เพราะ "งานผิว" คือหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนลุคธรรมดาให้ดูสวยแพงได้อย่างไม่น่าเชื่อ การเลือกรองพื้นที่ดีจึงไม่ใช่แค่ช่วยปกปิดริ้วรอยหรือจุดด่างดำเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เติมความมั่นใจ และปกป้องผิวให้ดูสดใสตลอดวัน หากพูดถึงไอเทมระดับตำนานที่ครองใจผู้หญิงทั่วโลก คงหนีไม่พ้นรองพื้นจาก Chanel แบรนด์เครื่องสำอางไฮเอนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและเนื้อสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปัจจุบันเขามีรุ่นยอดฮิตถึง 4 รุ่นหลัก ที่ตอบโจทย์สภาพผิวแตกต่างกันไป แล้วควรเลือกขวดไหนมาครอบครองถึงจะคุ้มค่าและเหมาะกับสภาพผิวที่สุด ? เราจะพาไปเจาะลึกความต่างเพื่อให้สาว ๆ เจอรองพื้นคู่ใจที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้สาว ๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเลือกซื้อรองพื้นของ Chanel เรามาดูคุณสมบัติของแต่ละรุ่นกันค่ะ รองพื้นเนื้อเบาสบาย มีส่วนผสมที่ช่วยให้ผิวนุ่มและมอบความชุ่มชื้น มีเทคโนโลยีไมโครดรอปเล็ตที่กักเก็บเม็ดสีให้มีความเข้มข้น ให้การปกปิดที่เรียบเนียน และยังมอบสัมผัสบางเบา ช่วยปกป้องและคงความชุ่มชื้นของผิวได้ยาวนานสูงสุดถึง 12 ชั่วโมง และยังมีหลายเฉดสีให้เลือกอีกด้วย เหมาะกับงานผิว : ลุคผิวสวยใส ดูเป็นธรรมชาติแต่เนียนเป๊ะขึ้นอีกระดับ หรือใช้เติมเฉพาะจุดแทนคอนซีลเลอร์ในวันสบาย ๆ ปริมาณ : 20 มิลลิลิตร (มาพร้อมแปรงขนาดเล็ก) ราคา : 3,000 บาท วิธีใช้ให้ได้ผิวสวย : บีบเนื้อผลิตภัณฑ์ลงบนหลังมือ ใช้แปรงที่ให้มา ผสมเนื้อเจลและเม็ดสีให้เข้ากันจนเนียน แล้วค่อย ๆ กดแตะลงบนใบหน้า หากต้องการปกปิดเพิ่มให้แท็บย้ำในบริเวณนั้น รองพื้นเนื้อเซรั่ม มีส่วนผสมของสกินแคร์ เนื้อบางเบาเนียนสนิทไปกับผิว ผสมสารสกัดเข้มข้นจาก Vanilla Planifolia และน้ำมันสกัดดอกไม้ ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นและกระจ่างใส เนื้อสัมผัสเนียนละเอียดแนบไปกับผิวเหมือนเป็นผิวชั้นที่สอง ให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ลุคผิวดูอ่อนเยาว์ มีออร่า และความโกลว์แบบ High-end สุขภาพดี มาคู่กับแปรง เหมาะกับงานผิว : งานผิวลุคหรูหรา ผิวดูเปล่งประกาย กระจ่างใส อิ่มน้ำสุขภาพดี และเหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยหรือสัญญาณแห่งวัย ให้ผิวดูเรียบเนียน อ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ปริมาณ : 40 มิลลิลิตร (มาพร้อมแปรงแป้งขนเนียนนุ่ม) ราคา : 6,000 บาท วิธีใช้ให้ได้ผิวสวย : ใช้แปรงที่แถมมาแตะรองพื้นเพียงเล็กน้อย เกลี่ยจากกึ่งกลางใบหน้าออกไปด้านข้าง วนเบา ๆ เพื่อให้เนื้อเซรั่มซึมเข้าบำรุงผิวไปพร้อมกับการกระจายตัวของเม็ดสี รองพื้นแบบตลับ แป้งเนื้อละเอียดที่ให้ความแมตต์แต่ไม่ทำให้ผิวดูแห้งกร้าน ฟินิชเรียบเนียน คุมมันยาวนาน และติดทนนานถึง 8 ชั่วโมง เบลอรูขุมขนได้กริบมาก ตลับหรู มาพร้อมกับกระจกและฟองน้ำเพื่อให้ทัชอัพได้ตลอดวัน เหมาะกับงานผิว : งานผิวที่ต้องการความเนียนกริบแบบรวดเร็ว หรือคนที่มีผิวมันที่ต้องการการปกปิดระดับ Medium to Full ให้ผิวเรียบเนียน คุมมันดี และติดทนนานโดยไม่หนักผิว ปริมาณ : 13 กรัม (ตลับพร้อมพัฟและกระจก) ราคา : 3,000 บาท วิธีใช้ให้ได้ผิวสวย : ใช้ด้านฟองน้ำของพัฟกดย้ำเพื่อการปกปิดสูงสุด หรือใช้แปรงปัดแป้งพุ่มใหญ่ปัดวนทั่วใบหน้าหากต้องการลุคที่เบาบางและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น รองพื้นที่ขึ้นชื่อเรื่องความติดทนนาน ฟินิชแมตต์เปล่งประกาย ผิวหน้ายังดูสวยแต่รู้สึกสบายไม่หนักผิว ให้ความชุ่มชื้น กันน้ำ กันเหงื่อ คุมมันดีเยี่ยม เนื้อเหลว เกลี่ยง่ายมาก แต่พอเซตตัวแล้วจะกลายเป็นฟิล์มบาง ๆ ที่เคลือบผิวไว้ ให้การปกปิดระดับที่บิลต์ได้จนถึงขั้นสุด เหมาะกับงานผิว : งานกลางแจ้ง งานรับปริญญา หรือวันที่ต้องการให้เครื่องสำอางติดทนยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง ให้ผิวยังดูเรียบเนียน สวยเป๊ะตลอดวัน แม้ต้องเผชิญแดดหรือความร้อนก็ยังเอาอยู่ ปริมาณ : 30 มิลลิลิตร ราคาโดยประมาณ : 2,750 บาท วิธีใช้ให้ได้ผิวสวย : เขย่าขวดก่อนใช้เสมอ ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ กดลงบนผิวจะช่วยให้เนื้อรองพื้นดูเป็นธรรมชาติและติดทนยิ่งขึ้น แนะนำให้รีบเกลี่ยทีละส่วนเพราะเนื้อรองพื้นเซตตัวค่อนข้างไว การเลือกเฉดสีรองพื้นของ Chanel อาจจะดูซับซ้อนในช่วงแรกเพราะระบบโค้ดตัวอักษรและตัวเลข แต่หากเข้าใจหลักการของ undertone จะช่วยให้เลือกสีที่ดู "กลืน" ไปกับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เทาและไม่ลอย Chanel จะแบ่งโทนสีหลัก ๆ ออกเป็น 3 โทน ซึ่งสำคัญมากต่อการเลือกให้เข้ากับเม็ดสีผิวคนไทย BD (Beige Doré) : โทนเหลือง/ทอง – เหมาะสำหรับคนเอเชียที่สุด เพราะช่วยขับผิวให้ดูผ่อง ดูสุขภาพดี ไม่หมอง B (Beige) : โทนกลาง (Neutral) – เป็นโทนเบจธรรมชาติ สมดุลระหว่างเหลืองและชมพู เหมาะกับคนที่ผิวไม่ได้มีสีเหลืองจัด BR (Beige Rosé) : โทนชมพู – มักจะไม่ค่อยเข้ากับผิวคนไทยส่วนใหญ่ เพราะอาจจะทำให้หน้าดูเทาหรือดูดรอประหว่างวันได้ ส่วนใหญ่คนไทยและชาวเอเชียจะมีสีผิวโทนอุ่น undertone ดังนั้น ควรเลือกสีรองพื้น Chanel ที่กลุ่ม BD เป็นหลัก ผิวขาวมาก (Fair) แนะนำเบอร์ BD11 หรือ B10 จะช่วยให้ผิวดูสว่างแต่ไม่ขาววอก ผิวขาวเหลือง (Light-Medium) แนะนำเบอร์ BD21 หรือ B20 เป็นสีที่นิยมที่สุดสำหรับสาวไทย ให้ลุคผิวดูสม่ำเสมอ เป็นธรรมชาติ ผิวสองสี (Medium) : แนะนำเบอร์ BD31 หรือ B30 จะช่วยให้ผิวดูเนียนเป็นผิวธรรมชาติ ผิว Olive จะมีโทนเหลืองอมเขียว มักจะเลือกสีรองพื้นยาก เพราะโทนเหลืองทั่วไปอาจจะดูสว่างไป หรือโทนชมพูก็ดูหลอกตา กฎเหล็ก : ให้เลือกโทน B (Beige) หรือ BD (Beige Doré) เท่านั้น ห้ามเลือก BR เด็ดขาด ทริกการเลือกเบอร์รองพื้น ผิว Olive มักจะมีความหม่นสวยงาม ให้ลองเลือกโทน B ที่มีรหัสเลขตัวหลังเป็น 0 (เช่น B20, B30) เพราะโทน Neutral จะช่วยลดความเหลืองจัดและปรับสมดุลกับสีเขียวในผิวได้ดีกว่า ทำให้หน้าดูมีมิติและดู "นวล" กว่าโทนเหลืองจัด ๆ ลองเช็กที่กราม ไม่ใช่หลังมือ - ให้ปาดรองพื้นลงบริเวณแนวกราม 3 เฉดสีที่ใกล้เคียงกัน - ทิ้งไว้สัก 5-10 นาที เพื่อให้รองพื้นเซตตัว สีที่หายไปกับผิวคือสีที่ใช่ที่สุด ดูในแสงธรรมชาติ - สีไฟในห้างมักจะหลอกตา หลังจากลองแล้วแนะนำให้เดินออกมาดูแสงธรรมชาตินอกห้าง จะเห็นชัดเลยว่าสีนั้นเข้มหรือลอยไปหรือไม่ เลือกเฉดรองพื้นตามเนื้อรองพื้น - Ultra Le Teint (รุ่นแมตต์) สีมักจะเข้มขึ้นเล็กน้อยหลังจากเซตตัว ดังนั้น ควรเลือกสีที่สว่างกว่าปกติ 1 เฉด - Water-Fresh รองพื้นเนื้อโปร่งแสง เลือกสีให้ใกล้เคียงกับสีผิวที่สุดได้เลย ได้ทราบคุณสมบัติ วิธีการใช้ และวิธีเลือกสีรองพื้น Chanel กันไปแล้ว หากใครสนใจก็สามารถไปทดลองได้ที่เคาน์เตอร์ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ chanel.com