ศัลยกรรมเสริมหน้าอก แพทย์ชี้มีโอกาสเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

          เสริมหน้าอก เสี่ยงมะเร็ง เพราะการศัลยกรรมความงามแม้จะนำมาซึ่งความสวย แต่บางครั้งก็อาจแฝงภัยร้ายอย่างโรคมะเร็งได้เช่นกัน แล้วการเสริมหน้าอกทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้อย่างไร



ศัลยกรรม

          สาว ๆ หลายคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในขนาดหน้าอกของตัวเองสักเท่าไหร่ ด้วยบางครั้งเนื้อหน้าอกก็น้อยเสียจนไม่ต่างไปจากแผ่นหลัง หรือบางคนก็พอมีหน้าอกอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยากเสริมหน้าอกเพื่อให้มีบุคลิกที่ดูดี ก่อนศัลยกรรมก็มักจะมีการหาข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เช่น ควรใช้ซิลิโคนรูปทรงไหน การเสริมหน้าอกใต้กับบนกล้ามเนื้อต่างกันไหม รวมไปถึงผู้หญิงที่วางแผนจะมีลูกก็ตามหาข้อมูลว่าทำหน้าอกสามารถให้นมลูกได้หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลมากนัก เพราะหากเลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสถานที่ปลอดภัย สาว ๆ ก็มั่นใจได้ว่า การทำหน้าอกของเราคงไม่เกิดปัญหาอะไร

          แต่อันที่จริง การศัลยกรรมหน้าอกมีผลเสียที่อาจตามมาภายหลังและสร้างความรุนแรงแก่ชีวิตได้มากกว่าที่คิด อย่างเช่นการเกิดโรคมะเร็งนั่นเอง ซึ่งเร็ว ๆ นี้ก็มีการเผยข้อมูลจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ว่า ผู้หญิงที่ผ่านการทำศัลยกรรมหน้าอกมา เสียชีวิตจากโรคมะเร็งชนิดใหม่แล้วกว่า 9 คน โดยข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับสาว ๆ หลายคนที่ผ่านการทำหน้าอก และวางแผนที่จะทำในอนาคตเป็นอย่างมาก มะเร็งที่ว่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้หญิงที่ผ่านการทำหน้าอกมา เสี่ยงเป็นมะเร็งทุกคนหรือไม่ วันนี้กระปุกดอทคอมจะมาไขข้อสงสัยนี้ให้สาว ๆ เอง

ศัลยกรรม

          เมื่อช่วงปลายปี 2018 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา รายงานว่า มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแล้วประมาณ 457 คน เสียชีวิตไปทั้งหมด 9 คน โดยทางองค์การอนามัยโลกได้ให้ชื่อโรคมะเร็งชนิดนี้ว่า BIA-ALCL (คำว่า BIA ย่อมาจาก Breast Implant Associated แปลว่า เกี่ยวข้องกับการศัลยกรรมหน้าอก ส่วน ALCL คือชื่อย่อของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวมความหมายได้เป็น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เกิดจากการทำศัลยกรรมหน้าอก นั่นเอง) เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการทำศัลยกรรมหน้าอก ซึ่งมะเร็งดังกล่าวเกิดที่เนื้อเยื่อบริเวณหน้าอกและแผลโดยรอบซิลิโคน ไม่ได้เกิดขึ้นที่เต้านมโดยตรง และไม่ใช่มะเร็งเต้านมอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจกัน แต่มันคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งนั่นเอง

          โอกาสของการเกิดมะเร็งชนิดนี้ยังบอกได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ด้วยตัวคนไข้ที่ทำศัลยกรรมหน้าอกมักจะไม่เปิดเผยตัวตน จึงทำให้การเก็บข้อมูลเป็นไปได้ยาก แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอมีประวัติการรักษาและการทำศัลยกรรมของคนไข้ที่ได้รับการเปิดเผยอยู่บ้าง โดยในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงที่ผ่านการศัลยกรรมหน้าอกมา มีสิทธิ์เป็นโรคนี้ได้มากถึง 1 ใน 30,000 คน ทว่ารายงานของประเทศออสเตรเลียกลับพบว่ามีโอกาสเกิดได้สูงถึง 1 ใน 1,000 คนเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงที่ผ่านการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนชนิดผิวทราย เป็นมะเร็งชนิด BIA-ALCL มากกว่าผู้หญิงที่ผ่านการเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนชนิดผิวเรียบ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานที่ยืนยันชัดเจนนักว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ทำไมซิลิโคนผิวทรายถึงก่อมะเร็งได้มากกว่าแบบผิวเรียบ


ศัลยกรรม

          ในส่วนของอาการ โรคมะเร็งชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากทำศัลยกรรมหน้าอกมาแล้ว 3-14 ปี ช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บรอบ ๆ หน้าอกแล้วก็มีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ทั้งที่คลำเจอ และที่ปูดออกมาให้เห็นด้วยสายตา ก้อนเนื้อนั้นสามารถลุกลามไปตรงกล้ามเนื้อโดยรอบ ทั้งคอ ต้นแขน อาการหนักเข้าอาจถึงขั้นขยับแขนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยบางคนกลับไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือปวดบริเวณเต้านมสักนิด มีเพียงแค่ก้อนเนื้อขนาดเล็กปูดออกมาเท่านั้น

          แม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด ว่ามะเร็ง BIA-ALCL เกิดขึ้นได้อย่างไรหรือเกิดกับซิลิโคนชนิดไหนได้มากกว่ากัน แต่ทางที่ดี สาว ๆ ที่ผ่านการทำศัลยกรรมหน้าอกมา ควรตรวจดูหน้าอกของตัวเองทุกวัน คลำหาก้อนเนื้อที่ปูดขึ้นมา หากพบเจอ ถึงจะเป็นก้อนเพียงเล็กน้อยก็อย่าเพิ่งไว้วางใจ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อเช็กอาการให้ละเอียดจะดีที่สุด

ข้อมูลจาก : womenshealthmag.com, smh.com.au, livescience.com, fda.gov, theguardian.com


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ศัลยกรรมเสริมหน้าอก แพทย์ชี้มีโอกาสเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โพสต์เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 17:50:29 1,627 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP