รัก…ในโลกแห่งความจริง นันทมาลี-วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี
สายตาทุกคนมองว่าคู่หวานอย่าง “คุณบิ๋ง-นันทมาลี ภิรมย์ภักดี” หัวหน้าฝ่ายบัตรเครดิตพรีเมี่ยม ธนาคารซิตี้แบงค์ กับ “คุณจ๊ะ-วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี” ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรและกิจกรรม บริษัท สิงห์ คอร์ปปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการ บริษัทคอนแทงโก เป็นคู่รักที่สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก เพราะต่างเกิดมาในตระกูลที่ดี มีฐานะ ทุกแง่มุมชีวิตจึงน่าจะมีแต่ความสุข แต่ในชีวิตจริงของทั้งคู่กลับยังมีแง่มุมที่แตกต่างจากมุมมองที่ใคร คาดคิด
นับจากวันที่คุณบิ๋งและคุณจ๊ะได้รู้จักกัน จนมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 20 พอดี ทั้งคู่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะนั้นต่างฝ่ายต่างอยู่ในวัยเรียนที่บังเอิญได้ไปเรียนหนังสือที่ประเทศอังกฤษเหมือนกัน ครั้งแรกที่พบกันทั้งคู่มีอายุเพียง 14 ปี ต่างไม่มีความรู้สึกพิเศษใดๆ ต่อกัน และแทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลย จนกระทั่งเวลาผ่านเลยไปอีก 2 ปีต่อมา ทั้งสองจึงมีโอกาสพบกันอีกครั้ง
คุณบิ๋งเริ่มต้นเล่าถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนว่า ครั้งแรกที่พบกันเพราะบิ๋งรู้จักกับญาติของคุณจ๊ะที่อยู่ที่อังกฤษ พอบิ๋งไปถึงก็โทรไปหาญาติรุ่นพี่คนนั้น ซึ่งบอกว่าจะแวะมาหา และได้พาคุณจ๊ะซึ่งเป็นญาติมาด้วย ตอนเจอกันครั้งนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้สนใจ จากนั้นอีก 2 ปี ตอนคุณพ่อคุณแม่ของคุณจ๊ะบินมาเยี่ยมคุณจ๊ะ ท่านก็ชวนบิ๋งให้ไปทานข้าวด้วย เพราะท่านรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่บิ๋ง ทำให้เราได้เจอกันแต่ก็ไม่ได้คุยกันเท่าไร บังเอิญว่าคุณพ่อคุณแม่ของพวกเราฝากให้คุณอาที่ท่านรู้จัก ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่นับถือคนเดียวกันช่วงดูแลเรา ทำให้เราได้เริ่มพูดคุยกันและไปเที่ยวด้วยกัน
ทั้งคู่เรียนอยู่คนละที่ แต่ก็ได้ติดต่อสื่อสารกันเหมือนเพื่อน ในสมัยนั้นวิธีการที่ทั้งสองเลือกใช้ในการติดต่อกันคือการเขียนจดหมาย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความประทับใจและสนิทสนม
คุณจ๊ะย้อนนึกถึงอดีตก่อนจะเริ่มต้นเล่าว่า โอ้โห…เกือบจะจำไม่ได้ ผมคิดว่าคุณบิ๋งน่าจะเป็นฝ่ายเขียนจดหมายมาหาผมก่อน เพราะผมเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ แต่จำได้ว่าจดหมายแต่ละฉบับมีการพับมาเรียบร้อย… น่าจะเป็นคุณบิ๋งที่เขียนจดหมายมาหาผมก่อน
คุณบิ๋งยิ้มขำก่อนเสริมว่า ตอนนั้นบิ๋งเขียนจดหมายหาเพื่อนทุกคน เพื่อนแต่ละคนก็เขียนตอบกลับมาเป็นปกติ แต่มีจดหมายของคุณจ๊ะที่บิ๋งรู้สึกประทับใจ เพราะเขาตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว และพับจดหมายมาอย่างดี ทำสวยกว่าที่เราส่งไปให้อีก
ความสนิทสนมในรูปแบบเพื่อนค่อยๆ พัฒนา จนทั้งคู่ตัดสินใจเป็นแฟนกันในช่วงวัยรุ่น ที่เพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันล้วนมีแฟนกันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนับรวมคู่ของคุณบิ๋งและคุณจ๊ะเข้าไปด้วย
“ผมคิดว่าช่วงที่เรารู้จักกันมา 2 ปี ก็นานแล้วนะ ตอนนั้นอายุ 16-17 เพื่อนทุกคนมีแฟนกันหมดแล้ว” คุณจ๊ะ กล่าว
“ตอนนั้นมีคนมาจีบบิ๋งเยอะ ส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ แต่เราก็ไม่ได้ตอบรับใครมาเป็นแฟน เพราะบิ๋งตั้งใจว่าจะมีแฟนตอนอายุสัก 18 แต่ที่ชอบคุณจ๊ะเพราะเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน เขาไม่ได้ตรงเข้ามาจีบเราเลย ต่างจากคนที่ตั้งใจมาจีบ ให้ดอกไม้ เขียนกลอน พาไปดินเนอร์ ซึ่งเรารู้สึกว่าเหมือนการโชว์ เราไม่ชอบ แต่สำหรับคุณจ๊ะเขาจะมาแบบพื้นๆ ไปทานข้าวก็ช่วยกันจ่าย เรารู้สึกว่าคบได้ เราได้เรียนรู้นิสัยกันก่อนที่จะมาคบกันเป็นแฟน” คุณบิ๋ง เปิดเผยความรู้สึก
เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจเป็นแฟนกัน ประมาณ 5 ปีหลังจากนั้น ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้ทั้งคู่หมั้นหมายกัน โดยที่เจ้าตัวทั้งคู่ก็ยังรู้สึกว่าเร็วเกินไปสำหรับวัยในช่วงนั้น แต่ก็ตกลงใจทั้งจะหมั้นหมาย เช่นนี้แล้วทั้งคู่มีความมั่นใจได้อย่างไรว่าต่างคือคนที่ชี่สำหรับชีวิต
คุณจ๊ะกล่าวขึ้นก่อนว่า หลักการไม่ยาก สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องมีใครใหม่ เว้นแต่ว่าจะเข้ากันไม่ได้จริงๆ ส่วนผมคิดว่าเรามีแฟนคนเดียวก็พอ ผมโชคดีที่ไม่ได้เรียนหนังสือที่เมืองไทย เพราะผมไม่ค่อยรู้สึกประทับใจผู้หญิงฝรั่งเท่าไร และที่นั่นคนไทยก็ไม่เยอะ อยู่เมืองนอกไม่มีอะไรให้ผมสนใจ พอกลับมาเมืองไทยอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องกลับไปเรียนอีกแล้ว ไม่มีโอกาสได้เจอใคร อันนี้ผมพูดได้เพราะเราโตกันแล้ว ถ้าผมเรียนที่เมืองไทยชีวิตของเราทั้งคู่อาจจะเป็นอีกแบบ ต่างคนคงได้เจออะไรที่เยอะขึ้น คนที่ดีกว่าเราต้องมีอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าไม่ได้เจอ ผมเข้าใจว่าเรื่องของเราเป็นพรหมลิขิต
คุณบิ๋งเล่าบ้างว่า ช่วงนั้นคุณแม่ของคุณจ๊ะป่วย ท่านอยากเห็นลูกหมั้นหมาย และเราเป็นคู่ที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะสม เพราะเราเป็นแฟนกับมา 4-5 ปี แม้อายุเราจะไม่มากแต่ผู้ใหญ่สมัยนั้นแต่งงานกันเร็ว อายุ 20-21 แต่งงานเป็นเรื่องธรรมดา ตอนมาขอหมั้นคุณพ่อคุณแม่ของบิ๋งคิดว่าเราก็เป็นแฟนกันมานานแล้ว การหมั้นก็ยังไม่ใช่การแต่งงาน หลังจากหมั้นเรายังมีเวลาศึกษากันต่อไปไม่ใช่หมั้นแล้วแต่งเลย
เมื่อทั้งสองตกลงหมั้นหมายกันแล้ว ก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตที่ต่างประเทศร่วมกัน โดยคุณพ่อคุณแม่ของทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องการให้ทั้งคู่ลองใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างจริงจัง ซึ่งถือว่าเป็นการมอบโอกาสที่สำคัญให้กับทั้งคู่
“สำหรับผมชีวิตมันไม่ได้สวยงาม เราอยู่ด้วยกันก็มีอุปสรรค คนเราโตกันมาคนละที่ การเลี้ยงดูก็แตกต่างกน ต้องปรับตัวเข้าหากัน เขากับผมเราต่างมีนิสัยของตัวเองที่ต้องปรับให้ลงตัว ทุกวันนี้เราก็ยังมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ผมมองว่าชีวิตของคนเราต้องมีปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาในชีวิตเลย ผมคิดว่านั่นแหละที่ชีวิตกำลังมีปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาในชีวิตเลย ผมคิดว่านั่นแหละที่ชีวิตกำลังมีปัญหา ถ้าเราไม่ทะเลาะกันเลย ผมว่ามันแปลก จะบอกว่าราบรื่นก็ไม่ได้ราบรื่น” คุณจ๊ะ กล่าว
คุณบิ๋งเสริมว่า นั่นคือความจริงในเรื่องความสัมพันธ์ของคน ปัญหาของเราไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดต้องเลิกลากัน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือผู้ใหญ่ของเราเข้าใจกัน และคอยสนับสนุนเราเสมอ เพราะบางคู่อาจมีปัญหาไม่เข้าใจกัน
ช่วงเวลา 4 ปีของการเป็นคู่หมั้น มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อคุณแม่ของคุณจ๊ะเสียชีวิต ทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะแต่งงานกันเพราะเป็นสัญญาสุดท้ายที่ให้กับคุณแม่ จากความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนมาสู่คนรักช่วงวัยรุ่น เปลี่ยนเป็นคู่หมั้นที่ต้องเรียนรู้นิสัยใจคอกันให้มากขึ้น และมาถึงบทบาทการเป็นสามีภรรยา
คุณจ๊ะพูดถึงความแตกต่างในความสัมพันธ์ว่า ผมยืนยันว่าเมื่อเราแต่งงานกันแล้ว เราไม่ใช่เพื่อนกันแต่เราเป็นสามีภรรยากัน ผมคิดว่าถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราบอกว่าเรารักเขา แต่เราอยู่กันจนกลายเป็นเพื่อนกัน นั่นไม่ดีแล้ว แสดงว่าชีวิตมีปัญหาแล้ว เพราะความเป็นเพื่อนจะไม่ให้ความเคารพกัน การให้เกียรติกันจะลดลง ถ้าคบกันเป็นเพื่อนผมไปอยู่กับคนอื่นก็ได้ การเป็นสามีภรรยาต้องแตกต่าง เพราะเราต้องคอดูแลกัน เป็นห่วงกัน
เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ น่าแปลกที่ทั้งสองตั้งมั่นว่าจะสร้างครอบครัวด้วยตนเอง หากพิจารณาจากนามสกุลที่ทั้งสองใช้อยู่ คนในสังคมทั่วไปย่อมคิดว่าทั้งคู่ ย่อมสามารถเลือกกินเลือกอยู่โดยไปทำงานเลยได้อย่างสบาย แต่เพราะเหตุใดทั้งคู่จึงเลือกทำงานหนักชนิดที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมเราต้องทำงานหนักถึงขนาดนี้”
“ผมทราบว่าผมเกิดมาในตระกูลที่ดี ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ผมไม่ปฏิเสธว่าเราเป็นคนมีฐานะ แต่ถ้าเป็นครอบครัวของผมเอง เราสองคนไม่ได้รวย หลังกลับมาเมืองไทยเราต้องมาสร้างทุกอย่างเอง แน่นอนว่าเราไม่ได้ลำบากเท่าคนอื่น เพราะเรารู้ว่าเมื่อไรก็ตามที่ลำบาก เรายังวิ่งไปหาคนช่วยได้ สำหรับเราคนทั่วไปคงมองว่าไม่ลำบากเลย แต่เวลาที่เรามองตัวเองเราว่าเราเหนื่อย เพราะผมเคยได้รับมาในระดับหนึ่ง ตอนเรียนอยู่เมืองนอกคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนผมเต็มที่ แต่เมื่อเรียนจบผมโดนยึดบัตรเครดิต และไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องเงินทอง แต่นั่นก็เป็นวิธีสั่งสอนเรื่องการใช้ชีวิตจากคุณพ่อของผม ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่แท้จริง ผมทำมาหมดแล้ว ผ่อนนั่น ผ่อนนี่ ต้องทำงานถึง 3 แห่ง ยังเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมมีภรรยา 1 คน ลูก 2 คน และบริวารอีก 4 คนที่ต้องดูแลเองทั้งหมด ผมไม่ได้ขอสตางค์คุณพ่อเลย ถึงทุกวันนี้คุณพ่อก็รู้สึกภูมิใจในตัวผม ที่ผมสามารถทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวได้ด้วยตนเอง” คุณจ๊ะ กล่าว
คุณบิ๋งเสริมขึ้นบ้างว่า นั่นเป็นเหตุผลที่เรามีลูกช้า กว่าจะมีลูกก็หลังแต่งงานไปแล้ว 8 ปี เพราะตอนแรกที่เริ่มทำงานได้เงินเดือนหมื่นกว่าบาทเอง ต้องรอให้เงินเดือนของเราเพิ่มขึ้นมาก่อน เพราะเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง คุณจ๊ะบอกว่าถ้ามีลูกจะไม่ขอเงินพ่อ
คุณจ๊ะกล่าวต่อว่า เรายอมรับว่าเราสองคนรักสบาย พอเราเริ่มสบาย เริ่มมีเงิน ถ้ามีลูกความสบายจะหายไปอีก ผมจะพูดเสมอว่าชีวิตผมอยู่สบายแบบนี้ได้ เมื่อมีลูกชีวิตผมก็ต้องสบายเหมือนเดิม แต่ถ้าผมมีลูกแล้วไม่มีความสบายผมไม่เอา เพราะจะกลายเป็นว่ามีลูกแล้วเป็นทุกข์ คำว่าพร้อมในการมีลูกมันไม่มีหรอก จะมีก็แต่เรื่องระดับฐานเงินเดือน เมื่อคิดว่ามีลูกแล้วพอไหวเราก็ตัดสินใจมี แต่ถ้ารอพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์มันไม่มีหรอก ถ้าไม่มีลูกก่อนคุณจะไม่รู้เลยว่าต้องเจออะไร ต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง
ระยะเวลา 20 ปี ที่ทั้งคู่รู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันถือเป็นเวลาที่ไม่น้อย แต่ทั้งคู่ยังคงมีมุมมองและความคิดหลายอย่างที่มองต่างมุม ซึ่งทั้งคู่เห็นพ้องกันว่าชีวิตคู่ต้องเรียนรู้กันไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้ทั้งสองจะมีความเห็นบางอย่างคนละด้านคนละมุม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังคงประดับประคองและเดินจูงมือกันมาถึงทุกวันนี้ด้วยความรัก
“ผมมีหลักการที่ใครจะเถียงผมไม่ได้ เพราะเรารู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 14 จนตอนนี้เราอายุ 35 เราอยู่กันได้เพราะเรามีความอดทน ให้เกียรติกันและให้อภัยกัน สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก เราไม่มีปัญหาเรื่องการให้อภัยกัน เพราะพอเวลาผ่านไปไม่นานเราก็ลืม เรื่องการให้เกียรติกันอาจมีพลาดบ้าง บางครั้งเรายังนึกว่าเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องคอยเตือนกันว่าเราเป็นสามีภรรยาไม่ใช่อยู่ในสถานะเพื่อน เมื่ออยู่ด้วยกันเราต้องคอยเตือนกัน เราอยู่กันมานานจนเราคิดว่าเราจะเลือกอยู่ด้วยกันต่อไปให้เหมือนเพื่อนก็ได้ แต่ผมคิดว่านั่นไม่ถูกต้อง เราควรเลือกจะอยู่ด้วยกันโดยที่เรายังห่วงและแคร์กันอยู่” คุณจ๊ะ กล่าว
ด้านคุณบิ๋งมีความเห็นว่า ที่เราอยู่กันได้ต้องมีการปรับเข้าหากันหลายอย่าง อย่างแรกเป็นเรื่องการปรับนิสัย อย่างที่สองคือเป็นกำลังใจให้กัน นอกจากนั้นก็ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีสำหรับสามี ดูแลบ้านและครอบครัว สำหรับคู่ของเรา บิ๋งคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้โอกาสที่ดีจากผู้ใหญ่ที่ให้เราได้เรียนรู้กันอย่างจริงจัง เพราะหลังจากหมั้นเราได้อยู่ด้วยกันแค่สองคนจริงๆ เพราะเราไปอยู่ที่นิวซีแลนด์ ซึ่งเราไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักเลย ถ้าอยู่เมืองไทยเราคงทำไม่ได้ สำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน บิ๋งคิดว่าคุณจะไม่มีวันได้รู้จักกันจริงๆ จนกว่าจะได้อยู่ด้วยกัน แต่เหนือกว่าสิ่งใดต้องมีความรักเป็นพื้นฐาน และมีความโรแมนติกต่อกัน
คุณจ๊ะทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำว่า สำหรับผมชีวิตแต่งงานไม่มีอะไรยาก ก่อนแต่งงานถามตัวเองก่อนว่ามีความอดทนพอไหม สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจะคุยกันก่อนแต่งงาน คือคุณสามารถเสียสละความเป็นส่วนตัวของตัวเองได้หรือยัง เพราะคู่รักที่ต่างมีปัญหากับทุกวันนี้เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยอมไม่ได้ ดังนั้นควรคุยกันก่อนไม่ใช่แต่งงานกันแล้วค่อยไปนั่งคุยกัน ถ้ารับกันได้ก็ไปกันได้
นอกจากความรัก ความเข้าใจที่ทั้งคู่มีให้แก่กันเรื่อยมาแล้ว ทุกวันนี้ครอบครัวของทั้งคู่ยังอบอุ่นด้วยทายาทฝาแฝดวัยซนชายหนึ่งหญิงหนึ่ง น้องเจมม์ – ด.ช. นันทวุฒิ และ น้องบีม – ด.ญ. วรณัน ภิรมย์ภักดี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ท่ามกลางแง่มุมความรักอบอุ่นในครอบครัว ที่นับวันจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นเช่นกัน
ขอขอบคุณข้อมูลจากTags: คู่รักดารา, แต่งงานฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551 ขอขอบคุณภาพประกอบจาก we-mag.com และทางอินเทอร์เน็ต


















ฉบับเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก 








ร่วมแสดงความคิดเห็นกันนะ