่า "อะไรครับ" เขาก็จะพูดใหม่

กำลังใจในการทำงานทุกวันนี้คือลูก?
    
          นิโคล : ก็ถูกค่ะ จริง ๆ แล้ว กำลังใจมีรอบด้านเลย ยิ่งเป็น ซิงเกิ้ล เวิร์คกิ้ง มัม ที่เขาเรียก ๆ กัน ก็จะเห็นถึงความเห็นอกเห็นใจจากคนรอบข้างเยอะ ซึ่งกี้ก็ซาบซึ้งมาก ความจริงมันก็ไม่ได้ยาก อย่างที่บางคนคิดว่า "โอ๊ย จะไหวเหรอ" กี้ก็คิดว่า การมีลูกคือแรงบันดาลใจด้วยซ้ำ ในเมื่อลูกคือทุกอย่าง แล้วเราโฟกัสไปที่ลูกเวลาที่เราจะทำอะไรเพื่อลูก มันง่ายมากเลย มันมีแรง ไม่ต้องคิดมากเลย ถ้าทำเพื่อตัวเองอ่ะยาก เพราะจริง ๆ เราไม่ได้รักตัวเองเท่ากับเรารักลูก ในความรู้สึกกี้คือกี้รักลูกมากกว่าทุกอย่างในโลกนี้ นอกจากคุณแม่ คุณพ่อ

ไม่ค่อยมีเวลาให้เขาแบบนี้ เขาเข้าใจมากน้อยแค่ไหน?
    
          นิโคล : ก็เล่าให้เขาฟัง บอกเขาว่าม่ามี๊ไปทำงาน อธิบายให้เขาฟังว่าเราทำอะไร ถ้าพาไปด้วยได้ก็จะพาไป อย่างเป็นคอนเสิร์ต หรืองานอะไรสั้น ๆ ก็พาไป เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ว่ากี้ทำอะไร อาชีพกี้เป็นยังไงเขารู้

การเป็นซิงเกิ้ลมัมนั้นเหนื่อยขนาดไหน? 
    
          นิโคล : ถ้าเหนื่อยใจนั้นไม่เหนื่อยเลย กำลังใจดีมาก แต่เหนื่อยกายอาจจะมีบ้าง มันเรื่องธรรมดา เราก็ทำงานแบบไม่มีวันหยุดเหมือนกัน ก็คิดไว้ว่า ทำเพื่อลูก คิดแค่นี้ก็ง่ายเลย ลูกเราเราเลี้ยงได้ ใครจะเลี้ยงลูกตัวเองไม่ได้ มันเป็นสัญชาตญาณของคนที่เป็นแม่ ก็ต้องเลี้ยงลูก ต้องดูแลลูก

ตอนนี้หันไปทำธุรกิจจิวเวลรี่ด้วย? 
    
          นิโคล : ก็เป็นธุรกิจเล็ก ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ของแพงด้วย ก็จะทำเป็นลิมิเต็ด พอหมดแล้วก็จะทำแบบใหม่ ก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ทำ แต่ก็นั่งคุยกัน เราก็อยากทำอะไรที่สนุก ๆ กี้ก็ชอบหัวใจ ก็เออทำสร้อยแหวนหรือเครื่องประดับอะไรเป็นรูปหัวใจ ไหม ก็เริ่มจากแค่นั้น ก็ทำขายในเว็บ werkgang.com เพราะว่าถ้าทำเป็นร้านมันก็ทำให้สินค้าแพงขึ้น ไม่อยากให้อัตราเสี่ยงสูง ไม่อยากทำให้ชีวิตเราเครียดขึ้น ทำเพราะอยากทำแล้วก็อยากแชร์อะไรสวย ๆ ที่เราชอบ ตอนนี้เพิ่งทำไม่นาน 4-5 เดือนเอง




ความรักในช่วงนี้ล่ะเป็นยังไงบ้าง? 
    
          นิโคล : ก็เหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้พัฒนาอะไรไปในทางใดทางหนึ่ง เราก็เวลามีน้อยมาก ก็จะใช้เมสเสจ คุยกัน มีอะไรก็ปรึกษากัน เขาเป็นผู้รับฟังที่ดี เราอยากพูดอะไรเขาก็จะฟัง ข้อความที่ให้กำลังใจกันก็มีมาเรื่อย ๆ

คาดหวังกับความรักครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน? 
    
          นิโคล : พยายามไม่คาดหวัง เวลาเราคาดหวังอะไร เหมือนเราไปสร้างอะไรที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้น แล้วมันมีสิทธิที่จะไม่เกิด แล้วเราก็จะผิดหวัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เข็ด ชินชา ไม่ใช่เลย ไม่เกี่ยวเลย เป็นมุมมองคิดอีกแบบหนึ่ง อาจจะโตแล้ว

ความคิดเรื่องความรักแตกต่างไปจากครั้งเก่า?
        
          นิโคล : เปลี่ยนเยอะค่ะ โตขึ้น ประสบ การณ์ก็มีแล้ว พยายามคิดให้มันถูกทาง มองอะไรให้เป็นประโยชน์กับทุกคน เมื่อก่อนอาจจะโรแมนติก จะต้องคาดหวังอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วมันใช้พลังงานเราไปเยอะมาก แต่ตอนนี้เราต้องเซฟพลังงาน ต้องมีสติ ต้องนิ่ง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่า เบื่อไปแล้ว เซ็ง ก็ไม่ใช่ เป็นแบบอยู่กับวันนี้ ไม่ใช่อยู่กับพรุ่งนี้ ไม่ได้มีการวาดอนาคตอะไรไว้ร่วมกัน ถ้าเราไปมองอนาคต เราเองก็ควบคุมอะไรไม่ได้ ถ้ามันไม่ได้แล้วเราต้องมาผิดหวัง มันก็ไร้สาระในที่สุด

ด้วยเวลาที่ไม่ตรงกันเป็นอุปสรรคบ้างไหม? 
    
          นิโคล : พยายามไม่ให้มันเป็นอุปสรรค ก็ส่งข้อความกัน คุยกันเมื่อคุยกันได้ เข้าใจ ไว้ใจ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะบางคนเขาก็อยู่ต่างประเทศ ไม่เจอกันเลย เขายังอยู่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ปรับไปเรื่อย ๆ เขาก็ต้องทำงาน กี้ก็ต้องทำงาน เวลาไม่ตรงกันเลย เขาจะแบบเช้าถึงเย็น แต่กี้จะกลางวันถึงดึกมาก ซึ่งเขาต้องนอนแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ต้องปรับให้มันเวิร์ก เรามีเวลาเจอกันน้อยค่ะ แต่มันก็เป็นช่วงเดียว อย่างเราซ้อมละครเวทีกันหนัก ๆ พอเล่นจบก็เสร็จ ปีหน้าเราก็ว่างแล้ว ตรงนี้ที่เวลาไม่มีให้กัน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วเดี๋ยวก็มีเวลาให้กัน คือเราก็เข้าใจกัน ก็ไม่ใช่ว่าแบบเข้าใจซะทีเดียว มันก็ไม่ใช่แบบนั้น เราก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน บางทีเหนื่อยกี้ก็หลุดเหมือนกัน "โอ๊ย อยากเจอ ทำไมเวลาไม่ตรงกันเลย" มันก็มีฟิวส์นี้ เพราะเราก็คือมนุษย์ แต่พอนั่งหายใจสักพัก ความรู้สึกนี้มันก็จะหายไปเอง

เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่อยากแต่งงานใหม่แล้ว? 
    
          นิโคล : ไม่อยาก กี้ไม่ได้เน้นที่ตัวกี้แล้ว ตอนที่กี้แต่งงานนั้นคือเน้นที่ตัวกี้ เรามีโฟกัสอยู่อย่างเดียวคือตัวเราเอง เราอยากแต่งงาน ตอนนี้กี้โฟกัสที่ลูก แล้วก็ลูกก็มีพ่ออยู่แล้ว กี้ไม่ได้มาหาใครแทนใคร นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของกี้ เพราะฉะนั้นกี้จะแต่งงานเพื่ออะไร มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย กี้ก็ไม่อยากให้ลูกเจอการเปลี่ยนแปลงเยอะกว่าที่เป็นอยู่แล้ว คือมันก็มีการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควรสำหรับเด็ก ฉะนั้นก็เอาแบบนี้ก่อน ตอนนี้เขาก็แฮปปี้ ทุกอย่างลงตัว จะไปเปลี่ยนอะไรอีก เดี๋ยวเขางง

อยากฝากอะไรถึงแฟน ๆ ไหม?
    
          นิโคล : อยากฝากผลงานหนัง "5 แพร่ง" จะฉายวันที่ 9 เดือน 9 นี้ ก็สนุกทุกแพร่งเลย แล้วก็มีละครเวที "ลมหายใจ" เป็นมิวสิกคัลที่ทุกคนจะต้องชอบมาก ๆ เพราะเป็นการเอาเพลงพี่บอย โกสิยพงษ์ มาร้อง ทุกคนก็จะรู้จักเพลง พวกนี้หมด มันก็จะยิ่งสนุกไปใหญ่ แล้วก็จะมีซิงเกิ้ลที่ฟังได้ตามวิทยุทีวี แล้วก็จิวเวลรี่ที่สั่งได้ตามเว็บด้วยค่ะ
    
           รักนิโคล ชอบนิโคล ก็อย่าลืมติดตามผลงานของเธอกันด้วยแล้วกัน เพราะแต่ละงานเธอบอกว่า ทุ่มเกินร้อยจริง ๆ



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก








เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
นิโคล โฟกัสที่ลูก ไม่เน้นแต่งงานใหม่ อัปเดตล่าสุด 6 กันยายน 2552 เวลา 15:55:08
TOP
x close