ณเดชน์ คูกิมิยะ คลั่งฟิต เสพติดการออกกำลังกาย โหมหนักจนต่อมไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60 ปี ณเดชน์ คูกิมิยะ เปิดใจผ่านรายการ On the way with Chom ถึงบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่จากการหักโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่วัยรุ่น จนตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนและวิตามินในร่างกายพังจนมีค่าเหมือนคนอายุ 60 ปี ต้องปรับวิถีชีวิตกลับสู่สายกลางและกินยาดูแลใกล้ชิดตามคำชี้แนะของแพทย์ เผยปีหน้าเตรียมลงสนามแข่ง HYROX คู่กับ "ญาญ่า" พร้อมเล่าที่มาของการเป็นคนจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวและนำมาปรับใช้กับการทำงานและการดูแลสุขภาพในปัจจุบันช่วงหลัง ๆ ไม่ได้เห็นคุณในฐานะนักแสดงอย่างเดียวแล้ว เริ่มเห็นอีกมุมที่ชัดมาก ๆ ก็คือเรื่องการออกกำลังกายจนคนบอกว่า ณเดชน์ เจอได้ทุกที่ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : พื้นฐานผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอะไรจำเจขนาดนั้นในระยะยาว ก็เลยเป็นคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเล่นในทุกกีฬาได้ ซึ่งผมก็เคยคุยกับโค้ชที่เขาคุมวิ่งผม เขาบอกว่าข้อเสียของตัวผมเองส่วนใหญ่ คือการที่เรามีจุดมุ่งหมายหรือว่าการแข่งขันที่หลากหลายจนเกินไปจนโฟกัสกระจัดกระจาย ไม่สามารถที่จะทำไปให้สุดสักอย่างได้ แต่จริง ๆ ถ้ามุ่งอย่างเดียวอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ ถ้าต้องเลือกแข่งแค่อย่างเดียวในปีหน้าจะเลือกอะไร ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ถ้าปีหน้าแข่งได้อย่างเดียวจะเลือก Olympic Weightlifting พวก Snatch พวก Clean and Jerk อะไรพวกนี้ จริง ๆ รู้สึกว่าลองไปเล่นแล้วเรารู้สึกว่าชอบมาก แต่ช่วงนั้นเราทั้ง HYROX ด้วย ทั้ง Strength Training เราก็ไม่อยากทิ้ง คือไม่อยากทิ้งอะไรสักอย่างเลย ก็เลยให้ความสำคัญไปกับการแข่ง HYROX มากกว่า ก็เลยไปโฟกัสที่ HYROX อะไรอย่างนี้ แต่รู้สึกเป็นคนที่อยู่บ้านเฉย ๆ เกิน 2 วันแล้วจะเป็นบ้า จะต้องออกไปหาอะไรทำ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ทุกคนก็จะเห็นว่าทำไมผมนั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านอโศก อยู่ BTS ไปนู่นไปนี่ตลอดเวลา เพราะบางทีเช้าเราไปซ้อม HYROX กลับมาบ้านกินข้าวเสร็จปุ๊บ ตกเย็นออกไปซ้อม Strength Training ต่อครับ ลงแข่ง HYROX ปีหน้าไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ลงครับ Olympic Weightlifting ไม่ลง ลง HYROX เพราะต้องลงกับ ญาญ่า จะลงเป็น Mix Double วัดใจ แต่ว่ายังไม่มีเวลาที่จะไปซ้อมด้วยกันสักวันหนึ่งเลย ณ ตอนนี้พอใจกับสภาพร่างกายปัจจุบันแล้วหรือยัง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ยัง ผมอยากใหญ่กว่านี้ อยากใหญ่ไปเลย อยากลองดูว่าขีดจำกัดของไซซ์ของกล้ามเนื้อจะไปได้ขนาดไหน โดยไม่ได้พึ่งสเตียรอยด์หรืออะไร อยากลองดูว่าเราจะไปได้ขนาดไหน ก็คือมี Goal ให้กับตัวเองเหมือนกันภายในปีนี้ อยากยก Chest Press ได้ 150 ครั้ง อยาก Deadlift ได้ 200 ครั้ง อยากดึงข้อได้ บอดี้เวตได้ 20 ครั้ง แต่สุดท้ายก็คือผมมีโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่กำลังจะถ่าย ผมก็ต้อง Priority ให้ความสำคัญกับการเลือกงานแสดงเป็นหลัก แล้วก็ด้วยคาแรกเตอร์หรืออะไรก็ตามไม่สามารถที่จะเป็นนักกล้ามได้ เราก็ต้องกลับมาโฟกัสที่ร่างกาย, Body, หุ่น, รูปร่างอะไรอย่างนี้ ให้เหมาะสมกับคาแรกเตอร์ที่เราจะได้รับบท ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปรับเปลี่ยนแผนใหม่ คุมอาหาร ลดน้ำหนักให้ลีนที่สุดแล้วกัน แต่ว่ายังรักษามวลกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน เพื่อที่ว่าจะได้สอดคล้องกับงานที่กำลังจะทำอยู่ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้อยากขึ้นเวทีประกวด Men’s Physique ตัวใหญ่ ๆ ไปเลยแบบนี้ อยากลองสักครั้งหนึ่ง จุดเริ่มต้นที่ทำให้มาสายนี้ การเริ่มต้นคืออะไร ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : อ้วน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ถ่ายลมซ่อนรัก ประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นกำลังมีงานมีละคร ชีวิตเริ่มอยู่สุขสบายขึ้น กินเก่ง กินเยอะมากจนกระทั่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พอปิดกล้องแล้วเรามาดูตัวเองตอนละครออนแอร์ คือจำตัวเองแทบไม่ได้ คือมันอ้วนแบบอ้วนมาก ๆ เลย จนรู้สึกว่าเริ่มมีคนเตือน คนทัก ผมก็เลยเข้าฟิตเนสเลยทุกวัน อยู่ประมาณ 3 เดือน ทุ่มเวลาให้กับการลงน้ำหนักมาก ๆ จนภายใน 3 เดือน ร่างกายเปลี่ยนแบบรวดเร็วมาก ๆ เลยเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เราจริงจังในการออกกำลังกาย การได้เห็นกล้ามเนื้อตัวเองแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เหมือนเราเป็นตัวการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ ผมก็เลยเริ่มเสพติดในการถอดเสื้อ เริ่มฟิตเนสมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสพติดกับการออกกำลังกายขนาดนั้น แต่รู้สึกพึงพอใจกับการได้เห็นตัวเองในกระจกที่ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน แล้วหลังจากนั้น 3 เดือนก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ลูปเดิม กิน เอนจอย ดื่ม เที่ยว เพราะเป้าหมายจบไปแล้ว กลับมาเจ๊งเหมือนเดิม แต่เรารับรู้ว่าสามารถเรียกกลับไปจุดจุดเดิมได้ แต่ว่ามันแค่เหนือยกว่า ทรมานกว่าที่ต้องเริ่มต้นใหม่ ก็เป็นแบบนี้ไป-กลับเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเป็นเพราะอายุด้วยรู้สึกว่าไม่อยากเหนื่อยแบบนี้อีกแล้ว อยากที่จะ Maintenance สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด ก็เลยเริ่มที่จะพยายามรักษาสุขภาพร่างกายของเรามากขึ้น ๆ ต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าเสพติดมันแล้ว ถ้า 2 วันไม่ออกกำลังผมรู้สึกจะเป็นบ้า เป้าหมายที่ทำอยู่คือไลฟ์สไตล์ หรือเป็นคนชอบความเอ็กซ์ตรีมกันแน่ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : เป็นไลฟ์สไตล์มากตอนนี้ แต่ถามว่าเอ็กซ์ตรีม คือถ้าผมวิ่ง 100 กิโลเมตร ถ้าผมไป Ultra Marathon หรือว่าผมจะไป Ironman Triathlon ต้องมีสักครั้งในชีวิตนี้ (หัวเราะ) ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งเอ็กซ์ตรีม แล้วผมก็รู้สึกว่าพอเราเล่นออกกำลังกายมาจุดจุดหนึ่งจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว เราต้องเลยไปหารายการแข่ง ไปทำ Fitness Test ให้กับตัวเองดูซิว่าเราอยู่ในระดับไหน แล้วหาชาเลนจ์ให้ตัวเองเพื่อรู้สึกว่าการออกกำลังกายในแต่ละวันจะได้มีจุดมุ่งหมายให้ตัวเราสักที ก็เลยเห็นว่าพักหลัง ๆ ผมเริ่มไปวิ่งเทรล แข่ง HYROX เดี๋ยวก็จะไปวิ่งมาราธอนอีก ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่รู้สึกได้ก้าวกระโดดจากการเซฟโซนอยู่แค่ยิม อยู่ฟิตเนส วิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ครับ การปรับเปลี่ยนร่างกายตามบทบาทการแสดง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ผมไปเจอคอลัมน์หนึ่งของ Christian Bale แล้วรู้สึกว่าเขาทำ Body Transformation เปลี่ยนรูปแบบร่างกายในแต่ละคาแรกเตอร์ที่เขาได้รับ เพื่อที่จะให้เขารู้สึกว่าเป็นหลักการเข้าสู่ตัวแสดงของเขา ผมก็เลยลองทำดูแบบนี้บ้าง ปรากฏว่าเรารู้สึกเป็นผลที่ดีสำหรับตัวผม รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการของเราในการที่จะซึมซับไปหาตัวละครอะไรอย่างนี้ด้วย เหมือนเรากลับบ้านไป มองดูตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกว่าภาพที่เราเห็นเหมือนกับพี่ยักษ์อย่างนี้ ผมก็จะพยายามเพิ่มไซซ์ตัวเอง กิน ไม่ได้ห่วงว่าจะต้องแห้งจะต้องลีนอะไรอย่างนี้ พอมาเป็น คนเดือดทวงแค้น จะพยายามที่จะให้ตัวเองดูสารรูปโทรมที่สุด พอมาช่วงนี้เดี๋ยวจะมีภาพยนตร์ใหม่ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ เปลี่ยนร่างกายใหม่ รู้สึกว่าสนุกดีครับ ประสบการณ์จำกัดแคลอรีหนักจนร่างกายพัง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : กินวันละ 1,500 กิโลแคลอรี ไม่รวมออกกำลังกาย แสดงว่าถ้าผมออกกำลังกายแล้วผมเผาผลาญไปประมาณวันละ 300, 400 แคลอรี ผมก็จะ Deficit ลงมาอีก เพราะว่า 1 เดือนผมจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ ตอนนั้นเพิ่งถ่าย ธี่หยด 3 จบ แล้วผมหนัก 80 กิโลกรัม ต้องทำให้เหลือน้ำหนัก 70 กิโลกรัมให้ได้ก่อนที่จะไปเรื่องอาหาร ผมแค่กินวันละมื้อแล้วก็ออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ชกมวย วิ่ง ยกน้ำหนัก ผ่านไป 1 อาทิตย์ น้ำหนักลง พอมาอาทิตย์ที่ 2 น้ำหนักขึ้นพี่ชม ทั้ง ๆ ที่กินมื้อเดียว แต่น้ำหนักขึ้น เริ่มตกใจว่า “อ้าว ทำไม เกิดอะไรขึ้นอะไรอย่างนี้” ปรากฏว่าเกิดการอักเสบของร่างกาย ก็เลยกักเก็บไขมันแทน เพราะรู้สึกว่าเราไม่มีเอเนอร์จีที่จะมาใช้อีกแล้ว แต่เราใช้ร่างกายโอเวอร์โหลดจนเกินไป ผมก็เลยเริ่มไปหาหมอแล้วก็ไปตรวจเลือด ตรวจอะไร ปรากฏว่าค่าเทสโทสเตอโรน, ค่าฮอร์โมนเพศชาย, ค่าวิตามิน, ค่าเกลือแร่ในร่างกาย, ฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างพังหมดเลย เหมือนคนอายุประมาณ 60 กว่าปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ 30 ปีกว่า ๆ ก็เลยหาเหตุผลว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เราออกกำลังกายหนักมาก่อน แต่ด้วยอายุด้วย ก็เลยเริ่มเปลี่ยนวีถีชีวิตใหม่ คุมอาหารด้วยความจำเป็น กิน 3-4 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายไม่หักโหม หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกทางสายกลาง แล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกลับมาปกติแล้วน้ำหนักก็ลง สัดส่วนไขมันก็น้อย มวลกล้ามเนื้อยังอยู่ครับ มีผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์จากการลดน้ำหนักแบบเอ็กซ์ตรีมไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : พอเราเอาน้ำหนักลงไปขนาดนั้น แล้วความอึนหรือความไร้เรี่ยวแรงมีผลประโยชน์กับคาอรกเตอร์ที่ผมเล่นพอดี ก็เลยใช้ประโยชน์จากความรู้สึกตรงนั้นเอาไปใช้พอดี ผมจำได้เลยว่าวันถ่ายคิวสุดท้าย ผมอดน้ำ 2 วัน เพื่อที่จะมีฉากที่ถอดเสื้อนอนชักอะไรอย่างนี้ แล้วมื้อแรกที่กินหลังจากถ่ายฉากนั้นเสร็จ อาเจียนหนัก เหมือนกินอะไรไปก็คืออ้วก ๆ เพราะว่าอดน้ำด้วย แล้วกินข้าวน้อยด้วย ก็ผ่านอะไรมาเยอะนะพี่ชม เรียนรู้ผิดถูกไปกับตัวเอง เราก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้อะไรที่เราควรจะรักษาสมดุลให้พอดีหน่อย ไม่ได้เอ็กซ์ตรีมจนเกินไป แต่ถามว่ามันส์ไหม มันส์มาก มีความกดดันในการรักษาหุ่นในอุดมคติให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ผมว่าเป็นความกดดันลึก ๆ ข้างในที่เราแทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิต ผมเชื่อว่าเรากดดันตัวเอง รู้สึกว่ามีคนคาดหวังและมีคนมองแล้วเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกฎเกณฑ์และเกณฑ์วัดสำหรับตัวเราด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียอาจจะเป็นคนที่กดดันตัวเองจนมากเกินไป ไม่สามารถที่จะปล่อยวางรูปร่างของตัวเองได้ ยอมรับไม่ได้ที่วันหนึ่งจะต้องอ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งมีผลกับเราโดยตรงกับการที่เป็นนักแสดง ช่วงไหนที่หลังปีใหม่ ถอดเสื้อไปซาวน่ากับไป Ice Bath อย่างนี้จะเริ่มไม่มั่นใจ โซเดียมเอยอะไรเอย ดื่มด้วยอะไรกินด้วย แล้วพอช่วงเวลาที่เราหุ่นเริ่มเข้าที่กลับมาเหมือนเดิม มีความรู้สึกมั่นใจ มีความรู้สึกสบายใจที่ โอเค กลับมาอยู่ในสภาวะปกติของเราแล้ว ผมเคยตื่นเช้ามาชั่งน้ำหนักทุกเช้า ต้องการจะเห็นตัวเลขเท่าเดิมตลอด หรือไม่ก็ลดลงตลอด Outset อย่างนั้นเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของผมกับการที่กดดันตัวเองแบบนี้ ผมไปที่ไหนแล้วมีคนมาบอกว่า “อยากได้หุ่นเหมือนพี่ณเดชน์จังเลย พี่ทำยังไง ผมอยากได้อย่างนี้” ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เรากำลังแชร์ความฝันเดียวกันกับที่คนอื่นเขามี มีความฝันแบบเรา เพราะเราก็อยากให้หุ่นเราแบบนี้ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นแบบอย่างหรือว่าเอาเป็นตัวอย่าง ผมว่าก็ดีนะที่เราเป็นกำลังใจแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน ผมเคยเจอคนขับแกร็บผมที่ไปส่งผม เขาก็บอกว่า เชื่อไหม ผมเห็นหุ่นพี่ ผมกลับไปกินคีโต ตอนนี้ผมลดลงมาได้ 20 กิโลกรัม อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่า แล้วทำไมคนที่มองเรามาแล้วเขารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ การที่เรา Maintenance แล้วก็ Keep On การออกกำลังกาย แล้วก็การชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ กีฬาที่เราไปแข่งขัน และความบ้าระห่ำตรงนี้เอาไว้เป็นประโยชน์กับคนอีกหลายคนเลย เวลาเขาได้เห็นเราผ่านทางโซเชียลมีเดียครับ เรื่องที่ยังจัดการตัวเองไม่ได้ ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ผมจะมีสภาวะ Binge Eating Disorder หรือการโหยหนัก ๆ อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราคุมอาหารจริงจังหรือบางทีเราคุมจนเกินไปจนไม่ถึงแคลอรี หรือว่าสารอาหารที่เราต้องการจริง ๆ แล้วร่างกายจะโหยตอนดึก ๆ หรือเครียดอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเรา Long Run มาแล้วเราต้องคุมอยู่ใน 2,000 แคลอรีอย่างนี้ ก็จะหิวทั้งวัน แล้วตกลางคืนจะกดแล้วช่วงเวลา 21.00 น. 22:00 น. พิซซ่ามาแล้วถาดหนึ่ง ไอศกรีม กด ๆ อันนี้ง่ายก็มาส่ง ลงไปข้างล่าง กิน ๆ พอกินเสร็จก็เครียด เซ็ง ทำไมคุมตัวเองไม่ได้เลย แล้วพอรู้สึกอย่างนี้ปุ๊บ ทรยศตัวเองด้วยการกินอีก ไหน ๆ ก็กินมาแล้ว กินให้หมดเลยแล้วกัน แล้วผมก็สั่งมาเกลี้ยง กิน ๆ อีก ตื่นเช้ามาทีนี้ก็รู้สึกผิดก็เลยจะ Fasting ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดพี่ ไม่ควรจะทำแบบนี้ Mindset ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าวันนี้พัง พรุ่งนี้ก็แค่เริ่มใหม่ แล้วคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้กรอบที่ตัวเองวางเอาไว้ โอเค วันนี้เช้าทำเครื่องหมายวิ่ง ทำเครื่องหมายนู่นนั่นนี่ ทำเครื่องหมายทำถูกต้องที่สุด ทำดีที่สุดแล้วหรือยังวันนี้ แค่นั้นเอง ปริมาณสารอาหารที่บริโภคต่อวัน ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : โปรตีนผมกินอยู่ที่ 160 กรัม ถึง 170 กรัม คาร์โบไฮเดรต 240-270 กรัม ไขมันจะกินอยู่ที่ 35 กรัม อันนี้คือมาตรฐานวางไว้เท่านี้ แต่ที่เหลือคือก็ขยับได้ ถ้าเลือกได้จะไม่ค่อยกินพวกชานม นอกจากเป็นแข่งเสร็จแล้ว ปิดโปรเจกต์แล้ว วันสุดท้ายของคิวการถ่ายทำ กิน Celebration ให้รางวัลตัวเอง มีนิสัยการในแพลนและจัดเตรียมสิ่งของล่วงหน้า ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ใช่ ผมเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่กับอาทิตย์ที่ไม่มีการแพลนได้ เหมือนเป็นคนที่ สมมุติวันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์หน้า ผมต้องรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เวลาเท่าไร ไม่งั้นนอนไม่หลับ เสื้อผ้าพวกนี้ใส่อะไร เตรียมวางไว้ ออกมาอาบน้ำเสร็จออกมาใส่เสื้อผ้าต้องชุดนี้เท่านั้น ของทุกอย่างจะเตรียมเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องมานั่งจัดหรือมานั่งหา อาหารอันไหนจะเอาไป Meal Prep อะไรอย่างนี้ ที่กินก็จะเตรียมไว้วางไว้ชั้นบนสุด คุณมีนิสัยนี้มาได้ยังไง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : คุณพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่น ปะป๊าแบบว่าเราจะเห็นตั้งแต่เด็ก เขาจะแขวนชุดทำงาน ปากกาเสียบช่องเดิม สีเดิม เงินเก็บไว้ในช่องเดิม แล้วก็แขวนเสื้อกับกางเกง บนโต๊ะก็จะมีของที่เรียงวาง ๆ เหมือนเขาเป็น OCD วาง ๆ แล้วก็เรียงเป็นระเบียบแล้วว่า พรุ่งนี้เขาต้องหยิบอะไรไปบ้าง เขาจะรู้หมดเลย เราก็ถามเขาตอนเด็ก ๆ ว่า ปะป๊าทำอะไร เขาบอกว่า “เตรียมของไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะได้หยิบของที่จะเอาไปได้ง่าย ไม่ลืมหน้าลืมหลัง” เขาไม่ได้บังคับให้เราทำแบบนั้น แต่เรารู้สึกว่าอยากเท่เหมือนเขา อยากทำเหมือนที่คุณพ่อเราทำ ก็เลยติดนิสัยตรงนี้มาเรื่อย ๆ น้องญาญ่าเป็นเหมือนกันไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ไม่ น้องญาญ่ามีความชิลกว่า ติดบ้านมากกว่า ชอบอยู่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ อะไรที่เป็นกีฬาที่แรงปะทะหนัก ๆ ชวนไปต่อยมวยอย่างนี้ ญาญ่าก็จะถามว่า “ให้มาทำไม จะให้ญาญ่าไปทำร้ายใคร” (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า “ไม่ ก็ออกกำลังกายไง” ญาญ่าก็บอก “ไม่อยากต่อยคน อยากต่อย You ได้ไหม” (หัวเราะ) พอโตมาเรื่อย ๆ ช่วงวัยรุ่นก็จะเริ่มกระบวนการนี้ เริ่มเละเทะ ติดเพื่อน ติดเที่ยว ก็จะมีคุณแม่คอยเตือนสติตลอดว่า เคยทำอะไรก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ามาตรวจในห้องว่า แขวนเสื้อผ้า พรุ่งนี้ไปโรงเรียน แขวนชุดนักเรียนหรือยังอะไรอย่างนี้ ความรู้สึกเมื่อแพลนที่วางไว้ไม่เป็นไปตามเป้า ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ไม่ค่อยแฮปปี้ จะพยายามที่จะกบฏ เพื่อเอาตัวเลือกที่ตัวเองเลือกเป็นหลักเสมอ แต่พอเถียงกันไป คุยกันไป สุดท้ายเราก็ลดอีโก้ตัวเองลงแล้วก็ทำตามสิ่งที่มี ณ ตอนนั้น หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดตอนนั้น เคยเจอปัญหาสุขภาพที่หนักจนร่างกายเริ่มประท้วงบ้างไหม ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : มีครับ ผมเป็น Hypothyroidism ก็คือต่อมเผาผลาญในร่างกายพังแล้ว ช่วงที่ตื่นตี 5 พังมาจาก 3 เดือนนั้นแหละที่ไปเข้าฟิตเนส โดยที่นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 แล้วก็ทำชีวิตวงจรวนซ้ำ ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี พอเราเริ่มเข้าอายุ 28 ปี ตื่นเช้าไปกองถ่าย ตอนนั้นลุกไม่ไหว แล้วเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน เริ่มรู้สึกว่าร่างกายน่าจะป่วยหรือเป็นอะไรสักอย่าง กลัวว่าตัวเองจะแบบเป็นลมอะไรอย่างนี้ ตาร้อน หน้าร้อน ตื่นไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น ง่วงนอนตลอดเวลา ก็เลยไปหาหมอ ปรากฏหมอก็บอกว่าเป็น Hashimoto's Thyroiditis คือต่อมไทรอยด์พัง ชีวิตผมต้องกินยาทุก ๆ เช้า เพื่อปรับ Thyroid Hormone ให้มันมีเหมือนกับต่อมนี้มันไม่ทำงาน เราต้องกินยาแทน ก็เป็นปัญหา เป็นโรคประจำตัวอีก 1 โรค นอกเหนือจากหอบหืดที่มี ผมก็อยากแนะนำว่าจริง ๆ แล้วจิตใจเรา บางทีมนุษย์เรามันมีความเข้มแข็ง แล้วแข็งแรงมาก ๆ แต่ว่าร่างกายเราบางทีโอเวอร์โหลดเขามาก ๆ พอใช้งานหนัก ๆ จนเครื่องพัง ซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยน อันตราย Hypothyroidism มันส่งผลกับชีวิตประจำวันยังไง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : ถ้าโดสยาไม่ถึงจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ง่วงตลอดเวลา รู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง เปลือกตาร้อน คอร้อน หัวร้อน แบบวูบ ๆ ร้อนเหมือนเป็นชีพจร แล้วก็โหย เหมือนหิว แล้วน้ำหนักขึ้น มีการแกว่งตัวของตัวเลขในน้ำหนักอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าสมมุติว่าโดสยามันพอดีก็จะกลับมาปกติ เหมือนเป็นคนใช้ชีวิตปกติเลย เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็น Hypothyroidism อะไรอย่างนี้ ซึ่งยาของผมต้องปรับตามน้ำหนักตัว แล้วผมเป็นคนที่น้ำหนักตัวแกว่งตัวตลอดเวลา เพราะว่าผมเดี๋ยวก็ตัวใหญ่ น้ำหนักขึ้น ก็คือคุณหมอก็จะบอกเลยว่าถ้าเมื่อไรน้ำหนักตัวขึ้นให้เข้ามาหาเพื่อที่จะปรับยา เพื่อที่จะตรวจเจาะเลือดแล้วตรวจแล้วปรับยา เคยขึ้นเป็น 10 โล คุณหมอก็จะ “ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะคะคุณณเดชน์” เอางี้แล้วกันคุณหมอก็ดูแลผม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ คุณหมอก็ค่อยปรับยาให้ผมหน่อยแล้วกันอะไรอย่างนี้ เพราะถ้าเกิน โอเวอร์เกินไป จะกลายเป็นว่า Alert แล้วก็หัวใจก็อาจจะใจสั่นแล้วก็เหนื่อยง่าย เพราะว่าใจเต้นเกิน สิ่งที่ได้รับจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาในทุก ๆ ครั้ง ? ณเดชน์ คูกิมิยะ : สำหรับผมเลยอันดับแรกรู้สึกสะใจ ผมโคตรสะใจเลยเวลาที่ได้ออกไปแข่งหรือไป Fitness Test หรือว่าไปเทรล อย่างที่ 2 คือผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วย ต่อให้เราจะแข่งขันกันหรือเราจะช่วยเหลือกันระหว่างทางก็ตาม เป็นมิตรภาพที่เรารู้สึกว่าหาไม่ได้จากนอกสนามแข่ง เพราะในเมื่อทุกคนต้องการที่จะไปแข่ง เรามีจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย แต่เรายังไม่ลืมที่จะแวะถามไถ่ ดูแลกันและกันระหว่างทาง ตรงนี้สำหรับผมคือสิ่งสวยงามสำหรับโดยเฉพาะกีฬาเทรล หรือว่า HYROX ก็ตาม บางทีมีคนวิ่งผ่านผม "สู้ ๆ ครับ" บางคนผมวิ่งผ่าน "ไปครับพี่ ไปครับ" เหมือนกับเราให้กำลังใจกัน ทั้ง ๆ ที่เรากำลังมีจุดมุ่งหมายในการแข่งขันกันและกัน ผมก็เลยรู้สึกว่าชื่นชอบเอเนอร์จีตรงนั้น แล้วผมจะชอบมี Mindset ที่เป็นเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า "ไม่ไหวแล้ว เราพอตอนนี้ก็ได้" อย่าง HYROX ล่าสุดที่ไปโซโล่ มีแวบหนึ่งเข้ามาในหัวเหมือนกัน "ไม่ไหวแล้ว มาทำไม เพื่ออะไร" เหมือนไปวิ่งเทรลก็จะมีเสียงในหัวตรงนี้เข้ามาเหมือนกันว่า "ไม่ไหวแล้ว" แต่พอความรู้สึกแบบนี้แล้วถูกทลายด้วยความคิดอีกส่วนหนึ่งของเราว่า "ไม่ได้ เราเลือกมาอย่างนี้เอง เราต้องไปให้ได้ ต้องเอาให้จบให้ได้" แล้วความรู้สึกนั้นเหมือนกำลังชนะซาตานที่อยู่ในความคิดเรา ผมรู้สึกว่าโคตรอิ่มเลย ตอนเข้าเส้นชัยไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่พอมานั่งคิดแล้วการเอาชนะเสียงในหัวเรา คือรสชาติที่อร่อยมาก ๆ เลยกับการไปแข่งขันครับ สามารถติดตาม "On the way with Chom" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot, Facebook: Life Dot, YouTube : Life Dot เวลา 18.00 น.