ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวหญิงแกร่ง แห่งวงการสื่อ













ฐปณีย์  เอียดศรีไชย  นักข่าวหญิงอึด แห่งวงการสื่อ (ภาพยนตร์บันเทิง)

          ใครที่เป็นแฟนประจำรายการ "ข่าว 3 มิติ" จะต้องรู้จักนักข่าวหญิงภาคสนาม "ฐปณีย์ เอียดศรีไชย" หรือ แยม เป็นอย่างดี กับการนำเสนอสกู๊ปข่าวแนวสืบสวนทุกรูปแบบทุกเหตุการณ์ทั้งข่าวอาชญากรรม ฆาตกรรม หรือการเมือง ที่ค่อนข้างเสี่ยงหรือต้องไปในพื้นที่ที่มีอันตราย จนทำให้หลายคนยกให้เธอเป็นนักข่าวหญิงภาคสนามที่อดทนและเสี่ยงตายในการทำข่าว

          ฐปณีย์ เป็นคนสงขลาโดยกำเนิดหลังเรียนจบปริญญาตรี ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เอกบริหารงานบุคคล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ก็เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้ชีวิตของเธอผกผัน ก้าวเข้าสู่อาชีพสื่อมวลชน เมื่อได้รู้จักเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้านสื่อทั้งทีวีและวิทยุ

          เธอเริ่มงานข่าวที่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น โดยเป็นนักข่าววิทยุ สายเศรษฐกิจ จนได้มาทำสายการเมือง จากนั้นก็ย้ายมาทำที่ไอทีวี จนเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง พอสถานีไอทีวีปิดตัว พร้อม ๆ กับที่เธอเริ่มเบื่อการทำข่าวสายการเมือง จึงเปลี่ยนแนวหันมาทำข่าวแนวสืบสวนสอบสวนในรายการ "ถอดรหัส" และ "ห้องสืบสวนหมายเลข 9" จนได้มาทำข่าวภาคสนามในรายการ "ข่าว 3 มิติ" ที่วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงความภาคภูมิใจในการทำงานข่าวของหญิงอึดคนนี้ รวมไปถึงการได้รับคัดเลือกให้เป็นสื่อมวลชนสตรีดีเด่น ประจำปี 2553

การปรับตัวในการทำข่าวสืบสวนสอบสวน

          ฐปนีย์ : ตอนที่ทำข่าวการเมืองเราว่าก็ยากแล้วนะ พอมาทำข่าวสืบสวนสอบสวนยากยิ่งกว่า เพราะเราไม่ได้แค่ไปสัมภาษณ์เขาก็จบแบบผ่าน ๆ แต่มันจะมีรายละเอียดของการทำข่าวเราต้องไปคุยกับเขาต้องมีภาพข่าวที่จะเป็น อารมณ์ภาพที่เราจะมีใช้ในการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ เพราะการทำสกู๊ปข่าวเราเอาเรื่องราวของเขา เอาภาพข่าวเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นตัวบอกเล่าสิ่งที่เราจะรายงาน ข่าวออกไป อย่างการทำข่าวคนถูกฆ่าตาย เราไปทำข่าวเราไม่ได้บอกคนนี้ถูกฆ่าด้วยวิธีการแบบนี้ แต่เราต้องไปหาว่าเขาตายเพราะอะไร ก่อนหน้านี้เขาไปพบกับใคร และมีใครบ้างที่น่าเกี่ยวเนื่องกับชีวิตเขาทำเหมือนตำรวจหาข้อมูลเลย

          ฐปนีย์ : ซึ่งพอคนเริ่มเห็นข่าวและเห็นเราลงพื้นที่ทำให้เขาได้เห็นความพยายามของการ ทำข่าวชิ้นหนึ่งว่าไม่ใช่ง่าย ๆ นะ คนเลยเริ่มเห็นว่าเราก็ลุยดี ไปเดินป่า ไปตามหานักบินโดยที่เราไปเอง ต้องไปนอนค้างคืนในป่า ถ้าเราจะทำข่าวให้คนได้เห็นเราควรไปเอง บางทีเราก็ต้องไปอยู่ในป่าไปให้เห็นจริง ๆ ไปเดินหาจริง ๆ ไม่ใช่รอให้เขามาบอกว่าไปหามาแล้วแต่ไม่พบ ทำไมเราไม่ไปเดินหากับเขา ซึ่งภาพตรงนั้นจะมีชีวิตจะมีวิธีการให้คนได้เห็นลึกซึ้งว่าเขาหากันยังไง

เหตุการณ์ไหนในการทำข่าวที่ทำให้เราเฉียดตาย

          ฐปนีย์ : ตอนที่เกือบจะโดนระเบิด คือตอนที่มีม็อบพันธมิตรที่ดอนเมือง มีการยิงเอ็ม  79 เข้าไป เราก็กลัวเพราะเราอยู่ในกลุ่มม็อบ แล้วเราไม่รู้จะก่อเหตุอะไรขึ้นมา เราเดินทะเล่อทะล่าเราก็ต้องระวัง เดินไปก็ต้องหลบตามเสาไฟ คือเราไปทำข่าวก็จริงแต่เราก็ต้องระวังตัว เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น วันนั้นเราคิดว่าเราเฉียดตายแต่เรายังมีบุญ เราก็ไปทำข่าวปกติ และไปนั่งกินน้ำตรงทางเท้า เราก็นั่งคุยกับพวกพี่ ๆ นักข่าว เสร็จแล้วก็เดินออกมา เราเดินออกมาไม่ถึง 3 นาที ระเบิดก็ยิงเข้าไป คือถ้าเรายังนั่งอยู่ตรงนั้นต่อไปเราก็ต้องโดนระเบิด ต้องเจ็บ ก็รู้สึกกลัว

          ฐปนีย์ : แต่จะทำไงได้ก็คิดว่าคนเราเกิดมาจะตายตรงไหนก็ไม่รู้  เราก็ทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ขอให้เราระวังก็พอ แต่เราก็รอดตายมาตลอด ด้วยความที่เราทำข่าวแบบนี้มาเยอะทำให้ต้องรู้จักวิธีระมัดระวังตัวเอง เช่น ใส่หมวกกันน็อก อย่าไปอยู่ในวงล้อม พยายามหลบออกมาอยู่ในจุดที่เราพอมองเห็นเหตุการณ์ได้ เพราะเราต้องทำข่าวด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่เราต้องเข้าไปในป่าไม่กลัวเลย เพราะเราอยากไปเองเราจะกลัวไม่ได้ เราอยากทำข่าวก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งมันท้าทาย และต้องทำให้สำเร็จด้วย แล้วเราไปแล้วก็ถอยออกมาไม่ได้ เขาอยู่ในป่า 4-5 วัน เราก็ต้องอยู่ให้ได้โดยที่เราต้องไม่สร้างภาระให้กับเขา

แต่การทำข่าวในยุคนี้สื่อมักถูกแทรกแซง

          ฐปนีย์ : เราเจอมาบ่อยตั้งแต่อยู่ไอทีวีแล้ว  จนถึงปัจจุบันก็มีการแทรกแซง  ก็มีหลายรูปแบบมีการสั่งผ่าน  บ.ก. ห้ามออกข่าวอย่างนี้อย่างนั้น ก็เป็นธรรมดา แต่บางครั้งสื่อเองต้องยืนหยัดให้ได้ว่าเราต้องมีวิจารญาณในการตัดสินว่า สิ่งไหนเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษในสังคม เราไม่ได้ปฏิเสธการแทรกแซง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ยอมรับ เราสามารถใช้วิจารณญาณได้ว่าเราควรจะเลือกสิ่งไหนให้กับคนดู ประชาชนควรรับทราบข้อมูลอะไร สังคมจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าสิ่งไหนที่เรารายงานออกไปแล้วทำให้ประเทศชาติเกิดความรุนแรงหรือมี อันตราย เราก็ต้องทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง

มีไหมที่บางข่าวเรารายงานตามความเป็นจริงไม่ได้

          ฐปนีย์ : มีค่ะ  รู้สึกอึดอัดมากนอนไม่หลับเครียดและเหวี่ยงเลยเพราะโมโห  ทำไมพูดไม่ได้ แต่บางทีเราต้องเข้าใจธรรมชาติของสื่อ คือสื่อในบ้านเรามีเยอะนะ และมีเรื่องของธุรกิจอะไรต่างๆ เพราะเราทำงานอยู่ในระบอบทุนตั้งแต่สมัยไอทีวีจนมาอยู่ที่นี่ ซึ่งไม่ใช่แค่ลำพังตัวเรา เพราะเราก็เป็นแค่ลูกจ้างเขา ฉะนั้นเราจะทำหน้าที่ของเรายังไงให้มันอยู่กึ่งกลางระหว่างความรับผิดชอบกับ จรรยาบรรณของสื่อกับองค์กร ถามหน่อยว่าเราจะทำโดยไม่แคร์องค์กรเลย ไม่แคร์ประเทศชาติเลยก็ไม่ได้ แต่เราต้องอยู่ยืนในจุดที่สามารถเกิดความสมดุลได้

          ฐปนีย์ : เราทำข่าวเราไม่ได้หลอกลวงประชาชน ไม่ได้ปิดกั้นข่าวสาร  ประชาชนควรรับรู้อะไร เราก็ต้องใช้วิจารณญาณของเราในการตัดสินอย่างที่ผ่านมาก็ไม่ใช่จะให้ใครมา จูงจมูกได้ แม้กระทั่ง บ.ก. เองบางทีก็หาว่าเราดื้อ แต่เราดื้อแบบมีเหตุผล ถ้าให้เราไปทำงานแล้วมีเหตุผลที่เรารับได้คือรับได้ เช่น ไปทำข่าวนี้ให้หน่อยเพราะรู้จักกัน โอเค.ถ้าประเด็นดีมีประโยชน์ก็ไม่ได้เสียหาย เพราะเขาเรียกว่าคอนเน็กชั่น ใช่ไหม ก็ช่วยเหลือกันไม่มีปัญหา แต่ถ้าให้เราไปทำอะไรที่ไม่ใช่ เราก็จะถามถึงที่มาที่ไปเหมือนกัน คือทำอะไรต้องมีเหตุผล แต่โชคดีที่เรามีหัวหน้าที่ดี

มัวแต่สนุกกับการทำงานเลยไม่จบปริญญาโท

          ฐปนีย์ : เราเหลือแค่ทำวิทยานิพนธ์ก็จบแล้ว แต่พอมาทำงานไอเอ็นเอ็นก็สนุกกับการทำงาน พอมาอยู่ไอทีวียิ่งสนุกใหญ่ ก็เลยไม่ได้ทำธีซีสส่งอาจารย์ เราก็เสียดายโอกาสตรงนั้นที่เราได้มาเรียน แต่ไม่จบ เพราะไม่ได้ทำธีซีส แล้วตอนนั้นเรามีปัญหาชีวิตหลายอย่าง เราก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราก็ได้พยายามเต็มที่แล้ว แล้วเราก็ได้อะไรจากการทำงาน ได้รู้จักเพื่อนแม้เราจะไม่ได้ใบปริญญาโทจากการเรียน แต่เราได้ปริญญาชีวิต ได้ทำงานโดยที่เราไม่คาดคิด ได้อะไรหลายอย่างในชีวิตที่ทำให้เราเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

          ฐปนีย์ : ชีวิตคนเราที่เราได้เรียนรู้ในสัจธรรมว่าถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำงาน แน่นอนว่าคุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกอย่างในชีวิต  มันไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ ชีวิตครอบครัวเรามีปัญหา การเรียนอาจจะไม่สำเร็จก็เสียใจ แต่เรามาสำเร็จเรื่องงานแทน แต่ถ้าเป็นไปได้เราอยากให้สมบูรณ์ทุกอย่างแต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่โดยพื้นฐานของชีวิตเรากับการมาถึงตรงนี้ได้ถือว่าสุดยอดแล้ว ทั้งที่เราไม่คาดคิด

          ฐปนีย์ : จากเด็กบ้านนอกมาจากพ่อแม่ที่แยกทางกัน ฐานะครอบครัวก็ไม่ได้ดีมาก โชคดีมีอาเป็นครูคอยเลี้ยงดู มียายตอนเด็กแต่ตอนนี้เสียไปแล้ว ชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรเพียบพร้อมเหมือนคนอื่น แต่เราได้รับโอกาสดี ๆ จนมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ภาคภูมิใจในตัวเองที่อดทนพยายามและตั้งใจยึดมั่นในการทำงาน และด้วยโอกาสหลายอย่างที่ส่งตัวเรามาถึงวันนี้ โดยที่เราไม่เคยคิด ก็ทำงานของเราไปเรื่อย ๆ แต่วันหนึ่งมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำก็ภูมิใจ อย่างน้อยมีคนเห็นในสิ่งที่เราพยายามตั้งใจทำงาน

พอมีคนรู้จักเยอะทำให้การทำงานยากขึ้น

          ฐปนีย์ : บางทีเราไปทำข่าวตามสถานที่ต่าง ๆ  แต่คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา ก็มาขอถ่ายรูปจนบางทีเราไม่ได้ทำข่าว และบางทีเราต้องทำงานแข่งกับเวลา แหล่งข่าวเราจะไปแล้วเนี่ย แต่เรายังไม่ได้สัมภาษณ์ก่อนเลย บางทีเราก็เกรงใจเขา เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราหยิ่ง ก็เลยลำบากในการทำงาน หรือการไปหาข้อมูลมันก็ยากขึ้น บางทีเข้าไปคนเห็นเราแล้วจำได้ก็กลัวก็หนีไม่กล้าพูด ก็ต้องมีวิธีการมีลูกล่อลูกซน แต่บางทีก็สะดวกสำหรับคนที่กล้าเปิดเผย แต่เราก็มีความสุขกับการทำข่าวที่นี่ เพราะเราได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง บางทีได้ช่วยคนอื่นช่วยแก้ปัญหาให้เขา

          ฐปนีย์ : อย่างปัญหาหนี้นอกระบบเรานำเสนอข่าวออกไปแล้วปัญหาเขาได้รับการแก้ไข หรือการไปตามหาสองนักบิน คนจะบอกอะไรแค่คนสองคน แต่มันไม่ได้แค่คนสองคน มันเรื่องของครอบครัวเขา มันมีแรงบันดาลใจสะท้อนให้เห็นถึงการงมเข็มในมหาสมุทรแต่เขาก็ยังพยายาม ตามหาอยู่ คือสิ่งที่เราสะท้อนออกมา แม้จะเป็นเรื่องราวของคนสองคน แต่การได้สื่อสารออกสู่สาธารณะมันมีคุณค่า มันยิ่งใหญ่ และอาจเป็นประโยชน์ต่อไปในสังคม หรือการทำข่าวลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ที่เราไปตีแผ่พวกบุกรุกตัดไม้ บางทีก็ช่วยหยุดยั้งคนทำลายป่าด้วย

กลายเป็นแรงบันดาลใจและไอดอลให้กับนักข่าวรุ่นใหม่

          ฐปนีย์ : ก็ได้ยินคนพูดแบบนี้  ก็ทึ่งนะ เพราะไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งจะมีคนเห็นในความบ้าของเรา ก็ภูมิใจอย่างน้อยสิ่งที่เราพยายามทำมาจนถึงวันนี้มันเห็นผลว่ามีเด็กหลายคน ที่เห็นเราแล้วมีแรงบันดาลใจอยากเป็นนักข่าว เวลาเราไปเจอน้อง ๆ เด็กรุ่นใหม่เขาจะบอกว่า พี่แยมเป็นไอดอลของหนูเลยนะ หนูอยากทำข่าวเก่ง ๆ แบบพี่ เราก็บอกไปถ้าอยากเป็นแบบพี่ต้องตั้งใจทำงานนะ ต้องขยันต้องเรียนรู้การทำข่าว สนใจข่าวแค่ไหน ดูข่าวอะไรบ้างเราต้องทำการบ้าน

          ฐปนีย์ : แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยากสะท้อน  เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจในการอยากเป็นนักข่าว  ไม่ได้มาเป็นนักข่าวเพราะอยากเป็นผู้ประกาศข่าวหน้าจอหรือต่อไปต้องได้เป็น ดารา คือเป็นนักข่าวก็ประสบความสำเร็จได้ ในชีวิตของคนหนึ่งกว่าจะมายืนจุดนี้ได้เราก็เริ่มต้นจากเล็ก ๆ มาก่อน จนพัฒนาตัวเองมาเป็นทุกวันนี้ กว่าจะได้อ่านข่าวออกหน้าจอทีวีก็ไม่ใช่ว่าง่าย ๆ กว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ผ่านการเรียนรู้อะไรมามากมาย ผ่านการทำข่าวมาทุกรูปแบบทุกเหตุการณ์ ซึ่งการทำข่าวเราต้องเรียนรู้ทุกวัน ต้องทำการบ้านทุกวันและต้องศึกษา

          ฐปนีย์ : ทุกคนที่อยากเติบโตในสายอาชีพข่าวก็ขอให้ยึดมั่นว่าเรามาเป็นนักข่าว สิ่งที่นักข่าวทุกคนต้องมีคือมีความจริงใจที่จะทำงาน และต้องทำงานด้วยความถูกต้องที่สุด  วันหนึ่งคุณก็จะสามารถทำงานด้วย ความภาคภูมิใจ อยากให้น้องๆ ที่จะเติบโตในอาชีพนักข่าว ขอให้มีความมุ่งมั่นขอให้ทำข่าวอย่างตั้งใจและจริงใจมากกว่ามาทำเพื่อเป็น สะพานไปสู่อะไรหลายอย่างก็ไม่รู้ นักข่าวเป็นอาชีพที่มีคุณค่าหลายคนอยากเข้ามาอยู่จุดนี้ ซึ่งเขาเป็นได้ แต่จะเป็นนักข่าวที่ดีและเป็นนักข่าวตลอดไปมันยาก

ได้รับคัดเลือกให้เป็นสื่อมวลชนสตรีดีเด่น  ประจำปี 2553 เนื่องในวันสตรีสากล 

          ฐปนีย์ : ก็ภูมิใจมาก  ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รางวัลตอบแทนแบบนี้  แต่เราก็หนักใจเป็นสื่อมวลชนสตรีดีเด่นก็ต้องทำงานให้ดียิ่งขึ้นไป รู้สึกมันเป็นภาระที่เราต้องทำตัวให้ดียิ่งขึ้น เป็นแบบอย่างที่ดีให้สังคม เราต้องทำงานด้วยความระมัดระวังและรับผิดชอบ ก็โชคดีที่เราได้เจอพี่ๆ ที่เหมือนเป็นครูของเรา เพราะวิชาชีพนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดมาแล้วเราจะทำได้เลย

          ฐปนีย์ : กว่าเราจะเก่งเหมือนทุกวันนี้  เราก็ได้รับคำสั่งสอนการอบรมดูแลมาจากพี่ ๆ ทุกคน นักข่าวทุกคนที่ทำงานร่วมกัน เราถือว่าพวกเขาเป็นครูหมด เพราะเราได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากเขา โอเค.ความพยายามเรามี เราเรียนรู้และฝึกฝนตัวเอง แต่ถ้าเราไม่มีคนเหล่านี้เราก็ไม่สามารถยืนหยัดกับอาชีพนี้ได้ เราไม่เคยลืม และเรารู้สึกภูมิใจกับความเป็น ฐปณีย์ เอียดศรีไชย มาก นาสกุลของเราที่เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง วันหนึ่งมาอยู่ในหน้าจอโทรทัศน์ทำให้ครอบครัวภูมิใจที่มีคนพูดถึงเรา

          ฐปนีย์ : เราว่าชีวิตเราคุ้มเกินคุ้มจนไม่รู้จะบรรยายยังไง การประสบความสำเร็จของคนอื่นคือการร่ำรวย  มีเงินเดือนสูงๆ มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่สำหรับเราแค่นี้ถือว่าคุ้มแล้ว เราพอใจ แค่เราได้มีโอกาสไปในที่ต่างๆ ซึ่งบางครั้งตัวเราเองคงไม่มีโอกาสได้ไปหรอก มันเป็นประสบการณ์ชีวิตเกินที่คนอื่นจะได้รับ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้นั่ง เอฟ 16 ธันเดอร์เบิร์ด เหลือเชื่อแล้ว

          ฐปนีย์ : คิดว่าในชีวิตหนึ่งเกิดมาคุ้มค่าแล้วกับการที่เราตั้งใจทำงาน เรามีอาชีพนักข่าวเราก็ทำข่าวของเราไปทุกๆ วัน แต่วันหนึ่งมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำและให้โอกาสเราหลายอย่าง คิดว่ามันคุ้มค่าที่สุดแล้วในชีวิตโดยไม่ต้องมีรางวัลอะไรให้กับชีวิตมากมาย แค่รางวัลที่เราได้จากโอกาสที่เขาให้เราได้ทำงาน ทำให้เราต้องทำงานอย่างเต็มที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถึงตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่มันก็เท่ดีออก แต่เราคิดว่าถ้าเราทำดี ตั้งใจดี เจตนาดี ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร มันจะช่วยให้เราแคล้วคลาด และไม่น่าจะมีอันตราย


เกาะติด ข่าวฐปณีย์ เอียดศรีไชย อัพเดทล่าสุด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวหญิงแกร่ง แห่งวงการสื่อ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวหญิงแกร่ง แห่งวงการสื่อ โพสต์เมื่อ 24 มีนาคม 2553 เวลา 11:44:26 749 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP