ภาพจาก ช่อง 3
เมื่อสอบถาม ทราบความว่า ลุงโยธินตัดสินใจบวชพระในวัย 71 ปี ที่วัดเทพสรธรรมาราม (หลวงปู่สรวง) จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2568 แต่บวชได้ราวปีเศษก็ต้องลาสิกขา เพราะโรคภัยรุมเร้า จากนั้นก็ไม่มีงานแสดง ไม่มีเงินซื้อข้าว ต้องใช้ชีวิตค่ำไหนนอนนั่น จนเดินทางมาถึง สภ.บางใหญ่ เพื่อขอให้ พ.ต.อ. สิรภพ อนุสิริ ช่วยประสานหางานให้ทำ โดยตอนนี้มีรายได้แค่เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท
ลุงโยธิน เล่าว่า เดินทางมาจากลาดกระบัง กรุงเทพฯ ตั้งใจจะไปวัดสวนแก้ว พอไปถึงจึงถามทางวัดว่ามีที่ให้อยู่และมีงานให้ทำหรือไม่ ทางวัดตอบว่าไม่มีทั้งที่พักและงาน จึงเดินออกมา จนเจอตำรวจสายตรวจ สภ.บางใหญ่ ที่แนะนำให้ไปตลาด BB บางใหญ่ และให้เงินไว้กินข้าว 100 บาท กินข้าวเสร็จแล้วไม่รู้จะไปไหน จึงเดินมาที่โรงพัก
ภาพจาก ช่อง 3
ลุงโยธินเล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้บวชเป็นพระ แต่สึกมาได้ราว 6 เดือนแล้ว เพราะสุขภาพไม่ดีจนอยู่ต่อไม่ไหว ตลอดราว 20 ปีที่ผ่านมาเล่นหนังและละครมาประมาณ 20 เรื่อง แต่ตอนนี้ไม่มีที่พักเป็นหลักเป็นแหล่ง ชีวิตลำบากมาก ติดต่อลูกหลานไม่ได้ ไม่มีเงินติดตัว มีแค่เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท ส่วนรายได้จากการแสดงก็ไม่มีเก็บ เพราะเป็นลูกจ้างรายวัน ได้ค่าแรงไม่มาก
ลุงโยธินบอกว่า ที่มาโรงพักก็เพื่อขอให้ตำรวจช่วยหางานให้ทำ เป็นยามก็ได้ ขอแค่มีเงินพอประทังชีวิต และฝากถึงแฟนคลับที่เคยดูหนังและละครของตนว่า ตอนนี้ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดตีบตันและโรคความดัน ทำให้พูดได้ไม่เหมือนเดิม ถ้ามีใครติดต่อให้ไปทำงาน ตนก็พร้อมทำ
ภาพจาก ช่อง 3
ลุงโยธิน เผยว่า ตอนนี้แก่แล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่ใจยังสู้ ยังอยากทำงาน ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมา และบอกว่าจะสู้ต่อไป ขอทำงานแลกข้าวแลกน้ำเพื่อใช้ชีวิตต่อไป
ด้าน พ.ต.อ. สิรภพ อนุสิริ ผกก.สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี กล่าวว่า ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีตำรวจคือโรงพักเพื่อประชาชน ใครเดือดร้อนมา ทางโรงพักพร้อมดูแล อย่างน้อยก็ช่วยให้ลุงมีข้าวกิน มีที่นอน และมีห้องน้ำให้ใช้ จากนี้จะประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จ.นนทบุรี ให้เข้ามาช่วยเหลือต่อ
เรื่องหางาน ผกก.สภ.บางใหญ่ บอกว่าจะลองดูก่อนว่าลุงทำอะไรได้บ้าง มีความรู้แค่ไหน และมีนายจ้างคนไหนต้องการ เพราะลุงป่วยและมีโรคประจำตัว พร้อมยืนยันว่าตำรวจไทยไม่ทอดทิ้งประชาชน
ภาพจาก ช่อง 3






