เรียบง่าย งดงาม แห่งความรัก รามาวดี-วรวีร์ นาคฉัตรีย์
หลายคนคงยังจำภาพนางเอกสาวรูปร่างเล็กกะทัดรัด มีดวงตากลมโตเป็นเอกลักษณ์อย่าง คุณปูเป้-รามาวดี สิริสุขะ ได้ ซึ่งหลังจากเธอตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่มนอกวงการ คุณติก-วรวีร์ นาคฉัตรีย์ ข้าราชการประจำกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว เธอได้หันไปทำธุรกิจร้านเล็บและสปาของตนเอง รวมทั้งรับบทบาทเป็นภรรยาและแม่บ้านอย่างเต็มตัว
ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 10 ปีก่อน คุณปูเป้ถือเป็นหนึ่งในดาราสาวดาวรุ่งประจำช่อง 3 แต่หลังจากที่เธอตัดสินใจมีครอบครัวเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่คุณปูเป้กำลังเป็นนางเอกดัง มีผลงานการแสดงละครหลายเรื่อง และเธอก็ได้สร้างความแปลกใจให้กับผู้ชมและวงการบันเทิง โดยประกาศสละโสดกับชายหนุ่มนอกวงการที่มาคว้าหัวใจของเธอไปอย่างที่ไม่เคยมีข่าว หรือออกมาแสดงตัวก่อนหน้า จนถึงตอนนี้หลายคนยังไม่ทราบว่าทั้งคู่รู้จักกันได้อย่างไร และหนุ่มผู้โชคดีคนนั้นเขาเป็นใคร จนกระทั่งเรามีโอกาสชวนคุณปูเป้และคุณติกมานั่งพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความรักกันแบบสบายๆ ภายในบ้านอันแสนร่มรื่นของทั้งคู่
คุณติกเริ่มเล่าย้อนความหลังให้ฟังก่อนว่า ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ผมรู้จักกับเพื่อนของเป้ก่อน แล้วเพื่อนๆ ก็นัดทานข้าวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พวกเราไปกัน 10 กว่าคน ซึ่งมีเป้อยู่ในกลุ่มด้วย ตอนนั้นถือเป็นการเจอกันครั้งแรก ผมไม่เคยรู้จักเขามาก่อนว่าเขาเป็นดารา เพราะผมเรียนอยู่ต่างประเทศมาตลอด เลยไม่ได้ดูละครไทย เพื่อนผมก็แนะนำว่าเป้เป็นดารา วันนั้นก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะผมเดินไปคุยกับคนนั้นคนนี้ แต่รู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิงเรียบร้อยท่าทางนิสัยดี รู้สึกสนใจในหน้าตาและบุคลิก จากนั้นผมจึงขอเบอร์โทรศัพท์ของเขาจากเพื่อนของผมอีกที
ด้านคุณปูเป้เสริมว่า ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไร เหมือนเราเจอเพื่อนของเพื่อนทั่วไป ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ ตอนนั้นเป้เรียนหนังสือและทำงานไปด้วย แม้จะมีคนมาจีบบ้างแต่ก็ยังไม่ได้คิดเรื่องความรัก ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนๆ กันมากกว่า และส่วนใหญ่เป้ก็มีเพื่อนเป็นผู้หญิง
บรรยากาศการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่คล้ายจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพราะทั้งคู่แทบจะไม่ได้คุยกันสักคำ แต่ในตอนนั้นฝ่ายคุณติกเริ่มรู้สึกสนใจและก็ได้เบอร์โทรศัพท์ของคุณปูเป้จากเพื่อนไปแล้ว นั่นเป็นเพราะเขามีความสนใจและคิดจะทำความรู้จักกับคุณปูเป้ต่อ
“พอผมได้เบอร์เป้มาผมก็โทรไปคุยกับเขา ตอนนั้นผมคิดว่าจะทำอะไรต้องรีบทำ เพราะเป็นช่วงที่ผมกลับมาอยู่เมืองไทยแค่ประมาณ 3 สัปดาห์ และจะต้องกลับไปเรียนต่อ ครั้งแรกผมลองโทรไปถามสารทุกข์สุขดิบทั่วๆ ไป โทรไปคุยกับเขาไม่นาน ตอนนั้นผมคิดว่าลองใช้ความพยายาม และจะเช็คผลตอบรับจากเขาด้วย” คุณติก กล่าว
คุณปูเป้เล่าเสริมว่า มีเพื่อนบอกเป้ไว้ก่อนแล้วว่าพี่ติกจะขอโทรมาคุยด้วย เป้บอกกับเพื่อนไปว่าให้เขาโทรมาคุยได้ ตอนนั้นที่เขาโทรมา พอเป้รับสาย แล้วฟังเสียงเขาก็รู้สึกขำๆ ว่าทำไมเสียงเขาโมโนโทนมาก เสียงทั้งต่ำทั้งทุ้ม คุยอะไรเขาก็พูดฮะกับครับ เราก็เอาไปคุยเล่นกับเพื่อนว่าผู้ชายคนนี้คุยโทรศัพท์เสียงต่ำมาก ตอนนั้นเราคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนกันธรรมดา
คุณติกรีบแทรกขึ้นมาพร้อมหัวเราะว่า ถ้าเสียงผมเหมือนคนอื่น เขาก็อาจจะไม่สนใจก็ได้
คุณปูเป้เล่าต่อว่า ตอนนั้นรู้แล้วว่าเขาจะมาจีบ เพราะเพื่อนบอก เป้ก็ไม่ได้มีกำแพง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนมาจีบเป้บ้าง แต่เป้จะรู้สึกอึดอัด ไม่ชอบ แต่ที่ติกเขาโทรมาคุยเหมือนเป็นเพื่อน เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่เคยทำให้รู้สึกอึดอัด
ทั้งคู่มีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกันในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะคุณติกต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อ ทั้งคู่จึงใช้วิธีโทรศัพท์คุยกันอยู่นานเป็นปี ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เริ่มทำความรู้จัก แต่ก็ยังไม่ได้ตกลงว่าจะเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายที่ดูเหมือนจะทนคิดถึงคุณปูเป้ไม่ไหว จะเป็นฝ่ายโทรศัพท์ข้ามประเทศมาคุยบ่อยมาก จนทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีต่อกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คุณปูเป้เล่าก่อนบ้างว่า ตอนเขากลับไปเรียน เราก็คุยกันตลอด ตอนแรกเขาเขียนจดหมายมาก่อน แต่เป้ตอบกลับไปแต่ฉบับเดียว เพราะเป้ไม่ค่อยชอบเขียนจดหมาย ตอนหลังจึงใช้วิธีคุยกันทางโทรศัพท์แทน โดยเขาจะเป็นฝ่ายโทรมาหาเป้สองวันครั้ง หรือวันเว้นวันบ้าง คุยกันอยู่นานเป็นปี จนทำให้เรารู้สึกว่าเวลาได้คุยกับเขาแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่อึดอัด
จากการได้เรียนรู้นิสัยใจคอของกันและกันมากขึ้น คุณติกทำให้คุณปูเป้มั่นใจว่า เธอไม่ได้เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่คุณติกให้ความสนใจเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เพราะหลังกลับจากต่างประเทศ ทั้งคู่ก็ยังคงคบกันเป็นเพื่อนไม่เคยไปเที่ยวด้วยกันแบบสองคน จนกระทั่งเพื่อนๆ คุณปูเป้ไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมด จึงเหลือคุณปูเป้กับคุณติกสองคน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ทำให้ทั้งคู่ได้สนิทสนมกันในฐานะคนรู้ใจสักที ซึ่งตลอดระยะเวลาที่คบกันจะอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ตลอดเวลา พร้อมทั้งคุณติกยังพยายามเข้าหาผู้ใหญ่ฝ่ายคุณปูเป้ ซื้อขนมไปเยี่ยม หรือแม้กระทั่งพาคุณปูเป้ไปรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ของตนเอง
คุณติกเล่าว่า ตอนนั้นเราลองคบกัน เพราะตอนนั้นผมก็ไม่มีใคร รู้สึกว่าผมจะพาเขาไปเปิดตัวให้คุณพ่อ คุณแม่รู้จักเป็นคนแรก
คุณปูเป้เสริมคำพูดคุณติกว่า อาจจะยังไม่ใช่ขนาดที่ว่าเราจะรู้แล้วว่าจะคบเพื่อเป็นคู่ชีวิตกัน คงเป็นเพราะช่วงแรกเขาคงกลัวว่าคุณพ่อ คุณแม่ของเป้จะเป็นห่วง เพราะคุณพ่อคุณแม่จะค่อนข้างหวงลูกสาว เขาอาจจะให้ความเคารพ แบบว่าคนลูกสาวเค้าก็อยากให้พ่อ แม่เค้ารับรู้
หลังจากคบกันในฐานะคนรู้ใจได้ประมาณ 3 ปี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแต่งงานกัน โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าเขาและเธอคือคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ แม้ในช่วงทดสอบความรักทั้งคู่อาจจะมีทะเลาะ งอนใส่กันบ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ทุกคู่ต้องทำความเข้าใจ เพราะความรักจึงทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวร่วมกัน
“พี่ติกมีความสม่ำเสมอ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ รู้สึกว่าเขาเป็นคนอบอุ่น เราสามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง และเขาก็ยอมรับในความเป็นตัวเราได้มาก แม้ว่าเราจะเอาแต่ใจตัวเอง ขี้งอน เขาก็รับได้ และมาง้อเราทุกครั้ง เป้จึงคิดว่าทำไมเขาถึงง้อเรา ดีกับเราขนาดนี้ แม้จะรู้สึกว่าบางครั้งตัวเองไม่มีเหตุผล แต่เพราะเป้ง้อใครไม่เป็น จึงไม่เคยง้อใครก่อน” คุณปูเป้ กล่าว
ด้านคุณติกตอบสั้นๆ ว่า ผมบอกไม่ถูกว่าทำไมเลือกเขามาเป็นคู่ชีวิต แต่เมื่อเจอกัน คุยกัน และไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วผมรู้สึกว่าอยากให้เขามาอยู่กับเราตลอดไป
หลังจากแต่งงานคุณปูเป้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของคุณติก คุณปูเป้ซึ่งปกติมีความผูกพันกับครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ น้องสาวคือคุณเชอรี่ – เข็มอัปสรมาก บวกกับนิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง ทำให้ทั้งสองต้องมีการปรับตัวเข้าหากันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคุณปูเป้
“ปรับตัวเยอะค่ะ เพราะเป้ต้องมาอยู่บ้านพี่ติกด้วย หลายๆ คู่ตอนเป็นแฟนกันก็ระดับหนึ่ง แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกัน ตื่นขึ้นมาต้องเห็นหน้ากัน แปรงฟัน ล้างหน้าทุกอย่างต้องอยู่ในสายตากันตลอด แล้วคนที่ถูกเลี้ยงดูมาต่างกัน ครอบครัวเป้จะอิสระมาก แต่ของพี่ติกจะระเบียบ เคร่งครัด จึงมีความคิดเห็นบางอย่างที่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้เขาคิดแบบนี้ เขาเองก็คงคิด ต้องใช้เวลา ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อทะเลาะกันแล้วทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น ต้องเรียนรู้และยอมรับตัวตนของกันและกันอย่างจริงจัง” คุณปูเป้ กล่าว
คุณติกเพิ่มเติมบ้างว่า สำหรับผมไม่ต้องปรับตัวมากครับ แต่ก็มีปรับบ้าง เพราะต่างเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง อาจต้องใช้เวลารับรู้ว่าอีกคนเขาเป็นแบบนี้ ต้องมีการทะเลาะกันบ้าง เถียงกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่มีอะไร พอทะเลาะกันก็แยกย้ายไปสัก 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่ เปลี่ยนเรื่องคุยใหม่
หลังจากแต่งงานทั้งคู่ได้ลิ้มรสการเป็นสามีภรรยา ซึ่งมีทั้งรสหวาน เปรี้ยวและบางครั้งสมรสขมนิดๆ ให้ชีวิตคู่ดูมีสีสัน จากนั้นไม่นานคุณเป้กับคุณติกต้องเตรียมพร้อมทั้งกาย และใจเพื่อพิสูจน์บทบาทใหม่ของการเป็นคุณแม่และคุณพ่อครั้งแรกร่วมกัน โดยทั้งสองยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับบทบาทที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น
คุณปูเป้ในฐานะคุณแม่เล่าก่อนว่า ตอนนั้นตั้งท้องน้องปาล์มลูกชายคนแรก ที่ติกจะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องอาหาร เพราะเป้ทานผักและนมน้อย นอกจากนั้นจะเน้นให้เราออกกำลังกาย ทั้งๆ ที่เป้อยากนอนอย่างเดียว ไม่อยากเดินเลย เขาก็จะคอยบอกให้เดินบ้าง เมื่อคลอดแล้วเป้ถือว่าการเป็นแม่ เป็นบทบาทที่ทำให้เรามีความสุข แม้จะมีบ้างที่เราอยากนอน แต่เราต้องตื่นมาให้นมลูกตลอด มันเหนื่อยมากแต่ก็ได้คนรอบข้างมาช่วยทั้งพี่ติก ครอบครัวพี่ติก พี่เลี้ยง เมื่อได้เห็นพัฒนาการของลูก เขายิ้มได้ คว่ำได้ เราก็มีความสุข
คุณติกเล่าบ้างว่า ภาระหลักๆ จะอยู่ที่เขา เพราะผมทำงาน แต่เราก็ซื้อหนังสือมาอ่านว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร อย่างน้องปาล์มเป็นลูกคนแรกเราจะตื่นเต้นหน่อย อย่างเวลาเขาถ่ายออกมาแล้วมีสีผิดปกติ เราจะตกใจรีบโทรหาหมอที่โรงพยาบาล พอหมอบอกไม่ผิดปกติก็จะสบายใจ พอมาคอที่สองน้องไอริเลี้ยงง่าย และเราเริ่มมีประสบการณ์ รู้แล้วว่าจะเป็นอย่างไร
ปัจจุบันครอบครัวนาคฉัตรีย์มีทายาทเป็นโซ่ทองคล้องใจ 2 คน คนแรกคือ น้องปาล์ม – ปรินทร์ นาคฉัตรีย์ หนุ่มน้อยช่างคิดวัย 5 ขวบ ส่วนสาวน้อยคนเล็กในวัย 8 เดือน น้องไอริ-อัยย์ริสา นาคฉัตรีย์ กับบทบาทการเป็นทั้งคุณแม่และคุณพ่อที่สมบูรณ์แบบของทั้งคู่ ทำให้เราอยากทราบว่าพวกเขาได้วางแผนชีวิตให้กับลูกๆ ทั้งสองคนไว้อย่างไรบ้าง
คุณติกตอบทันทีว่า เราพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา ส่วนเขาจะเลือกไปทางไหนก็แล้วแต่เขา อย่างเรื่องการศึกษาเราก็พยายามเลือกโรงเรียนที่ดี ส่วนในอนาคตขึ้นอยู่กับเขา ขอแค่เขาเป็นคนดี มีความสุขกับชีวิต ไม่ได้กำหนดว่าเขาต้องเป็นอะไร
คุณปูเป้เสริมบ้างว่า เรานั่งคุยกันว่าไม่ได้คาดหวังกับลูก เป้คิดว่าเราแค่ปลูกฝังให้เขาเป็นเด็กดีของเราและสังคม โตขึ้นแล้วเขามีความสุขในสังคมที่เขาอยู่ สำหรับเรื่องการศึกษาเราก็พยายามสร้างโอกาสให้เขามากที่สุด วันที่เขาโตมีโอกาสเลือกเอง เขาจะได้เลือกอย่างมีข้อมูลที่เราปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
ช่วงนี้นอกจากคุณติกจะเรียนต่อที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว คุณติกยังรับบทบาทอีกบทบาทหนึ่งนั่นคือเป็นกรรมการบริษัท เอสเตท อลายน์เมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจส่วนตัวที่ต้องให้เวลาค่อนข้างมาก ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างนัก ส่วนคุณปูเป้รับบทบาทหลักคือการเป็นคุณแม่เลี้ยงดู และอบรมลูกๆ ทั้งสองคน เราจึงถามถึงหลักการครองชีวิตคู่ ที่ทำให้ทั้งสองยังคงครองรักกันมาได้ถึงทุกวันนี้
“เวลาเป้คุยกับคุณพ่อเป้ พ่อจะสอนโดยยกคุณแม่เป้เป็นตัวอย่างให้ฟังว่า ตั้งแต่คุณพ่อกับคุณแม่แต่งงานกันไม่เคยทะเลาะกันเลย หรือถ้าจะคุยอะไรกันก็ไม่เคยให้ลูกๆ รู้ว่าทะเลาะกัน เพราะคุณแม่เป็นคนที่มีความอดทนมาก คุณพ่อบอกว่าตอนที่คบกันเป็นแฟนพยายามเปิดตาเพื่อจะได้เห็น และเรียนรู้กันทุกอย่างทั้งข้อดี ข้อเสีย แต่เมื่อแต่งงานแล้วต้องปิดตา พยายามอย่าหาข้อไม่ดีของเขาไม่มีประโยชน์ แต่ให้มองเห็นแต่ข้อดีเหมือนตอนเป็นแฟนกัน เป้จำคำสอนของคุณพ่อมาใช้” คุณปูเป้ กล่าว
ด้านคุณติกตอบสั้นๆ ว่า ผมใช้หลักปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และการให้อภัยกัน บางทีเราเป็นผู้ชายอาจต้องง้อมากกว่า แต่เป้เป็นแม่บ้านที่เอาใจใส่ลูกเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าดี ส่วนใหญ่เราจะอยู่และคุยกับเหมือนเพื่อน ยิ่งอยู่ไปเราก็ยิ่งรู้จักกันมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างความรักของทั้งคู่คือความเข้าใจและความไว้ใจซึ่งกันและกัน แม้ทุกวันนี้คุณติกจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากนัก และคุณปูเป้เองก็รับบทบาทของการเป็นคุณแม่ และภรรยาอย่างเต็มที่ แต่เพราะต่างรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือครอบครัวที่มีความสุข ทั้งคู่จึงร่วมกันทำทุกอย่างให้ดีขึ้นทุกวัน โดยเชื่อว่าเป็นวิธีที่จะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จตามความตั้งใจ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ฉบับเดือนกันยายน-ตุลาคม 2551























November 24th, 2008 at 8:53 pm
น่ารักดีจัง มีชีวิตคู่แบบนี้สบายใจจิงๆ