เปิดบทสนทนาสุดลึกในรายการ How are you feeling กับซุปตาร์ตัวแม่ ชมพู่ อารยา ที่พูดแทนใจคน Introvert ทั้งประเทศ เผยชีวิตคือการเดินทางที่ค่อย ๆ เรียนรู้ ยอมรับเคยถูกมองว่าหยิ่ง วิธีรับมือไม่ให้ใจพังกับคำคอมเมนต์ และแนวคิดทำยังไงให้อยู่รอดในยุคโซเชียล ที่สามารถสร้างพื้นที่ Safe Zone ให้กับตัวเองและครอบครัว แย้มลูกทั้ง 3 ใคร Introvert เหมือนแม่มากที่สุด ?How are you feeling ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ? ชมพู่ อารยา : ช่วงนี้ก็ดีค่ะ รู้สึกดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อก่อนมันแย่นะ แต่ก็ดี เหมือนช่วงที่ผ่านมาได้เดินทางค้นหาทำความรู้จักอะไรหลาย ๆ อย่าง ? ชมพู่ อารยา : รู้สึกว่าเพิ่งจะรู้ว่ามันคือการเดินทาง คนอื่นคนฟังเขาจะฟังเรารู้เรื่องไหม เหมือนเราเพิ่งรู้ว่ามันคือการเดินทางนะ เราก็ยังไม่ต้องรู้ทุกอย่างเดี๋ยวนี้ ยังไม่ต้องเก็ตไปหมด ค่อย ๆ เข้าใจว่าการเดินทางมันดีขึ้นได้เรื่อย ๆ อีก ที่เราเคยว่ามันดีแล้วก็ยังดีได้อีก แล้วก็ดีในแต่ละช่วงเวลามันก็ไม่เหมือนกัน ทำไมมัน Abstract จัง ทุกวันของชมมันเหมือนจะต้องอยู่กับคนมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วชม Define ตัวเองมาตลอดเลยว่าเป็น Introvert ชมพู่ อารยา : ค่ะ จริง ๆ มันก็ไม่ใช่ทุกวันนะที่เอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ยิ่งในช่วงหลัง ๆ ที่ไม่ได้เล่นละครแล้ว แล้วก็ไม่ได้ทำงานในวงการเต็มตัวมาก แต่ช่วงเวลาที่เราอยู่ ณ ตรงนั้นที่ต้องปะทะกับคนจริง ๆ ก็ไม่ได้เท่าไหร่ แต่ก็เป็นเพราะว่า 1. คือเราก็โตขึ้น 2. ก็รู้แล้วว่าจะใช้เอเนอร์จียังไง แล้วก็โชคดีด้วยที่เราก็ถือว่าอยู่ในวงการมานานก็เป็นผู้ใหญ่ประมาณหนึ่ง ก็พูดได้ว่าหน้างานขอแค่ตรงนี้ ๆ แต่ว่าตอนเด็ก ๆ ก็อาจจะไม่รู้ว่าเราเหนื่อยกับอะไร เอเนอร์จีมันหมดไปกับอะไร ตัวตนของเวลาที่อยู่กับตัวเอง เป็นคนยังไง ? ชมพู่ อารยา : ก็ดี แต่ว่าตอนนี้ถ้าแบบว่าอยู่กับตัวเองแล้วก็เหมือนได้คิดได้ทำได้แบบนิ่ง ๆ จริง ๆ แบบไม่มีสิ่งเร้า สิ่งรบกวนอะไรเลยอาจจะยาก เพราะว่าเรามีลูก แต่ว่าไม่ได้เป็นการบ่นนะ ไม่ใช่คอมเพลน แต่ว่ามันก็คือเปลี่ยนไป ลึก ๆ ก็รู้สึกว่าเราก็โหยหามีเวลาที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียวอะไรงี้ อย่างเมื่อก่อนก็จะขี้เกียจขับรถ เดี๋ยวนี้ก็ได้ขับรถก็ดีเหมือนกัน ขับรถคนเดียวก็ดีเหมือนกัน ถ้าแบบว่าไม่ไกลมากอะไรงี้ ก็โหยหาเวลาแบบนั้นเหมือนกัน เพราะว่าจริง ๆ คืออย่างเมื่อก่อนบางทีเรากลับถึงบ้าน เข้าบ้านแล้วรู้สึกว่ามันเป็นเซฟโซนเราแล้ว แต่ว่าตอนนี้ก็คือกลับบ้านก็ยังมีเรื่องที่บ้านอีก เพราะว่าไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้ว คิดว่าความเป็น Introvert มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตหรือการทำงานไหม ? ชมพู่ อารยา : แน่นอน เพราะชมว่า Introvert ทุกคนต้องเจอคำว่าหยิ่งหรือเชิด โดนเยอะ ยิ่งช่วงแรก ๆ ของการทำงานตอนที่เรายังเด็ก ๆ และยังไม่เข้าใจคำว่า Introvert เราค่อนข้าง Struggle กับการที่เป็นแบบนี้ เวลาที่ต้องไปทำงาน สมัยก่อนที่ต้องไปโชว์ตัวต่างจังหวัด เจอเจ้าภาพ เจอใคร เรารู้สึกว่างานเริ่มตอนขึ้นเวที ไม่ใช่เริ่มตอนลงเครื่อง เราไม่มีพลังที่จะให้ แล้วหน้ามันก็ออก ซึ่งก็ไม่เข้าใจตัวเราเอง ผู้จัดการก็บอกให้ยิ้มหน่อย แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเราเองเหมือนกันนะ คือเราก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียด แต่ทำไมเราถึงทำอะไรยังงี้ไม่ได้ แต่ว่าจะให้ฉันหัวเราะ ร่าเริงทำไม จะให้ฉันต้องคุยตลอดเวลาทำไม คือเราไม่สนใจ ซื่อสัตย์กับตัวเองขนาดนี้ได้ยังไงในการใช้ชีวิตเป็นคนในวงการ ? ชมพู่ อารยา : เราไม่สามารถที่จะ Small talk หรือว่าเป็นยังไงบ้าง วันนี้รถติดไหม คือทำไม่ได้ เพราะว่า I don't care ไม่ได้อยากรู้ ก็เลยรู้สึกว่าเราทำแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งบางทีเขาก็จะบอกทำหน่อย อะไรงี้ มันก็จะฮา ๆ ทำแล้วมันก็จะตลก หรือแม้แต่กระทั่งว่าพอเราเริ่มโตขึ้นมาหน่อย คนที่เขาต้องมาทำงานกับเราเขาก็รู้สึก กลัวความอะไรบางอย่างของเรา เหมือนยิ่งเกร็ง เราก็รู้นะว่าเขาเกร็ง เราก็ไม่รู้จะช่วยเขายังไง เพราะเราก็ไม่รู้จะชวนเขาคุยยังไง เพราะเราก็ Introvert เราเห็นใจเขา แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง ชมรู้สึกว่าพอเริ่มโตมาสามารถมีสกิลในการที่จะคุยกับคนได้มากขึ้น โดยที่มันไม่ได้รู้สึกขัดขืนกับตัวเรา แต่ว่ามันจะมาจากความรัก แล้วก็ empathy จริง ๆ เหมือนกับว่าเข้าใจคนนี้ว่าเขาเกร็ง แล้วมันจะเป็นไปโดยออโต้ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าต้องฝืนที่จะไป make conversation กับเขา ตอนที่ยังไม่มีอำนาจต่อรอง เอาตัวรอดมาได้ยังไงในจุดเลือกไม่ได้ ? ชมพู่ อารยา : ต้องโฟกัสที่งาน สุดท้ายต้องพิสูจน์กันที่เนื้องาน พอเราพิสูจน์ตัวเองด้วยเนื้องานและผลงานแล้ว มันก็จะมี Self-esteem ก็จะเกิดความภาคภูมิใจ ก็เรา Achieve อันนี้ Achievement มันมีผลงาน ก็คือเรื่องส่วนตัวไม่ต้องอธิบาย แล้วเราก็ยอมรับตัวเรา และคนก็ยอมรับในเนื้องานของเรา ไปพิสูจน์ตัวเองตรงนั้น ก็ฟังก์ชันได้ ตามเป้าหมายที่เขาต้องการ กว่าจะเข้าใจและปรับตัวได้แบบนี้ใช้เวลานานไหม ? ชมพู่ อารยา : อย่างที่บอกมันเป็นการเดินทาง ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวมาเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันช่วงกลาง ๆ มันเข้าใจไหม แต่ว่าอย่างที่บอก พอเราโฟกัสกับงาน กับสิ่งที่ทำไป Achievement มันก็ fulfill ตัวเราเอง แล้วก็ไม่สงสัยในตัวเรา แล้วก็ ณ วันนี้ พอชีวิตมันดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง เรากลับรู้สึกว่าขอบคุณที่เป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าการที่เราเป็นซะอย่างงี้มันก็เลยไม่ว่อกแว่ก ไม่สนใจอะไรข้างทาง บางคนจะมองว่ามันเป็นกำแพง แต่ว่ามันก็เป็นตัวที่คัดกรองคนที่จะเข้ามาใน Circle ของเรายาก แต่มันก็มีขนาดเรา Introvert ขนาดนี้ แต่ว่าด้วยความที่เราเด็กแล้วมันมีคนบางคนที่มันหลุดเข้ามาในชีวิตเรา ไม่รู้ว่ามันเข้ามาวงจรได้ยังไง แต่ว่าเรามันจะสัมผัสถึงเอเนอร์จีได้ แล้วจะรู้ว่านี่เป็นพลังงานไม่ดี แล้วมันจะมีวิธีเอาออกไป แต่ชมอาจจะโชคดีด้วยที่ว่าเอาออกไปได้ ถ้าเจอ Bad Day หรือคำวิจารณ์จะทำยังไง ? ชมพู่ อารยา : พอมันมี Bad day หรือคำวิจารณ์อะไรอย่างงี้ ก็ดูว่ามันจริงไม่จริง ไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่ต้องไปหวั่นไหวมาก คือดูกันที่ fact ว่าอันนี้มันแย่จริงไหม แล้วถ้ามันแย่เพราะอะไร เพราะปัจจัยที่เราคุมได้หรือเปล่า ถ้าควบคุมไม่ได้ก็คือ bad day มันไม่ใช่ความผิดเรา แต่ถ้ามันเป็นความผิดพลาดที่เราเรียนรู้และแก้ไขได้ ก็ย้อนกลับไปโฟกัสที่เหตุและผลอีกอยู่ดี เมื่อเป็นคนของสาธารณะรับมือกับความคาดหวังยังไง ? ชมพู่ อารยา : รับมือยังไง ก็ต้องเข้าใจว่าการเป็น Public Figure คือการเอาตัวเองมาอยู่ในจุดชาวบ้านเมาท์ พูดง่าย ๆ แล้วก็ยุคนี้มันเป็นยุคที่เอาจริง ๆ ชมว่าตอนนี้โหดกว่าตอนสมัยที่ชมเข้าวงการแรก ๆ ด้วยซ้ำ เพราะว่าทุกคนมีเน็ต ทุกคนมีโทรศัพท์ รับมือยังไงมันก็เป็นอะไรที่เราแบบเป็นสกิลที่เราก็มาสเตอร์ด้วยอายุ ด้วยวัย ด้วยประสบการณ์ ที่เราเหมือนเจอมาเรื่อย ๆ จะบอกว่าด้านชา คุ้นชิน คิดว่าแต่ละคนคงจะมีวิธีการที่จะเรียนรู้ รับมือกับเสียงตรงนี้แตกต่างกันไป แต่ชมว่าเวลาที่เราเห็นคอมเมนต์ เห็นคำวิจารณ์ เราลองแยกให้ออกว่ามันเป็น Logic หรือมันเป็นอารมณ์ หรือว่ามันเป็นด่าเสีย ๆ หาย ๆ หรือว่ามันเป็นเพื่อชี้แนะ หรือบางทีมันอาจจะมีอารมณ์มาด้วย แต่ส่วนที่มันเป็น logic มันก็อาจจะจริง ลองแยกแยะดูว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง แล้วก็เก็บแต่ส่วนที่เราจะเอามาพัฒนาตัวเอง แล้วก็ Don’t take it personal เราก็ sense ได้ไหม คนนี้เขา full of hate เขาก็คือคนที่ไม่แฮปปี้ แล้วก็อาจจะไม่ตั้งถึงขั้นสงสารเขาจับหัวใจ แบบว่าเธอไปเจอทุกข์อะไรมา ทำไมชีวิตเธอถึงแบบ full of hate ขนาดนี้ แต่ว่าก็เมตตาเขานิดหนึ่ง ถ้าเมตตาไม่ไหวก็ปล่อยไป จริง ๆ ในวัยนี้เราแยกแยะออกว่าในประโยคนี้มัน hate ประโยคนี้มันหวังดีจริง ๆ ประโยคนี้คือขุดหลุม เรารู้ แสดงว่าอ่านคอมเมนต์ ? ชมพู่ อารยา : ก็อ่านบ้างถ้ามีเวลา แต่ว่า ณ เวลานี้ก็เหมือนโพสต์อะไรก็คืออาจจะทิ้งไว้แล้ว ไม่ได้ว่าโพสต์เสร็จแล้วก็มาดูไหนอะไรขนาดนั้น เพราะว่าไม่ได้มีเวลา ลูก 3 แล้ว แต่ว่าโอเคแน่นอน ทุกวันชมเล่นไอจี เล่นอะไร มันก็มีเรื่องธุรกิจด้วยพูดกันตรง ๆ บางทีเราก็ต้องเช็ก Feedback มันเป็นยังไง คือเอา Fact ชมเคยพูดว่า "คนที่เขาไม่รักเราก็คือไม่รัก คนที่รักก็คือเขารัก เพราะฉะนั้นอย่าเอาใจไปไว้กับคนที่เขาไม่รักเรา” วันนี้ยังเป็นแบบนั้นไหม มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหม ? ชมพู่ อารยา : ฝรั่งก็จะบอกว่า Haters gonna hate ก็จะไม่เอาเอเนอร์จีของเราไปเปลี่ยนให้เขามารักเรา เอาไปทำอย่างอื่น อาจจะเป็นเพราะว่า ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะใช้ได้หรือเปล่า เรามาตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีโซเชียลมิเดีย มี account ของเรา มี follower ก็เลยไม่เคยเอาคุณค่าของเราไปผูกกับยอดไลก์ ก็ตามนั้น การที่เอาครอบครัวมาอยู่ในสาธารณะ ยังรู้สึกว่าปลอดภัยไหม ? ชมพู่ อารยา : เอาจริง ๆ เคยคุยกันกับสามีว่าเราจะเอายังไงดี เพราะว่าตอนที่ก่อนจะมีลูก เราก็จะเห็นว่าอย่างเมืองนอก เขาก็จะมีแบบดาราบางคนที่ไม่ให้เห็นหน้าลูก เพราะเรื่องความเป็นส่วนตัวลูก แต่ at the end ชมว่าสังคมไทยไม่พร้อม มันไม่ได้พร้อมกับตรงนั้น ก็คิดว่าในเมื่อเราแบบปิดเขาไม่ได้เลย สู้ให้มาจากเราดีกว่า ให้เป็นภาพมาจากทางเรา เขาก็เข้าใจและค่อนข้างจะเชื่อมือเราในเรื่องการบริหารอะไรตรงนี้ มีจังหวะไหนของเด็กๆ ทั้ง 3 คนที่เรารู้สึกว่าลูกไม่ปลอดภัย ? ชมพู่ อารยา : แน่นอน มันก็จะมีบางอย่างที่ก็คงไม่ได้เหมือนเด็กที่ไม่ใช่ลูกดารา พูดง่าย ๆ มันก็มี แต่ว่าชมไม่สามารถปฏิเสธ เขาไม่สามารถที่จะไม่เป็นลูกดาราได้ แกเกิดมาแล้ว แกเกิดกับท้องฉันมาแล้ว แกคือลูกดารา ไอเดียในการสร้าง safe zone ให้กับตัวเองและครอบครัว ? ชมพู่ อารยา : สำหรับตัวชม เซฟโซนคือตัวเองที่เป็นอาวุธด้วย เพราะคนเห็นเราก็กลัวอยู่แล้ว เพราะเราไม่เสิร์ฟคน เราไม่แบบมาเลยจ้า welcome to Thailand อะไรยังงี้ไม่มี แต่ว่าเราปกติ มันก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่แบบว่าช่วยคัดกรองเอเนอร์จีบางอย่างที่จะเข้ามากระทบกับเรา สำหรับลูกในเมื่อแวดล้อมไปด้วยคนที่ชมไว้ใจ แล้วก็เราโอเคแล้ว เราติ๊กถูกแล้วว่าโอเค ให้มาอยู่ใน circle ของเราได้ ก็รู้ว่าลูกอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยประมาณหนึ่ง แต่ว่าอย่างบางทีออกไปห้าง ออกไปนู่นนั่นนี่ก็มีบ้าง แต่มันก็คือเป็นแค่ชั่วครั้งชั่วคราว บางทีคนเห็นชมแล้วเจอน้องก็จะเป็นอีกเอเนอร์จีหนึ่ง เจอชมก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือแต่ว่าบางทีถ้าแบบเราเห็นว่าบางอย่างเริ่มรู้สึกแล้วว่า รู้ว่าคนแบบรักน้องอะไรยังงี้ ก็เข้าใจแล้วก็ขอบคุณ แต่ว่าบางทีเราเห็นแล้วก็รู้สึกว่าอันนี้มันเหมือนจะเป็นการเอาจากเขาเยอะเกินไป ซึ่งเอาตรงนี้ก็คือเอาพลังงานเขา คือเขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ชมก็จะแสดงออก สมมติว่าอยู่กับป้าเจี๊ยบ ชมก็จะแสดงออกมากกว่า แสดงออกก็คือไม่มีอะไร ชมก็ยืนเฉย ๆ หน้าตาไม่ยินดียินร้าย คนก็จะรู้ว่า โอเค ต้อง respect ตรงนี้ แต่ว่าป้าเจี๊ยบก็จะเป็นเหมือนหยินหยางของชม เขาก็จะบอกน้องทำน่ารัก ๆ ให้น้องเสิร์ฟ แต่เราก็จะเป็นแบบอีก way หนึ่ง การที่เราเป็นคนชัดเจนแบบนี้คือกล้าที่จะถูกเกลียด อะไรที่ทำให้ยึดมั่นกับตรงนี้ได้ ? ชมพู่ อารยา : แล้วจะทนทำไม เพราะเราไม่อยากไปบิดพลิ้วหรือว่าไปอะไรทีหลัง ก็บอกตั้งแต่แรกว่าได้เท่านี้ แล้วพอหน้างานจริง ๆ เราก็เต็มที่ตามข้อตกลง ชมมองยังงั้น คือไม่ใช่ว่าแบบเหมือนคุยกันไม่เคลียร์ แล้วพอถึงตรงนั้นจะมาขอบวก 5 บวก 10 ก็คือเอาตามที่คุยกัน ใครคือ safe zone ของ ชมพู่ อารยา ในตอนนี้ ? ชมพู่ อารยา : สามี เพื่อนที่แบบว่าคุยกันถี่ ๆ ก็มี แล้วแต่ว่าเรื่องอะไร แล้วก็จะมีเพื่อนบางคนที่ไม่ได้เจอกันบ่อย แต่ว่านัดเจอกันเป็นครั้งคราว ทุกครั้งก็จะแบบ Deep talk แล้วจะคุยอะไรกันในเรื่องที่คุยกับคนอื่นไม่ได้ก็จะมี แต่มันก็อาจจะไม่ได้ว่าคนคนเดียวอาจจะไม่ได้มีทั้งหมด ลูกทั้ง 3 คน มีใครที่ได้รับ DNA ความเป็น introvert บ้าง ? ชมพู่ อารยา : คือถ้าให้เห็นชัดที่สุด แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าจะเป็น Introvert ก็คือพี่สายฟ้า แต่ว่ากับเซฟโซนของเขากับคนที่เขาคุ้นเคยกับเพื่อนที่เขาสนิท ที่คลื่นตรงกัน เขาจะเต็มที่มาก แต่ว่ากับคนที่ไม่คุ้นจะไม่สนใจที่จะเล่นด้วยหรือคุยด้วย บางทีคนมาเต็มบ้านเลยเขาก็จะไม่สนใจ แต่พายุกับเกลจะชอบเวลาเพื่อนแม่มาบ้าน เวลามาทำงานที่บ้าน มีคนมาแต่งหน้า เขาก็จะชอบกับการที่มีคน อย่างพายุเวลามีญาติ ๆ มาเขาก็จะตื่นเต้น แล้วก็อยากไปหาทุกคน อยากไปเล่น อยากไปโชว์ตัว แต่สายฟ้าก็จะไม่สนใจ คนไหนเหมือนเราที่สุด ? ชมพู่ อารยา : ก็น่าจะพี่สายฟ้า ถ้าในเรื่องสกิลของการเข้าสังคมนะคะ แต่ก็รู้สึกว่าเขายังดีกว่าเราตอนเด็ก ๆ เพราะว่าเรายังพาเขาไปไหนมาไหน ยังเจอคนเยอะ ก็คือจะรู้เลยว่าถ้าให้มาทำการแสดงก็คือไม่เอาเลย ไม่อยากขึ้นเวที ไม่อยากทำอะไร ในขณะที่พายุชอบ เกลนะถ้าเห็นเวทีเล็กจะบอกว่าทำไมเวทีเล็ก (หัวเราะ) คือชอบเวทีมาก แต่พี่สายฟ้าก็คือต้องจ้างให้ขึ้น อย่างเวลาที่จะต้องทำงานก็คือแม่ขอนะทำให้หน่อย เขาก็จะอดทนทำจนเสร็จ อย่างที่โรงเรียนมีตั้งวงดนตรีก็แทบจะต้องอ้อนวอนว่าช่วยร่วมจอย เข้าวงเถอะ ไปซ้อมเถอะ อยากบอกอะไรกับคนที่เป็น introvert ในทุกวันนี้บ้าง ? ชมพู่ อารยา : ไม่ต้องพยายามเป็น Extrovert ไม่ต้องอธิบายตัวเองด้วย แค่มีเมตตาและความรักให้กับทุกคน เราจะอยู่ร่วมกับเขาได้ ตามกำลังเรา ไม่ต้องฝืนยิ้มแย้ม แต่ก็ไม่ต้องบึ้งเป็นกำแพง ไม่ต้องใช้อินเนอร์จีเราไปกับการเป็นคนอื่นเพราะว่ามันเหนื่อย มันน่าจะเป็นทุกข์กับการพยายามเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา สามารถติดตาม "How Are You Feeling?" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot, Facebook: Life Dot, YouTube : Life Dot เวลา 18.00 น.