ตุ๊กกี้ สามช่า ชีวิตหลังเสียงหัวเราะ



ตุ๊กกี้ สามช่า

ตุ๊กกี้ สามช่า ชีวิตหลังเสียงหัวเราะ
(Lisa)

ร้อยเรียงเรื่องเล่าในชีวิตของสาวอารมณ์ดี ที่มีดีมากกว่าความฮา

            เพราะเธอคนนี้มีเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมเข้ากับพรสวรรค์ที่มีในตัวอย่างเปี่ยมล้น ไม่ว่าจะเป็นการร้อง เล่น เต้น หรือรำ เธอจึงสามารถส่งมอบความสุขให้แก่ผู้คนได้ไม่เลือกหน้า และด้วยเหตุผลข้อนี้นี่เองที่ทำให้สาวฮาตัวแม่อย่าง ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรหม ขึ้นแท่นคนดังคิวทอง ซึ่งแว่วมาว่ามีคิวงานแน่นไปถึงปีหน้าโน่นแน่ะ

ได้ยินว่าทุกวันนี้ตุ๊กกี้เป็นคนดังที่มีคิวงานแน่นมากๆ แน่นไปจนถึงปีหน้าโน่นแน่ะ!

            ตุ๊กกี้ : คืออย่างนี้ค่ะ ทุกวันนี้ในหนึ่งสัปดาห์ที่มี 7 วัน หนูทำงานทั้ง 7 วันเลยค่ะ ก็ต้องขอบคุณนะคะ สำหรับโอกาสทองที่ผู้ใหญ่เมตตาหยิบยื่นมาให้ขอบคุณอย่างซึ้งใจจริง ๆ ไม่ต้องรักหนูมากมายหรอกนะคะ ขอให้รักตุ๊กกี้คนนี้ไปนาน ๆ อย่างนี้ ตลอดไปก็แล้วกัน (หัวเราะ) คือตอนนี้ก็มีผลงานทั้งภาพยนตร์ พิธีกร โชว์ตัว รวมถึงอื่น ๆ ด้วยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เหนื่อยมากๆ เหมือนกันค่ะ แต่ก็สู้ไม่ถอยแน่ ๆ ไม่ไล่ไม่เลิก และบอกตัวเองอยู่เสมอว่าห้ามถอย แต่เหนื่อยได้ท้อได้ค่ะ

เคยได้ยินมาว่าตุ๊กกี้ภูมิใจมาก กับการเป็นลูกของแผ่นดินอีสาน

            ตุ๊กกี้ : ถูกต้องที่สุดค่ะ หนูภูมิใจกับคำคำนี้มาก ๆ แต่ถ้าบอกว่าหนูเป็นตลกหญิงรูปร่างเพรียวสวยอันนั้นสิ ไม่ชอบเลย เพราะมันไม่ใช่ตัวหนู หนูคิดว่าเอกลักษณ์จะบ่งบอกถึงความเป็นตัวเราได้มากที่สุด ยิ่งบอกว่าหนูเป็นตลกหญิงร่างเตี้ย หน้าอีสาน ลูกอีสานหรือลาวแท้ ๆ แต่ดั้งเดิม อันนี้ยิ่งภูมิใจ เพราะใช่ตัวหนูจริง ๆ ตั้งแต่ที่ลืมตาดูโลกใบนี้ไม่เคยอายที่ใครบอกว่าเป็นลูกลาวหรือลูกอีสาน คนเราจะเปลี่ยนอะไร ก็เปลี่ยนแปลงได้นะคะ แต่เปลี่ยนสายเลือดเผ่าพันธุ์ หรือรากเหง้าของตัวเองไม่ได้ค่ะ นี่คือสัจธรรมเลยนะคะ

พูดให้ฟังขนาดนั้นอยากจะรู้จักครอบครัวของตุ๊กกี้มากยิ่งขึ้นแล้วสิ

            ตุ๊กกี้ : ถ้าอยากรู้จักหนูก็จะเล่าให้ฟัง หนูเป็นลูกสาวของแผ่นดินอีสานจากเมืองอุดารธานี เป็นครอบครัวที่ไม่จน แต่ว่าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ที่บ้านมีสมบัติคือบ้านสามหลัง รถบรรทุกสามคัน มีที่ดินอีกสามที่ มีอู่เก็บรถสามอู่ วินมอเตอร์ไซค์สามวิน ฯลฯ พ่อของหนูบอกอยู่ตลอดเวลาว่าคอรบครัวเราไม่มีเงินแต่เรามีทรัพย์สิน ดังนั้น ตั้งแต่เล็กมาหนูได้รับการปลูกฝังจากพ่อว่าต้องทำทุกวิถีทางให้ได้เงินเข้าบ้านมากที่สุด สิ่งนี้เลยทำให้หนูรู้จักหาเงินตั้งแต่เรียนชั้นประถม และด้วยความที่พ่อขับรถสองแถวหนูเลยต้องเป็นกระเป๋ารถเมล์ไปพลาง ๆ ทั้งโหนรถเก็บเงิน ช่วยผู้โดยสารยกของอย่างนี้เป็นต้น

จริงมั้ยที่บอกว่าในสมัยเด็ก เกือบขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะฐานทางบ้าน!

            ตุ๊กกี้ : ข่าวนั้นก็เกินไปนิดนึง ออกแนวเกินจริงนิดหน่อย (หัวเราะ) คืออย่างนี้ค่ะ พ่อของหนูเขาให้เรียนในโรงเรียนที่ค่าเทอมถูกและสามารถกู้ยืมได้ด้วย ซึ่งหนูคิดว่าพ่อคงอยากสอนให้รู้จักการใช้เงิน ข้อนี้พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีของหนูมาก ๆ พ่อไม่มีพ่อแม่และเป็นเด็กวัดมาโดยตลอด พ่อเล่าให้ฟังว่าตอนที่ไปสู่ขอแม่นั้นพ่อไม่มีอะไร นอกจากดอกไม้ขอขมา ซึ่งตากับยายก็ไม่เอาสินสอดแม้แต่สตางค์แดงเดียว เพราะไม่รู้จะเอาอะไรกับคนที่ไม่มีอะไรเลย! เมื่อทั้งคู่แต่งงานกันแล้วก็เริ่มมาขายของชำ มาเป็นช่างเย็บผ้า พอฐานะเริ่มดีขึ้นก็ออกรถหกล้อมารับจ้างค่ะ พ่อของหนูสอนอยู่เสมอว่าถ้าเรารู้จักคำว่ามักน้อย ใช้น้อย เพียงพอ เงินจะเพิ่มขึ้นมาเอง และยังสอนอยู่เสมอว่า การอยู่อย่างคนจนแต่ทำตัวเป็นคนรวยยังไงก็ต้องจนอยู่วันยังค่ำ แต่ถ้ารวยแล้ว ทำตัวจนเราจะอยู่ได้อย่างสบายค่ะ

จริงแค่ไหน กับประเด็นที่ว่าทุกวันนี้ตุ๊กกี้ยังใช้เงินเหมือนสมัยที่ยังไม่ดัง

            ตุ๊กกี้ : ถึงแม้ทุกวันนี้หนูจะมีกินมีใช้มากขึ้นแต่ยังใช้เงินเหมือนตอนที่ยังไม่มีค่ะ เพื่อนงงว่าทำไมยังใช้ของถูก ทำไมไม่รู้จักให้รางวัลตัวเองบ้าง หนูบอกว่าหนูให้รางวัลตัวเองตลอด รางวัลที่ว่าคือการโอนเงินกลับไปให้ครอบครัวมากเท่าที่จะมากได้ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง หนูมองว่าเป็นของนอกกาย จำนวนเงินเดือนที่โอนไปให้พ่อแม่ที่เพิ่มมากขึ้นต่างหาก ที่ทำให้ภูมิใจ ของทุก ๆ อย่างที่หนูซื้อเองล้วนได้มาด้วยการหยอดกระปุก อย่างเช่น ตุ๊กตาบลายธ์ เชื่อมั้ยคะว่าหนูก็ซื้อด้วยระบบผ่อนจ่ายสัปดาห์ละ 500 บาทค่ะ นี่คือเรื่องจริงที่ยืนยันจากปากของสุดารัตน์ บุตรพรหม คนนี้ค่ะ

แล้วเรื่องหนี้สินสมัยก่อนเข้าวงการบันเทิงที่เคยเป็นปัญหาใหญ่โตล่ะ

            ตุ๊กกี้ : ใช้หมดแล้วทุกบาททุกสตางค์ค่ะ คือตอนนี้ก็ไม่มีหนี้สินกับใครแล้ว หนูขอบอก ทุกๆ คนเลยนะคะ ว่าการไม่มีหนี้คือลาภอันประเสริฐ อันนี้ผ่านประสบการณ์ตรงของตัวเองมาเลย ทั้งนี้ รวมทั้งหนี้ในระบบ และนอกระบบนะคะ ทุกวันนี้ตั้งใจทำงานเก็บเงินอย่างเดียวเท่านั้น จะไม่ค่อยกังวลกับเรื่องของข่าว แม้จะเป็นข่าวติดลบมากแค่ไหนก็ตาม เพราะหนูเชื่อว่าเมื่อคนเราตั้งใจทำงานตามหน้าที่อย่างสุดความสามารถและตั้งใจจริงแล้วผลที่ตามมาก็ย่อมดีเองแหละค่ะ

การที่ในทุกวันนี้ผู้คนในสังคมรู้จักตุ๊กกี้สามช่า ทั่วบ้านทั่วเมืองคิดว่าเป็นเพราะโอกาสหรือแรงขับภายในซึ่งก็คือความฝัน

            ตุ๊กกี้ : การทำงานทุก ๆ อย่างที่ผ่านมาหนูยืดถือคำอยู่ 3 คำ คือ 1. พรสวรรค์ คือหนูเป็นคนมีพรสวรรค์อยู่ในตัว เต้นเป็น รำเป็น ร้องเป็น และเล่นเป็น เพราะเรียนมาทางนาฏยศิลป์มาโดยตรง ดังนั้น ความกล้าแสดงออกจึงมีเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ 2. คือหนูเป็นคนที่มีพรแสวง เมื่อเรามีพรแสวงอยู่ในตัวเราจะทำอะไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น แต่หนูคิดว่าที่สำคัญที่สุดก็คือข้อที่ 3. ซึ่งก็คือเรื่องของโอกาส ถ้าใครมีโอกาสที่ดีก็สามารถเป็นแบบที่หนูเป็นได้ทั้งนั้นแหละค่ะ ที่สำคัญก็คือการที่หนูได้รับโอกาสในการเจริญเติบโตจากเวิร์คพอยท์ฯ คือถ้าไม่มีเวิร์คพอยท์ฯ ก็คงไม่มีตุ๊กกี้ในวันนี้อย่างแน่นอน

แล้วทุกวันนี้วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนที่ยังไม่มีคนรู้จักมากไหม

            ตุ๊กกี้ : ขอย้ำว่าตั้งแต่ข้าวการบันเทิงมาเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ส่วนที่มีข่าวว่าดังแล้วหยิ่ง หรืออัพค่าตัวเพิ่มขึ้นนั้นไม่เป็นความจริงเลยค่ะ หนูจะทำงานตามที่เวิร์คพอยท์ฯ จัดหาให้เท่านั้น ซึ่งค่าตัวก็แล้วแต่งาน ไม่เคยเรียกร้องเกินความเป็นจริงเลยสักครั้งเดียวค่ะ

            ตุ๊กกี้ : ส่วนถ้าถามว่าอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันมากมั้ย หนูก็จะบอกให้ฟังอย่างนี้ค่ะ อย่างเมื่อก่อนหนูใช้เงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาท ก็อยู่ได้แล้ว แต่พอมีรายได้เพิ่มเข้ามามากขึ้นก็ทำให้อยากให้รางวัลแก่ตัวเอง คือเป็นรางวัลของความเหนื่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าอันไหนที่เรารู้สึกว่าแพงก็จะงดไว้ก่อนค่ะ ไม่ใช่ว่าสุลุ่ยสุร่ายไปซะทุกเรื่อง

แล้วจริงไหมกับประเด็นที่ว่าเบื้องหลังชีวิตมักไม่ฮาอย่างข้างหน้าฉาก

            ตุ๊กกี้ : หนูว่าตลกส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ค่ะ คือชีวิตจริงจะไม่ได้ฮาเหมือนในทีวี ซึ่งหนูว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะว่าชีวิตครอบครัวก็ไม่ได้สนุกสนานสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็มีเครียดบ้าง หัวเราะบ้าง ยิ้มบ้าง ร้องไห้บ้าง คนที่อยู่ข้าง ๆ หนูจะรู้ซึ้งข้อนี้ดีค่ะ อย่างที่หนูสัมผัสได้กับตัวเองก็คือพี่ ๆ ในเวิร์คพอยท์ฯ ไม่ว่าจะเป็นพี่หม่ำ พี่เท่ง พี่โหน่ง พี่ส้ม หรืออีกหลาย ๆ คน เขาจะเก็บความทุกข์ระทมเอาไว้ในใจ ต่อให้ทุกข์ใจมากมายแค่ไหน แต่พอได้เจอแฟนคลับเขาก็จะกลายเป็นตัวสร้างเสียงหัวเราะขึ้นมาทันที คือพี่ ๆ เขาเก็บเอาความชอกช้ำระกำใจไว้ที่บ้านโดยไม่เอามันมาทำงานด้วยเด็ดขาด เหล่านี้ถือเป็นตัวอย่างที่หนูยืดถือมาโดยโดยตลอดในการทำงาน สำหรับตุ๊กกี้แล้วทุกวันนี้จัดให้ตัวเองยืน ณ จุดจุดไหน ตลก ดารา เซเลบรีตี้ หรือว่าลูกสาวของแผ่นดินอีสานคนหนึ่งเท่านั้น หนูไม่ใช่คนดังที่มาจากการประกวด และก็ไม่ใช่ดัง เพราะการเป็นเด็กฝาก ฯลฯ แต่หนูเกิดมาจากคนที่ทำงานเบื้องหลังมาก่อน

            ตุ๊กกี้ : ดังนั้น จึงรู้ว่าดาราหรือนักแสดงคนไหนอยู่ในวงการได้ยืดไม่ยืด อยู่ได้นานไม่นาน คือพูดง่าย ๆ ว่าเห็นข้อดีข้อเสียของคนเหล่านั้นมานักต่อนัก เมื่อเป็นดังนั้นก็จะเอามาปรับปรุงในสิ่งที่ผิด และเอาสิ่งที่ดีมาเป็นแนวทางสำหรับตัวเองค่ะ อย่างทุกวันนี้ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นแซลบริตี้ หรือไม่เคยคิดแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นดาราดัง ฯลฯ หนูยังเป็นตุ๊กกี้คนเดิม หนูยังยกมือไหว้แม่บ้านไหว้รปภ. เหมือนเมื่อก่อน การที่หนูเป็นตุ๊กกี้ สามช่า หรือว่าตุ๊กกี้ ชิงร้อยฯ ก็แค่หัวโขนหัวหนึ่งที่เขาสวมให้เท่านั้น แต่ตัวจริงของหนูก็คือ ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรหม คนนี้แหละค่ะ

แสดงว่าถ้าเกิดมีอุบัติเหตุบางอย่างที่ทำให้งานในวงการต้องชะงัก ตุ๊กกี้ก็สามารถย้อนกลับไปอยู่ ณ ตรงจุดเดิมที่จากมาได้ไม่ยากใช่ไหม

            ตุ๊กกี้ : ถูกต้องที่สุดค่ะ เพราะหนูไม่ได้เกิดมาในวงการด้วยอารมณ์ที่ฉาบฉวยไงล่ะ แต่คือคนหนึ่งที่เขาเลือกมาหลังจากที่เก็บสะสมประสบการณ์มาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว ฉะนั้น เมื่อเวลาที่หนูอาจจะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ก็ยังสามารถอยู่ได้ค่ะ แต่ส่วนตัวลึก ๆ หนูจะเป็นคนที่ถ้ายังไม่สำเร็จก็คือจะไม่วางเด็ดขาดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เรียกได้ว่าต้องทำจนได้ดีค่ะ

เคยได้ยินมาว่าตุ๊กกี้หัวใจไม่ว่างแล้ว ถูกต้องไหม

            ตุ๊กกี้ : ยอมรับอย่างไม่อายเลยค่ะว่าจริง เขาคนนั้นชื่อจิมมี่เป็นหนุ่มนักไวโอลินคนแรกของจังหวัดมหาสารคาม เรียนอยู่คณะเดียวกันแต่คนละสาขาวิชา เขาเรียนหนังสือเก่งมาก และเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของมหาวิทยาลัย ตอนเรียนจบยังได้เกียรตินิยมอีกต่างหาก หนูพยายามบอกรักเขาสามปีซ้อน แต่ตอนสารภาพรักเขาพูดสั้น ๆ ว่า "ไปตายไป" (หัวเราะ)

            ตุ๊กกี้ : เราสนิทกันมากค่ะ ทุกวันนี้เห็นจิมมี่ที่ไหน ต้องเห็นตุ๊กกี้ที่นั่นด้วย เขาไม่เคยรู้ว่าเพื่อนที่จูงมือไปกินข้าวทุกวัน แอบชอบอยู่ ที่เลือกเรียนเปียโน และโอเปร่าก็เพราะเขา รู้ว่าตอนเรียนจะมีการจับคู่ร้องเพลงกัน สุดท้ายก็ได้คู่กับเขา เขาเล่นกีตาร์ หนูร้องเพลง ตอนสอบจำได้ว่าร้องเพลงเพื่อน แล้วมีท่อนสุดท้ายที่โดนใจคือ "ว่าเพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเป็นรักเธอ..." ตอนลงท้ายว่า "รักเธอ" หนูจะหันไปมองเขาแต่เขาก็ไม่เคยรู้อะไรเลย ขำมาก ๆ

สุดท้ายสั้น ๆ ง่าย ๆ กับนิยามความเป็นตุ๊กกี้

            ตุ๊กกี้ : ถามนิยามของตุ๊กกี้ เอาอย่างนี้ดีกว่า คติประจำใจของตุ๊กกี้ที่ยึดตั้งแต่เด็กจนโตคือ อย่านอนตื่นสายอย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา นี่คือหลักที่ใช้ยึดในการดำเนินชีวิตจนมาถึงปัจจุบัน แต่ทุกวันนี้นิยามความเป็นตุ๊กกี้ที่มายึดถือตอนเป็นตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้านคือ นกน้อยทำรังแต่พอตัว

            เห็นหรือยังล่ะว่าสาวตลกโลกแตกคนนี้ไม่ได้มีดีที่ความฮาเท่านั้นนะ!



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Vol.11 No.16 28 เมษายน 2553
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สหมงคลฟิล์ม

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ตุ๊กกี้ สามช่า ชีวิตหลังเสียงหัวเราะ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ตุ๊กกี้ สามช่า ชีวิตหลังเสียงหัวเราะ โพสต์เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 17:12:25 18 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP