จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์และมุมมองเรื่องการใช้ชีวิตคู่และการแต่งงาน ?
อะไรที่เป็นเสียงในหัวที่บอกว่า Commit ดีกว่า ?
การปรับตัวและการรับมือของกันและกัน ?
อะไรในตัวเบียร์ที่มาเติมเต็มให้กับเรา ?
โอ๋ ภัคจีรา : ความไม่คาดหวังแล้วเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อก่อนเรารู้จักกันในพาร์ตที่เป็นเพื่อนกันก่อน รวดเร็วมากในแง่ตอนนั้นก็เป็นผู้หญิงจิตใจหวั่นไหว เหมือนโอ๊ยอกหักอีกแล้วโซซัดโซเซ แล้วพอมาเจอเขาก็เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู เราเอ็นดูในหน้าตาเขา แต่นิสัยก็ยังไม่ได้มาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะจริงจังจนมาถึงวันนี้ แต่พอเขาพูดว่าจริงจัง ณ วันนั้น เราเห็นความพัฒนาและเปลี่ยนแปลงก็คิดว่าเขาตั้งใจจะอยู่กับเราจริง ๆ ซึ่งเราก็เจอกันในสายดื่มกิน จะเป็นพาร์ตที่เราก็เห็นเขาดื่มกิน สนุกดี แล้วก็เป็นพาร์ตเพื่อน พอหลังจากนั้นก็มีบ่นบ้างว่า “เธออย่าสุดดิ เธอมาดื่มก็น่าจะเหมือนเรานะ”
เบียร์ สรณัฐ : แสดงว่าเขาเริ่มก้าวข้ามเส้นความเป็นเพื่อน ถ้าเพื่อนกันก็คืออยู่กันแต่เพื่อนใช่ไหม แสดงว่าเขาเริ่มก้าว เริ่มเข้ามาเส้นนี้แล้ว ฉันอยากจะคอมเมนต์เธอได้แล้ว
เริ่มความรู้สึกเปลี่ยนไปไหมพอเริ่มคอมเมนต์ ?
ความเป็นตัวเองและการเปิดใจให้กัน 100% ?
โอ๋ ภัคจีรา : เป็นตัวเอง 100% ตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าจะคบกับใครไม่เคยกั๊กไว้ ไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องสวย หรือเก็บซ่อน ไม่เล่าความจริง ถึงได้บอกเบียร์ว่าเวลาคบกับเขาเหมือนเป็นเซฟโซน เราก็จะเล่าตั้งแต่ก่อนจนถึงปัจจุบัน แต่เบียร์จะเป็นคนที่ไม่เล่า ฉันก็จะบอกว่าเล่าให้ฟัง แล้วเขาก็จะแบบว่า เธอเคยมีแฟนหรือเปล่า เพราะโอ๋ชอบถามเรื่องแฟนเก่า เพราะเราเล่าได้ แต่เขาจะไม่เล่า พอไม่เล่าแล้ววันนั้นเราก็ถามว่า เธอจีบใครฉันยังไม่รู้เลย เธอรู้ก่อนฉันได้ยังไง ก็จะมีบ้าง แต่ว่าโอ๋ 100%
เบียร์ สรณัฐ : ผมเชื่อว่าจริง ๆ เขาเปลี่ยน แต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะ ความสดใสร่าเริงเขายังเหมือนเดิม ทุกคนจะเห็นโอ๋ในกล้องสามารถพูดเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ชีวิตความสัมพันธ์ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่สามารถฉันจะอารมณ์เสีย ฉันจะมาเหวี่ยงใส่เธอตลอดเวลา อีกคนรับไม่ไหวหรอก
โอ๋ ภัคจีรา : ฉันไม่ได้เป็นคนอารมณ์เสียตลอดเวลา ฉันก็ไม่ได้เป็นคนแอ็คติ้งตลอดเวลา เบียร์เข้าใจผิด
เบียร์ สรณัฐ : ใช่ แต่ที่จะบอกคือ เขาซอฟต์ขึ้น น่ารักขึ้น เขาจะมี Communication Skill ที่ดีขึ้น แต่เป็นคนน่ารักอยู่แล้ว แต่ว่าโลกความเป็นจริงก็ต้องมีทะเลาะกัน ซึ่งเขาก็จะพูดทันที พอเราผ่านอะไรมา เรียนรู้ความรู้สึกของอีกคนหนึ่งเข้าไปผสมกันโดยไม่รู้ตัว ผมก็สังเกตว่าเขาก็อ่อนลง ใจเย็นขึ้น
มีมุมไหนของ โอ๋ ภัคจีรา ที่คนอื่นอาจจะไม่เคยเห็น แต่พอเบียร์ได้มารู้จักและสัมผัสแล้วรู้สึกว้าวที่สุด ?
เบียร์ สรณัฐ : โอ๋หน้าจอกับหลังจอเหมือนกัน 100% แต่ทำไมผมถึงเห็นมากกว่า เพราะผมไปก่อเรื่องก่อราวส่วนตัว เมื่อก่อนเป็นเพื่อนเขาไม่มีอะไรอยู่แล้ว เขาก็ต้องปรี๊ดใส่เรา แต่กับคนอื่นหรือเพื่อนเขาดีใส่กันเลยไม่ค่อยมีอะไร
โอ๋ ภัคจีรา : แต่ไม่เคยเล่าเรื่องเศร้าหรือพาดพิงถึงคนอื่น แต่กับเบียร์จะเล่าทุกอย่างเพราะเขาเป็นเซฟโซนของเรา แต่กับเพื่อนจะไม่ดราม่า
การมองอีกฝ่ายเป็นพื้นที่ปลอดภัย เซฟโซน และการรับมือกับความเครียด ?
โอ๋ ภัคจีรา : ด้วยชีวิตและเซฟโซนโอ๋คือแฟน เหมือนที่เคยเล่าชีวิตเราดาร์ก ไม่ค่อยมีเซฟโซน แต่พอมีเซฟโซน ผู้ชายคนหนึ่งที่เขามาดีกับเรา ก็เลยรู้สึกว่าคนนี้คือเซฟโซน เป็นเพื่อนสนิท เป็นคนที่ระบายได้ เพราะเวลาเราไปดื่มไปเจอเพื่อนเขาก็คงอยากได้ฟีลที่ดีกับเรา ถ้านอกจากว่าแย่จริง ๆ ก่อนช่วงที่ยังไม่มี
เบียร์ เพื่อนก็จะรู้ว่าเศร้ามากแล้วจะลากเราออกไป แต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังที่ลึก ๆ ได้ ก็เลยเก็บไว้คนเดียว
เบียร์ สรณัฐ : เก็บได้นะ ยิ่งสมมุติตอนเมาไม่มีสติไม่เคยดราม่า โอ๋เก็บได้เก่งมาก แต่ผมจะเป็นคนที่ดราม่าเองมากกว่า อย่างตอนผมเมา สัญชาตญาณเราก็จะหลุดออกมาเอง เก็บไม่อยู่ ผมไม่เคยเลย
โอ๋ ภัคจีรา : เคยมีช่วงหนึ่งหาหมอ หมอก็บอกว่าให้เราเอาขยะออกจากหัวบ้าง จะได้คลี่คลาย แต่เราเก่งกว่านั้น เพราะฝึกมาตั้งแต่เข้าวงการ ฝึกแบบ ไม่ชอบคนนี้ต้องเงียบ แต่ต้องเก็บ ต้องยิ้มไว้ เป็นอย่างนี้ เราต้องเอาภาพออกมาให้คนอื่นเห็นว่าเราโอเค
กำแพงในใจของโอ๋บางและพร้อมจะพังลงมาได้ง่ายมาก แต่ไม่ได้มีกำแพงกับเบียร์ ?
สิ่งที่ชอบในตัวเบียร์ที่สุด ?
มีตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าถูกละเลย จนรู้สึกไม่สำคัญเหมือนเดิมบ้างไหม ?
การจัดสรรเวลาให้ลูก การวางขอบเขต และการก้าวข้ามกำแพงในอดีต ?
เบียร์ สรณัฐ : ไม่เลย เมื่อไหร่ที่น้องแสนดีรีเควสต์ต้องไปทางนั้นก่อน คำตอบคืออย่างงั้นซึ่งผมยินดี บ้านเรายังโชคดีคืองานผมไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้น หยิบมาทำตอนไหนก็ได้ เมื่อโอ๋ออกไปผมก็ทำ พอกลับมาผมก็หยุดแล้วก็ใช้ชีวิตได้
โอ๋ ภัคจีรา : โอ๋บอกเขาตลอดว่าตอนนี้รู้สึกยังไง ก่อนที่จะคบกันมีปัญหาอะไร ในความรู้สึกโอ๋มีเป็นแพ็ก อย่างเรื่องป่วย นับจากนี้ถ้าเราป่วยจะใช้ชีวิตยังไงกับสามีตอนนี้ แต่เขาจะบอกว่าเอาแสนดีก่อนเลย และอีกปัญหาหนึ่งที่เบียร์พูด เราพยายามว่างนะ ตอนนี้เธอยังทำงานไม่เสร็จ ซึ่งเธอก็รู้ว่าฉันมีเวลาอยู่แค่นี้ ก็เลยจะบ่นเขาเรื่องนี้ ซึ่งโอ๋ว่าเขารู้
คุณบอกลูกยังไงเมื่อมีอีกคนเข้ามาในชีวิต ?
โอ๋ ภัคจีรา : โอ๋กับแสนดีสนิทกัน นอนด้วยกัน แล้วก็รู้สึกว่าลูกเราไม่ค่อยห่างเรา หมายถึงไม่ห่างในความคิดความรู้สึก เพราะเหมือนโอ๋รู้สึกได้ว่า หลับตาโอ๋ยังรู้เลยแสนดีคิดอะไร โอ๋มีความรู้สึกแบบนั้น แต่ละคนแต่ละครอบครัวโอ๋รู้สึกว่าถ้าใกล้ชิดลูกจะรู้ว่าลูกเป็นคนยังไง อาจจะรู้คำตอบของลูกด้วยซ้ำ เพราะโอ๋ก็รู้แรก ๆ ก็คงไม่ได้แฮปปี้ในการที่แม่มีแฟนใหม่ โอ๋ว่าทุกคนแหละ แต่รู้สึกว่าพอคบไปสักพัก ถ้าเขาจริงจัง พอโอ๋บอกแสนดี แสนดีทำเหมือนไม่สนใจ แต่เขาก็สนใจ และเขาก็บอกว่าเขารู้มาตลอด แม่ชอบคุยโทรศัพท์อย่างงั้นอย่างนี้ แต่พอเรามาบอกเขาก็จบด้วยประโยคนั้น โอ๋ก็ถามไม่อยากรู้อะไรต่อเหรอ เขาบอกรู้หมดแล้ว โอ๋ถึงบอกว่าลูกเราเขาก็อาจจะมียีนเหมือนเรา ไม่ได้คิดอะไร ไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม เขาก็จะบอกว่าไม่ชอบ โอ๋ก็บอกว่าไม่ชอบได้ แต่ห้ามไม่มีมารยาทกับเพื่อนแม่ เพราะเขาอายุมากกว่า หรือว่าก็พูดกับเขาตรง ๆ ว่าแล้วทำไมถึงไม่ชอบ เพราะอย่างนี้หรือเปล่า แต่เราก็รู้แหละว่าเพราะไม่ใช่พ่อเขา เบียร์เป็นคนสอนโอ๋ด้วยซ้ำว่าก็เราไม่ใช่พ่อเขาย่อมมีความที่ไม่ชอบ
เบียร์ สรณัฐ : ในมุมมองของเขาต้องมี 3 คนนี้ พออยู่ดี ๆ มีใครเข้าไปแทรก เด็กเขาก็ต้องปฏิเสธออกมาด้วย ถ้านาทีแรกชอบอันนี้ประหลาด การไม่ชอบกลับเป็นเรื่องปกติก่อน
โอ๋ ภัคจีรา : เบียร์เขาบอกกับเราแบบนั้น ทำให้เราคุยกับลูกง่ายขึ้น หลังจากนั้นพอเบียร์ทำอะไรให้เขาแค่เล็กน้อย เช่น ซื้อของให้ เขาจะรู้สึกโอเคขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเป็นคนที่ตึงที่สุด แสนดีเขาจะเป็นเด็กน่ารักกับทุกคนเพื่อนแม่ แต่กับคนนี้เขาก็ยังตึงที่สุดอยู่ดี แต่ถ้าย้อนไปที่คำถามว่าจะพูดกับลูกยังไงถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ โอ๋ว่าถ้าเราสนิทกับลูก เรามองตาแล้วพูดจริง ๆ ในเหตุผลว่ามีอีกคนหนึ่งที่เข้ามารักแม่ แล้วหนูก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำที่โดนรัก แต่มันก็ต้องใช้เวลานะคะ
มีหลักคิดหรือวิธีจัดการยังไงในวันที่ต้องบาลานซ์บทบาทของตัวเองระหว่างคนรักกับลูกของเขา ?
ข้อคิดและมุมมองในการเปิดใจคบกับคนที่เคยมีครอบครัวและมีลูกติด ?
เบียร์ สรณัฐ : คือหลาย ๆ คนก็อาจจะคิดว่าการคบกับคนที่เคยมีครอบครัวมาแล้วอาจจะมีอุปสรรค แม่ผมเองก่อนคบเขาก็เคยพูด แต่เขาก็ให้เกียรติเรา เพราะเราก็อายุเยอะพอสมควร เขาก็บอก “เบียร์ ดูดี ๆ นะ” คือผู้ใหญ่เขาก็มองแต่มุมมองเขาว่าอันนี้ไม่ใช่เคสปกติ คุณรับได้ใช่ไหม เราก็บอกว่ารับได้ เขาก็จบ เขาก็เตือนมา 1 ครั้งว่าให้ตั้งใจดูดี ๆ ลองประเมินสถานการณ์ให้เรียบร้อยก่อน เราก็อยู่กับความเป็นจริงคือการลองคบกัน เพื่อที่จะได้มาลองว่าเป็นยังไง แน่นอนโอ๋มาพร้อมกับประวัติไม่ใช่ศูนย์ ก็จะมีทั้งดีและมีทั้งปัญหาที่เกาะมา ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเราไปอยู่ในปัญหานั้น เราอยู่ในฐานะเพื่อนที่คอยรับฟัง ไม่ได้จะไปไฟต์กับใครด้วย
โอ๋ ภัคจีรา : ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็ไม่เหมือนกัน แต่ของโอ๋ยังมีข้อดีที่พ่อเขาก็ช่วยเราเลี้ยงลูกด้วย ไม่ใช่ว่าเขาปล่อยไปเลย คือโอ๋กับพ่อเขาอาจจะไม่ใช่คู่รักกันเหมือนเดิม แต่เขายังเป็นพ่อแสนดี เขารักแสนดีมาก เขายังดูแลอย่างเต็มที่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเรา 2 คนยังแชร์ลูกกัน เพราะฉะนั้นลูกไม่ใช่ปัญหาของใครเลย ทั้งเรา 3 คน แต่ของโอ๋ก็ยังมีข้อดีที่พ่อเขาช่วยเลี้ยงลูก ด้วยปัญหาก็อาจจะน้อย ค่าใช้จ่ายพ่อเขาก็ซัพพอร์ต เรื่องการเรียนการศึกษา เราแค่ดูตัวเราเอง เรา 2 คนได้ใช้ชีวิตของเรา 2 คนจริง ๆ เหมือนที่เบียร์บอกตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้มีปัญหาตรงนี้ อาจจะเป็นข้อดีของตัวโอ๋ แต่อีกหลายครอบครัวก็จะหนักกว่า
เบียร์ สรณัฐ : ในมุมน้องแสนดีทุกวันนี้โอ๋ก็ต้องไปส่งใช่ไหม เขาก็จะผลัดกันไปส่งกับพี่เฟี๊ยต พอที่โอ๋ไปส่ง ผมก็ต้องไปส่งด้วย พอส่งเราก็ต้องอยู่ดูเฝ้ารอเป็นเพื่อนแม่ เราไม่ได้มองว่าเรื่องพวกนี้เป็นภาระ กลับเติมเต็มเรามากกว่า การดูแลเด็ก เขามีความสุข ขนาดเขาไม่ใช่ลูกเรา เรายังแฮปปี้ หรือวันไหนที่เขามาคอนโด เราทำอะไรให้เขากิน เรากุลีกุจอมากกว่าทำให้โอ๋อีก สิ่งที่เขาชอบต้องรีบซื้อมา กลับเติมเต็มเรา ไม่ใช่การเอาใจนะ มีความสุขกับสิ่งที่เราทำจริง ๆ หลาย ๆ อย่างที่เรากลัวคิดว่าเป็นภาระอาจจะไม่ใช่ก็ได้
สัญญาณอะไรที่ทำให้คุณรู้ทันทีว่าเขากำลังรู้สึกไม่สบายใจ ?
แนวทางการจัดการปัญหาเมื่อเกิดการทะเลาะและโต้เถียงกัน ?
วิธียังไงถ้ามันร้อนแล้วสามารถดับได้เร็ว ?
โอ๋ ภัคจีรา : เวลาที่ไม่มี่เรื่องอะไรใหญ่ ๆ โอ๋จะไม่ค่อยเอาเรื่องนั้นมาเป็นประเด็น แต่โอ๋กับเบียร์ถูกตัดเรื่องการงอนไปแล้ว ไม่ได้เหมือนเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนมีงอน เสียใจ ถ้าไม่ลุกมาหอมแก้มฉัน ณ ตอนนั้น เคยพูดกับเขาไปแล้ว โอ๋จะไม่ค่อยเก็บมาใส่ใจเท่าไหร่
เบียร์ สรณัฐ : แต่อยู่ดี ๆ ไม่มีอะไรเลยนะ นั่งดูทีวีกันสร้างเรื่องขึ้นมาเอง “เธอรักฉันไหม” ตอบยังไงก็ซวย “ฉันรัก รักมากเลย” แล้วบอกเราโกหก (หัวเราะ)
ถ้าต้องตั้งกฎเพื่อรักษาความสุขของคู่เราไว้ 1 ข้อ คุณอยากให้เป็นเรื่องอะไร ?
โอ๋ ภัคจีรา : เราเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตคู่ เราคิดว่ายังไงก็ต้องวาง เพราะเรารักเขาที่สุด เหมือนที่แม่ You บอก ไม่มีทางที่จะเห็นสามีตัวเองเป็นคู่แข่ง ไม่ใช่ คือเป็นทีมเดียวกัน ไม่ใครรักเธอเท่าฉัน ไม่มีใครรักฉันเท่าเธอ
เบียร์ สรณัฐ : เพราะฉะนั้นแฟนกันบ่นกันได้ ถ้าเราเป็น Third Party เราฟังคนอื่นบ่นนะ แฟนเขาบ่นกันเองนะ แต่คนนอกอย่าไปยุ่ง
โอ๋ ภัคจีรา : ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าฉันได้ยินคนข้างนอกมาด่าเธอ เราก็ไม่ยอม ฉันเป็นอย่างนี้ ถ้าด่าแฟนเราไม่ถูกต้อง โอ๋ก็เลยบอกว่า “ฉันรักเธอที่สุด ฉันด่าเธอได้ แต่ถ้าถึงเวลาฉันปกป้องเธออยู่แล้ว ไม่มีใครรักเธอมากเท่าฉัน”






