เพชรา เชาวราษฎร์ ภาพปัจจุบัน ถ่ายโฆษณา


เพชรา เชาวราษฎร์

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
รูปภาพ เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
 เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา


รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา

รูปดารา เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน
เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน ที่ เพชรา เชาวราช ถ่ายโฆษณา



เรียบเรียงและสรุปประเด็นโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มติชนออนไลน์
 
          หลังจากที่ " เพชรา เชาวราษฎร์ " หรือ เพชรา เชาวราช อดีตนางเอกหนังชื่อดัง ปิดตัวเองจากงานแสดงและโลกภายนอก เพราะ เพชรา เชาวราษฎร์ ดวงตาบอดสนิท เนื่องจากแสงสปอตไลต์อันมาจากการถ่ายภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ปี ทำให้ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลย เป็นเวลายาวนานร่วม 30 ปี 
 
          แต่ล่าสุด เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกตลอดกาลในหัวใจแฟนหนังชาวไทย ก็ยอมปรากฏโฉมให้คนไทยได้เห็นเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์โฆษณาเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง ที่ได้ติดต่อทาบทามให้ เพชรา เชาวราษฎร์ มาถ่ายโฆษณา เพื่อหาเงินช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อคนตาบอดฯ ซึ่ง เพชรา เชาวราษฎร์ ในวัย 66 ปี ได้เปิดใจเป็นครั้งแรกว่า ตนเองหายเงียบไปจากวงการถึง 30 ปี เพราะต้องรักษาดวงตาและอาการป่วย ที่เกิดจากผลข้างเคียงอีกเยอะมาก ซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้น เรียกว่าเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว แต่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถกลับคืนมาใช้งานได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นอาการบอดสนิทไม่เห็นแสงสว่างใด ๆ ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเวลาใด เป็นกลางวันกลางคืน
 
          เพชรา เชาวราษฎร์ เผยต่อว่า สาเหตุที่ยอมถ่ายโฆษณาครั้งนี้ เพราะหลายปีก่อนเคยพูดว่า อยากตั้งมูลนิธิดวงตาเพชรา เชาวราษฎร์ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เลยค้างคาใจมาตลอด ประกอบกับหลายคนก็ถามถึงมูลนิธิดังกล่าว เมื่อมีบริษัทเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งมาเสนอ และโดนใจตน เลยคิดว่าน่าจะออกมาทำอะไรบ้างในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และคิดเสมอว่าถึงแม้ดวงตาจะมองไม่เห็น แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรก็คงอยู่ไปแบบเปล่า ๆ เลยรับข้อเสนอ  
เพื่อจะได้ช่วยคนอื่นที่มีปัญหาเหมือนตนเอง สร้างประโยชน์ให้แก่คนอื่นได้บ้าง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องทนทุกข์กับการมองไม่เห็นมานาน  

          เพชรา เชาวราษฎร์ กล่าวอีกว่า การกระทำครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวกับเงินทอง แต่อยากทำกุศลจริง ๆ เพราะที่ผ่านมาก็อยู่แบบเงียบ ๆ อยู่กับความสงบก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ คงไม่มีความสุขอย่างแท้จริง จึงอยากทำประโยชน์ให้แก่สังคมบ้าง และเมื่อลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างนี้ รู้สึกมีกำลังใจและอบอุ่น รู้สึกว่าตัวเองก็มีค่า คืออยู่กับความเจ็บป่วยและความมืดมานาน จนรู้สึกว่าคงจะเลือนหายไปจากใจคนไทยแล้ว คิดว่าจะมีใครสักกี่คนที่ระลึกถึงตน แต่พอคิดจะทำงานตรงนี้ ทุกคนรอบข้างต่างก็ดีใจ บอกว่าจะออกมาในสภาพไหนก็ออกมาเถอะ ขอแค่ได้เห็นก็ดีใจแล้ว จึงเป็นเหมือนกำลังใจ คือทุกคนบอกอยากเห็น เพราะหายไปนาน ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร รู้สึกขอบคุณทุกท่านที่ยังระลึกถึง ตนเจ็บป่วยมานาน ตอนนี้ค่อยยังชั่วขึ้น ถึงแม้ว่าดวงตาจะเป็นสิ่งเดียวที่เอากลับคืนมาไม่ได้ สำหรับการคาดหวังในเสียงตอบรับ ไม่กล้าคาดหวังอะไรมาก เนื่องจากหายไปนานมาก หวังแค่คนที่ชมโฆษณาแล้วจะเมตตากับสินค้าดังกล่าว ซึ่งถ้าขายได้มาก เราก็ชื่นใจ จะได้มีเงินทำบุญช่วยมูลนิธิเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มาก
 
          จากนั้น เพชรา เชาวราษฎร์ ได้เผยถึงอาการป่วยว่า เพราะรับงานแสดงไม่หยุด ตั้งแต่เรื่องแรก "บันทึกรักพิมพ์ฉวี" คู่กับมิตร ชัยบัญชา เมื่อปี พ.ศ.2505 จนเมื่อปี พ.ศ.2515 ดวงตาเริ่มมีอาการแพ้แสงไฟสปอตไลต์ แต่ไม่ได้รักษาต่อเนื่อง เพราะมีคิวถ่ายภาพยนตร์ และยังมีบทบาทร้องไห้มาก ทำให้อาการหนักขึ้น จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2520 – พ.ศ.2521 โดยตอนถ่ายเรื่อง ไอ้ขุนทอง ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในชีวิตการแสดงก็เริ่มมีปัญหาแล้ว พอมาถึงเรื่องแผ่นดินแห่งความรักและเรื่องลูกเจ้าพระยา อาการก็เริ่มหนัก แต่ก็ยังฝืนใจไปถ่ายจนจบ จากนั้นก็หยุดงานทั้งหมด ทำการรักษาดวงตาอย่างจริงจัง หมอให้ยามาเป็นชุด ๆ ก็ทาน ตอนทานก็รู้สึกดีขึ้น  สบาย  ทานอาหารได้  ยิ้มแย้มแจ่มใส  ก็รู้สึกชอบ แต่พอทานนานเข้า ๆ ก็เริ่มอ้วนผสมบวม อาการก็หนักขึ้นถึงขั้นปวดตามกระดูก  กลืนน้ำไม่ลง  หายใจไม่ออก เพราะบวมจนลำคอตีบตัน ในใจคิดว่าตัวเองคงไม่รอด แต่สุดท้ายเค้าก็เว้นช่องให้ได้หายใจ เลยไม่ตาย เหมือนกับเค้ายังไม่ให้เราหมดกรรม 

          "ช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างเส้นเป็นกับเส้นตายนั้น คิดว่าจะไม่บอกใคร ถ้าตาย ก็ขอตายอย่างเงียบ ๆ ไม่อยากบอกให้ใครวิตกทุกข์ร้อน ต้องร้องไห้ให้เรา แต่ไม่ตายนี่สิ ทีนี้พอไม่ตาย ต้องกินยา รักษาตัวจนขนขึ้นใบหน้าและแขนขาหน้าแข้ง แต่ผมกลับร่วง ตัวก็บวมมากเลย เป็นอาการข้างเคียงที่ต้องรักษาตัวเอง เป็นเวลาถึง 16-17 ปี ถึงค่อยยังชั่วขึ้น ปัจจุบันนี้ก็เรียกว่าหายเป็นปกติแล้ว ยกเว้นตาที่เราเอากลับคืนมาไม่ได้เหมือนเดิมอีก ส่วนสุขภาพก็ต้องเช็กร่างกายทุก 3 เดือน ในตอนนี้ก็มีแต่ป่วยเป็นโน่นนี่นิด ๆ หน่อย ๆ  อย่างหมอบอกมีนิ่วในไตข้างซ้าย คงเกิดจากทานยา ยังดีที่เป็นข้างเดียวก็รักษากันไป เรื่องใหญ่คือเรื่องตาที่ไม่เห็นเลย เวลาปิดหรือเปิดไฟก็ไม่รู้สึก บางครั้งหลอดไฟอยู่ในที่ต่ำหน่อย เราก็ยังเอามือไปคลำดูว่ามันร้อนหรือเย็น เพื่อจะได้รู้ว่าเปิดหรือปิดอยู่" เพชรา เชาวราษฎร์ กล่าว
 
          เพชรา เชาวราษฎร์ กล่าวอีกว่า สภาพจิตใจช่วงนี้ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ สงบมากขึ้น สมัยที่ดวงตามืดบอดใหม่ ๆ รู้สึกร้อนรุ่ม ฟุ้งซ่าน ยอมรับในสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้ จะมองในแง่ร้ายว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร จนมาถึงวันนี้เหตุการณ์ทั้งหลายทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรร้ายแรง หรือน่าวิตกอะไรมากมายอีกแล้ว โชคดีที่ยังมีคุณชรินทร์ นันทนาคร เป็นหลักยึดให้ตนได้ความอบอุ่น มีอะไรก็พูดให้เข้าใจ ไม่ให้มีค้างคาใจ คอยให้กำลังใจ ทุกปีในวันเกิดของตน วันที่ 19 มกราคม ทางชมรมรักษ์เพลงชรินทร์ก็จะมาจัดงานฉลองวันเกิดให้ที่บ้าน เป็นความสุข และความประทับใจอย่างมาก เลยปลงได้ว่าชีวิตคนเราก็เท่านี้ จึงอยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่สังคมบ้าง

          ทั้งนี้ เพชรา เชาวราษฎร์ ยอมรับว่า การถ่ายโฆษณาค่อนข้างเครียด เพราะต้องฟิตร่างกาย และเนื่องจากห่างงานไปนานมาก จึงกังวล แต่ยังมีเพื่อนหลายคนคอยให้กำลังใจ แต่คงไม่หวนคืนวงการอีก เพราะตามองไม่เห็น ถึงจะจำบทได้ แต่ไม่เห็นจุดหมายที่ต้องพูด ไม่เห็นจุดบล็อกกิ้งก็ลำบาก แต่ยอมรับว่าคิดถึงวงการบันเทิง
 
          "ช่วงแรกที่ไม่สบายมาก ทำใจอยู่พักใหญ่ ปิดรับข่าวสารทุกอย่าง ไม่อยากอาลัยอาวรณ์ ถ้าจะตายก็ขอตายตาหลับไม่อยากเอามาคิด จนกระทั่งไม่ตายแน่แล้วจึงต้องหาทางรักษาตัวเอง นั่นแหละจึงปรับตัวปรับใจได้ แต่ก็นานมาก จนเมื่อปี พ.ศ.2540 ค่อยยังชั่วขึ้นมาก ต่อมาคุณวิทยา ศุภพรโอภาส ก็ให้โอกาสไปทำหน้าที่ดีเจคู่กับ คุณตุ๋ย มหาชัย ที่คลื่นลูกทุ่งเอฟเอ็ม ทำอยู่ 2-3 ปี แล้วก็ไปทำคลื่นโน้นคลื่นนี้อีกก็ไปกับคุณวิทยา จนตอนนี้เขาไปอยู่ที่คลื่นเอฟเอ็ม 94.5 นาน ๆ ก็คุยในรายการเขาทีหนึ่ง เพื่อทำให้รู้สึกว่าตนยังมีประโยชน์อยู่" เพชรา เชาวราษฎร์ เปิดใจ
 
          ขณะที่ ชรินทร์ นันทนาคร นักร้องลูกกรุงชื่อดัง คู่ชีวิตของ เพชรา เชาวราษฎร์ กล่าวถึงการถ่ายโฆษณาของ เพชรา เชาวราษฎร์ ว่า ได้มีการติดต่อเจรจากันถึง 9 ครั้ง จนสำเร็จในครั้งสุดท้าย เพราะทีมงานไปสืบข้อมูลมาได้ว่า เพชรา เชาวราษฎร์ ตั้งใจจะทำบุญกุศลให้กับคนตาบอด ด้วยการตั้งมูลนิธิในนามเพชรา และถือเป็นการทำบุญกุศลครั้งใหญ่ที่ฝันไว้ในชีวิต ที่คุณเพชราได้พยายามที่จะทำมาเป็นปีแล้วแต่ไม่สำเร็จ 
 
          "ตอนที่เขาคุยคุณอี๊ดไม่ให้ผมเข้า ไปนั่งอยู่ด้วย เขาว่าผมจุกจิก เราให้อิสระเขาตัดสินใจคนเดียว ค่าตัวเขาก็มากอยู่ เขาตัดสินใจเอง ถึงได้มาบอกผม ซึ่งผมก็แล้วแต่เขา ทางบริษัทเครื่องสำอางก็กำชับทางเราว่า อย่าบอกใคร ห้ามบอกใคร ต้องปิดเป็นความลับ กลายเป็นว่าสุดท้าย เขาก็เป็นคนบอก โดยอี๊ดก็ออกกำลังกาย ฟิตหุ่น ทำตามคอร์ส ตามที่หมอบอก หมอบอกว่าอย่าหักโหมมาก เดี๋ยวจะไม่ไหว ให้ค่อย ๆ ทำ แต่ปกติอี๊ดเป็นคนผอมอยู่แล้ว น้ำหนักแค่ 48 กิโลเอง คือพอออกสื่อ ก็อยากทำให้หุ่นดูดีขึ้น ให้เฟิร์ม ให้กระชับ"  คู่ชีวิตของ เพชรา เชาวราษฎร์ กล่าว
 
          ชรินทร์ นันทนาคร กล่าวต่อว่า ที่ เพชรา เชาวราษฎร์ ยอมถ่ายโฆษณาก็เพื่อนำรายได้ไปมอบให้มูลนิธิคนตาบอด อีกทั้งถ่ายเฉพาะภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสำหรับถ่ายเป็นโฆษณาทีวี โดยที่ไม่ต้องไปโปรโมทสื่อต่าง ๆ และ เพชรา เชาวราษฎร์ ก็คงไม่กังวลมากนัก เพราะเคยผ่านหน้ากล้องมาแล้วหลายเรื่อง
 
          "คือถ้าถ่ายหนัง ถ่ายโฆษณาอี๊ดเขาโอเค เพราะว่าถ่ายซ่อมได้ อะไรได้ แต่ถ้าเป็นรายการสด อี๊ดจะกลัวมาก จะไม่มั่นใจ อีกอย่างที่อี๊ดกังวล คือ เขากลัวว่าจะเชย เพราะมีบ่น ๆ ว่า ออกไปแล้วคงจะเชยระเบิด พูดจาไม่ทันสมัย เพราะไม่ได้ไปไหนเลย กลัวหน้า - ทรงผม จะดูเชย ผมก็บอกไปว่า ไม่ต้องกลัว สมัยนี้มีช่างหน้า ช่างผมทำให้พร้อม ไม่เหมือนดาราสมัยก่อนที่ต้องทำกันเอง"  ชรินทร์ กล่าว และว่า ทีมงานเตรียมการมาดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเพชรที่ เพชรา เชาวราษฎร์ ถ่ายมีมูลค่าสูงถึง 700 ล้านบาท เจ้าของร้านเพชรมานั่งเฝ้าด้วยตัวเอง รวมทั้งมีเสื้อผ้านำเข้าจากฝรั่งเศส 10 กว่าชุด ได้นำมาใช้ในการถ่ายโฆษณาชิ้นนี้
 
          ขณะที่ ปิลันธ์ สภานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมาโชว์ แมงโก้ จำกัด ในฐานะผู้ผลิตชิ้นงานโฆษณา กล่าวว่า ก่อนที่ถ่ายทำโฆษณา สิ่งแรกเลยคือ เพชรา เชาวราษฎร์  ขอจับมือกับทีมงานทุกคนก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคย เพราะมองไม่เห็น และงานนี้ใช้แอ๊คติ้งโค้ชมาเป็นตัวช่วยบอกให้ เพชรา เชาวราษฎร์ เดิน กี่ก้าวหยุดตรงไหน 
   
          "เธอทำการบ้านมาอย่างดี เดินเข้ามากองถ่ายใส่รองเท้าส้นสูง 5 นิ้ว เข้ามาเลย ทุกฉากไม่ใช้สแตนด์อินเลย ให้ข้อมูลอะไรเธอรับได้เร็วมากสมกับเป็นซูเปอร์สตาร์ตัวจริง" ปิลันธ์ กล่าวถึง เพชรา เชาวราษฎร์
 
          ด้าน รัชพงศ์ งามพิศัย ผู้บริหารบริษัทเฟมไลน์ จำกัด ในฐานะบริษัทผู้คิดโฆษณาชิ้นนี้ เล่าว่า ระหว่างถ่ายทำโฆษณา ได้นำทีมรักษาความปลอดภัยซึ่งเคยทำงานให้กับคณะของนางฮิลลารี คลินตัน นักร้องซูเปอร์สตาร์ เรน เมื่อครั้งมาเยือนเมืองไทย มาดูแลความปลอดภัยให้ เพชรา เชาวราษฎร์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเหิน รวมทั้งดูแลรอบนอกไม่ให้ใครนำกล้องหรือโทรศัพท์มือถือเข้าไป ป้องกันภาพหลุดไปข้างนอก เพื่อให้ทุกอย่างเป็นความลับมากที่สุด เพราะมีแคมเปญออกไปก่อนหน้านี้ว่าคอยพบกับตัวจริงของ เพชรา เชาวราษฎร์ เร็ว ๆ นี้ถ้าไม่เช่นนั้นแคมเปญนี้จะไม่สำเร็จเลย
 
          "วินาทีแรกที่คุณเพชราเดินเข้าฉาก ทางทีมงานปรบมือให้เป็นการต้อนรับการกลับมาสู่วงการ คุณเพชราถึงกับร้องไห้และขอบคุณที่ทุกคนเตรียมงานอย่างดี เธอพูดระหว่างถ่ายทำเสมอว่า ถ้าไม่ดีถ่ายใหม่ได้ บางครั้งขอเทคใหม่ถ้ารู้สึกว่าตัวเองทำไม่ดี มาถึงกองถ่าย 6 โมงเช้ากว่าจะได้ถ่าย 11 โมง ทีมงานทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เธอสู้งานดีกว่าดาราที่ตาปกติด้วยซ้ำ"
 
          สำหรับประวัติของ เพชรา เชาวราษฎร์ หรือ เพชรา เชาวราช อดีตนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งนั้น เดิมมีชื่อจริงว่า เอก เชาวราษฎร์ ชื่อเล่นว่า อี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2486 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวจังหวัดระยอง เป็นลูกคนที่ 4 ในพี่น้องทั้งหมด 7 คน เพชรา เชาวราษฎร์ ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์หลังชนะการประกวดธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปี พ.ศ.2504 จากการชักชวนของ ศิริ ศิริจินดา แห่งบริษัทจินดาวรรณภาพยนตร์ และดอกดิน กัญญามาลย์ 
 
          และในปี พ.ศ.2505 เพชรา เชาวราษฎร์ จะได้ประเดิมภาพยนตร์เรื่องแรก "บันทึกรักของพิมพ์ฉวี" คู่กับ มิตร ชัยบัญชา ขณะที่อายุได้ 19 ปี จากนั้นชื่อของ เพชรา เชาวราษฎร์ และ มิตรชายบัญชา ก็กลายเป็นดาราคู่ขวัญ สัญลักษณ์ของภาพยนตร์ไทยมาตลอด โดย เพชรา เชาวราษฎร์ แสดงหนังในฐานะนางเอกและตัวนำมากว่า 300 เรื่อง จนกระทั่ง เพชรา เชาวราษฎร์ ต้องหยุดการแสดงในปี พ.ศ.2521 หลังจากชีวิตต้องตกอยู่ในโลกมืด เพชรา เชาวราษฎร์ จึงปิดตัวเอง ไม่ออกไปไหน ไม่อยากให้ใครเห็น เพราะทำใจไม่ได้ และพยายามรักษาตัวมาตลอด โดยมี ชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับภาพยนตร์ ที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2541 เป็นคู่ชีวิต 

          และถึงแม้ตอนนี้นัยน์ตาของ เพชรา เชาวราษฎร์จะบอดสนิท แต่ ชรินทร์ ก็ยังคงอยู่ดูแลเป็นคู่ชีวิตจนถึงทุกวันนี้ โดยมีครั้งหนึ่ง ชรินทร์ นันทนาคร ได้เล่าถึงวันที่ เพชรา เชาวราษฎร์ มองไม่เห็น แล้วกอดคอกันร้องไห้ ซึ่งคู่ชีวิตคนนี้ได้พูดปลอบใจ เพชรา ด้วยความรักและความห่วงใยว่า  …. 
 
          " ไม่เป็นไร ฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหน เธอมองไม่เห็น แต่ฉันจะเป็นดวงตาให้เธอตลอดไป "

          นี่คือตัวตนและการออกมาเปิดใจครั้งแรกของ " เพชรา เชาวราษฎร์ " ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่านอกจากเธอจะยังคงสวยสง่า จิตใจของเธอกลับงามยิ่งกว่า ยอมทิ้งความหวาดหวั่นที่เก็บไว้ในใจนานนับ 30 ปี ทำวันนี้เพื่อนำรายได้ช่วยเพื่อนหัวอกเดียวกัน สมกับเป็นนางเอกอมตะนิรันดร์กาลจริง ๆ และที่ขอชมเชยไม่แพ้กับเธอเลยคือ คุณชรินทร์ นันทนาคร คู่ชีวิตที่ที่ไม่ยอมทิ้งไปไหนในช่วงเวลาที่เธอทุกข์กายและทุกข์ใจ ขอปรบมือให้ด้วยใจจริงค่ะ

 


คลิปเพชรา ถ่ายโฆษณายี่ห้อดัง


 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
         
- @ning_saisawan



คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !

แอพแรกที่คุณเลือก