
สุนทรียะแห่งดนตรี ทำนองชีวิต โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร (BE A PRACTICAL CITY MAGAZINE)
ก่อนที่ผมจะเดินทางไปสัมภาษณ์ โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ผมเห็นเขาในทีวี แล้วที่ลานคอนเสิร์ตสาว ๆ ก็พร้อมใจกันร้องว่า… รักเธอ รักเธอ รักเธอ จนบางครั้งผมแอบอิจฉา ครั้งหนึ่งในชีวิตเรา จะมีใครตะโกนร้องเพลงรักไปกับเราไหม นี่คือสิ่งที่ชายร่างเล็ก ซึ่งเติบโตมาด้วยประสบการณ์ทางงานดนตรีสามารถทำได้ แต่ในความจริงแล้ว เขายังมีพลังเหลือเพียงพอต่องานสร้างสรรค์อื่น ๆ
โต๋ : อัลบั้มใหม่ชื่อว่า Piano & I part III ซึ่งเป็นโลโก้อัลบั้มของผม จริงๆ แล้วหลายๆ คนอาจรู้จักกับผมจากเพลงรักเธอ แต่จริงๆ แล้วผมเกิดมาจากเพลงบรรเลง ผมเกิดมาจากความเป็นนักดนตรีก่อน ร้องเพลงเป็นเรื่องมาทีหลัง ผมเริ่มมาจากการบรรเลงเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ ที่เหลือก็ตาม ๆ มา จนมาถึงอัลบั้มร้อง ถึงแม้ว่าจะมีอัลบั้มร้องแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ลืมตัวตนของผม นั่นคือความเป็นนักดนตรี ก็เลยมีอัลบั้มซับตลอด พอมีอัลบั้ม รักเธอ ออกมา เราก็ตามด้วย Piano & I ตามมา พอมาออกอัลบั้ม มั้ง เราก็ออก Piano & I มาแทรกคั่น ซึ่งผมรู้สึกว่าผมชอบทั้งสองอย่าง หลายๆ อย่างก็ทำให้เราเป็นตัวของตัวเองกันคนละแบบ ...
โต๋ : ตอนเด็ก ๆ ผมมักจะถูกครูเรียกว่าเด็กนอกแถว นอกกรอบๆ หน่อย ตามดนตรีเขาสอนกันอย่างนี้ เขาสอนให้เล่นตามโน้ต ผมก็จะเป็นพวกชอบใส่อะไรของตัวเองลงไปในโน้ต เราก็จะใส่ของเราไปเอง คิดของเราเอง ถูกไม่ถูกไม่รู้ ก็จะโดนครูบ่นครูว่าบ้าง เหตุผลเดียวเลยคือ ‘ชอบ’ ผมคิดว่าอันนี้เพราะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าผมเล่นคอร์ดอะไร แต่ผมว่ามันเพราะแล้วผมก็ชอบ ที่สำคัญเราได้ยินในหูของเรา บางที่ครูก็ให้คำแนะนำว่า ตัวนี้ใส่ได้บ้าง ตัวนี้ใส่ไม่ได้ ผมว่าจริงๆ แล้วครูเขาเข้าใจเรานะ ผมคิดว่าตรงนี้ทำให้เราโตขึ้นมากับคำว่าสไตล์ของตัวเอง สไตล์ตัวนี้ก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของเราเอง หลายคนบอกว่าต้องเล่นเปียโน อยากเก่งต้องเล่นแจ๊ส เล่นคลาสสิกให้ได้ ผมถามหน่อยว่ามันจะมีประโยชน์อะไรถ้าสิ่งนั้นที่คุณเล่น-คุณไม่ชอบ...
โต๋ : ผมคิดว่า… มันมาจากหลาย ๆ อย่างที่เจอมาในชีวิต ถ้าจะต้องแต่งเพลงรัก 300 เพลง แล้วต้องไปเจอกับ 300 ประสบการณ์ก็คงไม่ ... เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวเรา ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่เราเจอ หรือคนที่เราเจอ เขามีอะไรที่เราสามารถจะลักจำข้อคิดได้ก็ควรจะฉวยโอกาสให้ได้เพื่อลักจำข้อคิดดีๆ ที่เกิดขึ้นจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเล่นกับใคร ควรจะเป็นนักฉกฉวยความคิดที่ดี มันจะทำให้เรามีมุมมอง มีไอเดียตลอด แล้วเราก็มากลั่นกรองออกมาเป็นเพลง...
โต๋ : ผมไม่รู้จะตัดสินอย่างไรว่าเพลงไหนดี เพลงไหนห่วย เพราะผมคิดว่าบางเพลงอาจจะเป็นเพลงห่วยของใครๆ แต่มันก็น่าจะเป็นเพลงดีในสายตาคนแต่ง ยังไงเพลงห่วยก็ต้องเป็นเพลงที่คนแต่งฟังแล้วมันเพราะ ถ้ามันไม่เพราะคนแต่งคงไม่แต่งออกมา ...
โต๋ : ตอบแบบง่าย ๆ เลย ถ้าไม่มีดนตรีก็คงไม่มีผมในทุกวันนี้ นึกภาพตัวเองไม่ออกถ้าไม่มีดนตรี เพราะตอนผมเกิดมา ผมก็เจอกับสิ่งสิ่งนี้ ได้ยินเสียงคุณพ่อเล่นดนตรีอยู่ในบ้าน เปิดคอนเสิร์ตของคุณพ่อบ้าง ของฝรั่งบ้าง โตมาก็ไปเรียนเปียโน ไปซ้อมดนตรีที่โบสถ์ ก็มีเท่านี้…
โต๋ : จริง ๆ ผมรู้สึกต้องขอบคุณ และรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาเป็นไอดอล มาเป็นแรงบันดาลใจของน้องๆ หลายคน แต่ที่จริง ผมก็ใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่สอนมาอย่างนี้อยู่แล้ว แล้วเราก็ตั้งใจใช้ชีวิตอย่างนี้อยู่แล้ว ผมไม่ได้เป็นคนที่ดีที่สุด ไม่ได้เป็นคนที่เพอร์เฟคที่สุด ฉะนั้นผมยังมีพื้นที่ที่ให้ผมผิดพลาดได้ สามารถตัดสินใจอะไรผิดพลาดได้เช่นกัน ผมจึงไม่ได้กดดันตัวเองมาก แค่ต้องระวัง อย่าไปรู้สึกกดดัน แต่ก็ต้องระวังมากยิ่งขึ้น รอบคอบมายิ่งขึ้น เมื่อคุณมาอยู่ตรงนี้ แล้วคุณมีแฟนเพลง คุณต้องนึกถึงว่า มีวัยรุ่นเขามองคุณอยู่ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่เขามองคุณอยู่ ฉะนั้นคุณต้องระวังมากขึ้นเวลาคุณทำอะไร เพราะสิ่งที่คุณทำ สิ่งที่คุณคิด มันมีผลต่อผู้อื่น ถ้าคุณเหยียบกับระเบิดตายคนเดียว ไม่เป็นไร แต่ถ้าคุณเหยียบกับระเบิดตายทั้งกองทัพ นี่ก็อันตราย ก็ต้องระวังนิดนึง…
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก





