ท๊อป จิรายุส - บีม วลัญช์รัตน์ เปิดใจเส้นทางรัก 8 ปี เผยเคล็ดลับรักษาความสัมพันธ์ถึงขั้นจองเวลาทำ Workshop ความรัก พร้อมเล่ามุมเปราะบางของซีอีโอ Bitkub ที่ต้องเป็นที่พึ่งของทุกคน จนเกิดความเหงาในแบบที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจ รายการ WandOland เปิดมุมลึกซึ้งที่หลายคนไม่เคยเห็นของ ท๊อป จิรายุส ซีอีโอ Bitkub เมื่อเจ้าตัวยอมรับเบื้องหลังความสำเร็จคือความเหงาในแบบของผู้นำที่ต้องเป็นที่พึ่งให้คนรอบตัวแต่ในวันที่เหนื่อยกลับไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ขณะที่ บีม วลัญช์รัตน์ เปิดใจถึงช่วงเวลาที่เคยทุ่มเทซัพพอร์ตคนรักจนเกือบหลงลืมความฝันของตัวเอง ก่อนทั้งคู่จะค่อย ๆ เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์ จนถึงขั้น Workshop ให้เติบโตไปพร้อมกัน สู่รัก 8 ปีที่ยังเลือกกันในทุกวัน บีม : เจอกันครั้งแรกในงานที่เขาไปพูดค่ะ อยู่แถวที่โรงแรมเอราวัณ ซึ่งบีมก็สนใจพวกเรื่องลงทุนคริปโต ตอนนั้นมันใหม่มาก แล้วเราชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็เลยไปฟัง แล้วก็เจอเขา ท๊อป : ตอนผมเปิด Bitkub ใหม่ ๆ เลยครับ บีม : เพิ่งเปิด เหมือนตอนนั้นยังไม่ได้แนะนำตัวเลยว่าเป็น Founder Bitkub เป็นมา 7-8 ปีที่แล้ว ตอนที่บีมเห็น เขาพูดเก่ง แล้วก็ดูเป็นคนเก่ง แต่ตอนนั้นบีมอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษค่ะ เขาแนะนำตัวว่าจบจากที่นี่ ๆ เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปต่อคิวและถามคำถาม แต่บอกเขาว่าไม่ได้ถามเรื่อง Bitcoin เพราะอยากรู้เรื่องการเรียนต่อ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งจบปริญญาตรี ท๊อป : แล้วผมพูดมาหลายเวทีมากครับ ทุกคนถามแต่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูด ผมพูดตั้ง 2-3 ชั่วโมง เรื่อง Blockchain มีคนนี้คนเดียวที่ถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แล้วเขาซุ่มอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พอทุกคนถามหมดอยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแล้วถามเรื่องการเรียนต่อ ผมจำได้แม่นเลยมีคนเดียว ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับที่เราพูดเลย ตอนแรกที่เจอก็ดูก็น่ารักดีครับ แล้วสิ่งที่เขาพูดคืออยากจะเรียนต่อ เรามีไฟล์นี้อยู่ ผมตั้งใจทำ Personal statement มากตอนที่สมัครไปเรียนที่ Oxford มันต้องมี reference letter และ personal statement ซึ่งผมยังเก็บไฟล์นั้นไว้เลย แล้วคิดว่าเราจบมานานแล้ว ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เดี๋ยวส่งให้เขาดีกว่า เพราะสูตรของผมคือจะส่งให้ทุกคนที่อยากจะเข้าเรียนต่อ เพื่อช่วยเขาเพราะเราไม่ได้ใช้อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นโมเมนต์แรกที่คิดคือมีไฟล์นั้นอยู่ก็เลยอยากจะส่งให้เขาเป็นตัวอย่าง บีม : แต่ว่าของบีม โมเมนต์แรกคือกลัวค่ะ เพราะตอนที่เข้าไปคุยกับเขาคือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าอยากได้เคล็ดลับว่าไปยังไง แต่สิ่งที่เขาถามกลับมาอันแรกเลยคือเขาหน้านิ่งมาก แล้วตอนที่เขาถามกลับมาว่าเกรดเท่าไหร่ แล้วหน้าไม่มีอารมณ์เลย ก็คิดว่าหรือเราไม่ควรถาม ตอนนั้นบีมไม่อยากคุยแล้ว ไม่อยากบอกว่าเราเป็นใคร คือขาแข็ง แต่ถอยไม่ได้แล้วค่ะ ท๊อป : เราก็ถามว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ใช่ไหม คุณก็ต้องมีเกรดที่ดี คุณต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง บีม : สุดท้ายเราก็ถอยค่ะ เดี๋ยวลองถามเคล็ดลับจากรุ่นพี่คนอื่นดีกว่า ท๊อป : ตอนนั้นขอ Contact ไว้แล้วครับ มีก่อนที่เขาจะถอย ขอเพื่อที่จะส่ง Personal statement ให้ ที่มากกว่านั้นคือ มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียนด้วยกันที่ Oxford เขาจบเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผมไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คิดว่าเราไม่ค่อยรู้ระบบไทย คนที่น่าจะแนะนำได้ดีกว่าจริง ๆ อาจจะเป็นเด็กไทยด้วยกันก็เลยนัดสร้างกลุ่มให้ Connection ให้ แต่บีมหายไปเลย ไม่ตอบ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอุตส่าห์นัดให้แล้วเดี๋ยวเราจะเสียหน้า เพราะบีมก็อยู่ในกลุ่มแต่เขาไม่ตอบ เราก็เลยต้องตามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหายไปเลย ก็เลยได้มีการติดต่อไปหลังจากนั้นครับ บีม : ตอนที่ผ่านไปสักพักแล้วเขาหา Contact แล้วเขาก็ติดต่อมาค่ะ ประมาณเป็นเดือน จากที่เราถามรู้สึกว่าคนนี้นิสัยดีมาก เหมือนเขายังจำได้และยังติดต่อเชื่อมต่อกลุ่มให้ค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็กลัว ๆ นิดหนึ่ง ก็เลยไม่ได้ตอบไปสักพัก แต่พอเห็นแล้วว่าเขาตั้งกลุ่มก็เข้าไปตอบค่ะ แล้วเขาก็เหมือนมีติดตามเรื่องเรื่อย ๆ ประมาณนั้น เราก็รู้สึกว่าเขาดูเป็นคนดี ท๊อป : โมเมนต์แรกสำหรับผมที่เข้ากันคือ พาเขามาดูออฟฟิศ ตอนนั้น Bitkub ออฟฟิศเล็กมากครับ เป็นตอนเพิ่งเริ่มเปิดบริษัทใหม่ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปทานข้าวกัน หลังจากดูออฟฟิศเสร็จก็ไปทานข้าวกันต่อครับ นั่นเป็นโมเมนต์ที่ได้คุยกันจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นแบบ Face to Face จริง ๆ แล้วพอคุยกันบางทีเคมีมันบอกไม่ได้ผ่านตัวหนังสือ แต่พอได้คุยกันจริง ๆ แล้วมันรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ ก็คือโมเมนต์ที่ได้เจอกัน face to face จริง ๆ ได้นั่งทานข้าวกันจริง ๆ ท๊อป : โมเมนต์ที่ประทับใจครั้งแรกคือ ชอบทานส้มตำปลาร้าทั้งคู่ และต้องใส่พริกเยอะ ๆ มาก ต่างคนต่างดูไม่เหมือนคนที่ชอบกินเผ็ดครับ บีม : ตอนแรกบีมก็ไม่คิดว่าจากภูมิหลังที่เขาอยู่เมืองนอกมานานจะชอบกินส้มตำปลาร้าเหมือนกัน ซึ่งอันนี้เราก็ชอบกิน และตอนแข่งกินเผ็ดบีมชนะด้วยค่ะ ท๊อป : เขาเป็นคนที่เสียสละ เพราะเขาเป็นกองหลังใช่ไหมครับ พอผมตั้งเป้าหมายอะไร เขาก็ต้องสละสิ่งที่เคยเป็นตัวตนเขามาก่อนเพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับเรา ยกตัวอย่างเรื่องการกิน เราไม่กินแป้ง ไม่กินน้ำตาล ไม่กินส้มตำปลาร้า ไม่กินเผ็ด ความผูกพันครั้งแรกที่เราชอบกันคือเพราะชอบพริกเหมือนกัน แต่พอผ่านมาระยะเวลา 7-8 ปีให้หลัง ทั้งสองคนไม่กินพริกเยอะขนาดนั้นแล้ว และไม่ได้กินส้มตำปลาร้าขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังอยู่กันได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโมเมนต์ที่ชอบกันครั้งแรก ต่างคนต่างเติบโตขึ้นทั้งคู่เพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้ครับ พอเราตั้งเป้าหมาย เขาก็เป็นคนที่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างของเขาทั้งหมด ทุกวันนี้เขายังไม่ได้ไปเรียนต่อเลยนะครับ เจอกันครั้งแรกเขาตั้งใจจะไปเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนซัพพอร์ตเราแทน เป้าหมายชีวิตเขาคืออยากไปเรียนต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่ได้ไปเรียนเลยครับ บีม : ยังอยากไปเรียนต่ออยู่ ก็คิดว่าถ้าตอนนี้เห็นว่าข้างหน้าเขาเริ่มมั่นคงระดับนี้แล้ว และข้างหลังเราก็เริ่มมีทีม มีการสร้างทีม มีเลขาฯ 10 คนแล้ว ระบบเริ่มมั่นคงขึ้น ก็เดี๋ยวลองหาช่องทางค่ะ เพราะสำหรับบีมอยากที่จะเติบโตขึ้นตลอดในทุกด้านค่ะ บีม : จริง ๆ ก็เยอะเลยค่ะ บีมพยายามจะสะท้อนความคิดของตัวเองและคุยกับเขาตลอด ถ้าโมเมนต์นี้เรายังต้องช่วยซัพพอร์ตเราก็จะทำให้เต็มที่ แต่เราก็คุยกับเขาเหมือนกันว่าบีมรู้สึกว่าต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเอง และบีมกับพี่ท๊อปให้ดีขึ้น เพราะมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเปรียบเป็นวงกลม วงกลมของพี่ท๊อปกับวงกลมของบีม แล้วเราคอยซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ จนมีระยะหนึ่งที่รู้สึกว่าพอมันมากเกินไป วงกลมมันทับกันสนิท มันทำให้บางทีความสัมพันธ์กับตัวเราเองหรือเป้าหมายของเราหายไปในบางช่วงเวลา เราก็เลยบอกเขาว่าเราอยากทำสิ่งนี้ 1 2 3 4 นะ เพื่อให้สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเองดีที่สุด และบีมก็เชื่อว่าในความสัมพันธ์ของทุกคน ถ้าความสัมพันธ์กับตัวเองดีและสุขภาพจิตดีที่สุด ความสัมพันธ์กับคนอื่นมันจะยิ่งดีและยิ่งส่งเสริมกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่บาลานซ์ มันอาจจะทำให้เราซัพพอร์ตเขาได้ไม่เต็มที่แล้วก็ได้ค่ะ ก็เคยมีช่วงเวลานั้นเหมือนกัน ท๊อป : เรามี session แบบนี้เลยนะครับ มีการจองตารางเวลาของผมไว้เลยว่าเขียนว่า Workshop เป็นระหว่างผมกับเขา ทั้ง ๆ ที่การอยู่ด้วยกันมันอาจจะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แต่เราต้องการช่วงเวลาที่เรามีสติรู้ตัวเพื่อมาออกแบบ มาล็อกเวลาช่วงหนึ่งเลย แล้วมาคุยกันในทุก ๆ เรื่อง มาเปิดใจ มาแชร์เป้าหมายของชีวิตกัน ท๊อป : เราเองเป็นคนที่นิ่งมาก เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงหน้า default หน้าก็คือเป็นคนนิ่ง นิ่งอยู่แล้ว ที่บอกว่า Love language นี่เขาไม่เห็นสักอัน เป็นคนที่ไม่ Express สักอย่างนะครับ ไม่ Express ผมว่าสิ่งที่ไม่เก่งพอคือผมว่าทั้งหมดเลย ผมยังงงอยู่เลยว่าถ้าไม่ได้เจอเขาที่รับเราได้ ผมว่าคนอื่นน่าจะเข้ากับเรายากมาก เพราะว่าตอนที่ยุ่งมาก 5-6 ปีแรกไม่มี Valentine Dinner, Christmas Dinner, Birthday Dinner ไม่มีพาไปเที่ยวไหน ทำแต่งานอย่างเดียว ไม่เคยซื้อของให้ จนกระทั่งของชิ้นแรกที่ซื้อให้คือนาฬิกา Apple Watch ที่เกี่ยวกับ Productivity ทุกอย่างมันเป็น KPI ครับ มันไม่มี non-KPI time มันมีแต่ KPI พอยึด KPI ได้ มันก็จะกลายเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็หาเพดานอันใหม่ มันไม่เคยพอเลยครับ เปลี่ยนเป็นความลื่นไหลต่อเนื่อง แล้วก็เพดานใหม่ โดยที่เราไม่เคยมองระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดาน เราสนุกกับเส้นทางระหว่างทางหรือเปล่า สิ่งที่อยากจะบอกตัวเองคือ เราต้องยอมรับความเจ็บปวด เราลืมสิ่งนั้นระหว่างความลื่นไหลต่อเนื่องกับเพดานใหม่ เป็นการใช้ชีวิตอยู่กับกระบวนการ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายอย่างเดียวครับ ไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่มอง แต่เราควรจะมีความสุขกับกระบวนการ อย่างการออกกำลังกายก็โอเค ทุกคนอยากจะมีร่างกายที่ดูดี โชว์ร่างกายอะไรได้ มีกล้ามท้องหกส่วน แต่มันต้องมีความสุขกับกระบวนการว่ามันคือความเป็นฉันจริง ๆ คือฉันต้องเป็นคนรักสุขภาพคือต้องออกกำลังกายอยู่แล้วเป็นปกติ มันไม่ใช่เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายที่เราอยากจะได้คืออะไร พยายามจะเปลี่ยนตรงนี้มากขึ้น พอมาในเรื่องของความสัมพันธ์ เราก็จะมองเป้าหมายของเราเมื่อก่อนว่าต้องชนเป้าหมายให้ได้ กลายเป็น KPI ทั้งหมด แต่ชีวิตมันควรที่จะมีเวลานอกเหนือจาก KPI ที่ใช้เวลาโดยที่ฉันอยากจะมีความสุขกับช่วงเวลาตรงนั้น ปล่อยให้เสียเปล่าได้ ไม่ต้องหวังอะไรเป็นการตอบแทน มีความสุขกับกระบวนการของมันของชีวิต เพราะนี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยน ไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์นะครับ ทุกเรื่องในชีวิตว่าจริง ๆ ก็ดีที่จะชนเป้าหมาย แต่เดี๋ยวพอเราชนเป้าหมาย มันก็ต้องมีเป้าหมายใหม่อีกแล้ว ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขไปกับการเดินทางด้วยของทุกเรื่องที่ทำ บีม : ขอเสริมนิดหนึ่ง ของบีมก็เป็นเหมือนที่บีมเคยสังเกตพี่ท๊อปด้วย เพราะว่าบีมเคยเตือนพี่ท๊อปว่าบีมรู้สึกว่า 7 ปีก่อน คุณมีความสุขง่ายกว่านี้เยอะเลยนะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเขาจะยังมีความสุขกับอะไรเล็ก ๆ แต่เหมือนตอนนี้อันนี้ก็ไม่ได้ก็ต้องเป๊ะ แล้วก็ไปเรื่อย ๆ แล้วพอยิ่งมาสนใจเรื่องสุขภาพ ยิ่งรอบตัวต้องไปอีก บีมก็เลยบอกเขาว่าโอเค ตั้งเป้าหมายให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมมีความสุขกับมันด้วย เพราะว่าสุขภาพจิตมาคู่กับร่างกาย สุขภาพจิตสำคัญกว่าร่างกาย เราก็จะบอกว่าเหมือนถ้าสุขภาพจิตเราดี หรือว่าเราไม่ได้เครียด เราไม่ได้ตึงมากเกินไป เราก็จะมีแรงในการที่ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น มันก็ออกมาเองในร่างกาย บีม : อาจจะกลัวเราเป็นอะไร เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่กังวลมาก คือเป็นห่วงมาก ไม่ค่อยให้ทำอะไรเท่าไหร่ กลับดึก อยู่ไหน คือปกติเขาก็ไม่ได้ค่อยได้คุยกันหรือไม่ได้ตาม แต่ถ้ามันรู้สึกว่าดึกแล้ว มันไปที่ที่อันตรายหรือเปล่า อย่าไปนะ อย่านั่งรถจักรยานยนต์ คือเขาจะห่วงความปลอดภัยมาก ๆ เป็นพิเศษค่ะ บีมว่าเขาอาจจะกลัวเราเป็นอะไร ท๊อป : คำถามนี้มันสะท้อนถึงความใส่ใจและความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์ของกันและกัน ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้เลย บีม : งั้นขออีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นตัวเขาเอง บีมมองว่าเขากลัวจัดการไม่ได้ เขากลัวเขาไม่เก่ง เพราะว่าหัวของเขาคือต้องแก้ปัญหาให้กับทุกคน เขารู้สึกว่าต้องเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนรอบตัวให้ได้ ในความแข็งแกร่งจริง ๆ ข้างในเขา บีมว่าเขาก็คงเหนื่อย แต่การแสดงออกมาเขาต้องทำให้ได้ ต้องนำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของในที่ทำงานเอง ฝั่งของครอบครัว หรือฝั่งของเราเองก็ตาม จริง ๆ คือรู้สึกว่าข้างในเขาก็น่าจะแบกเยอะ แต่อยากแสดงออกมาว่าต้องทำให้ได้ ท๊อป : ใช่ครับ ผมว่ามันเป็นความเหงาอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เหงาเพราะไม่ได้เจอคน มันเป็นความเหงาที่ผมว่ายังไม่มีใครแชร์ มันคือ the same level of psychological wound เหมือนกับเราที่เราเป็นช้างเท้าหน้าของทุกเรื่อง ทุกคนรอบตัวเราพึ่งเราหมดเลยนะครับ บริษัท 1,000 คน ครอบครัว ครอบครัวเราที่เป็นครอบครัวเราจริง ๆ เราก็เป็นช้างเท้าหน้าของความสัมพันธ์ ฝั่งครอบครัวเขา ฝั่งเขาเราก็เป็นอะไรไม่ได้ คือทุกคนพึ่งเรา มันก็จะเป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วใจเราล่ะ แล้วใครมาเป็นที่พึ่งของเรา และพอมีปัญหาหนัก ๆ ผ่านมาเรื่อย ๆ ผมว่ามันไม่มีใครเข้าใจ psychological wound ที่มันสะสม as a leader นะ มันก็เป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วเขาก็พูดถูกตรงที่ว่าก็เป็นห่วงเยอะมากเกินไปนะครับ ห้ามนู่นห้ามนี่ เดี๋ยวอันตราย เราอาจจะเว่อร์ด้วยครับ แต่เหมือนเขาทำตัวเป็นเหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือครับ แล้วบีมเขาเป็นคนที่พูดออกมาครับ เขากลัวมากเลยนะ คือกลัวผมไม่รักเขา กลัวไม่ให้เวลาเขา ไม่สนใจเขา พูดตลอด รักเขาไหม บีม : ไม่ใช่ เพราะเขาไม่พูดไงคะ เขาไม่เคยบอกเลย เราก็เลยต้องถาม บีม : บีมก็จะบอกเขาว่า ทะเลาะกันมันเห็นต่างกันได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วอยากจะทำให้ดีขึ้นทั้งคู่ และการทะเลาะกันมันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้นแล้วมันพร้อมปรับกันทั้งคู่ ยังไงมันก็จะอยู่กันไปได้ยาว ๆ ก็จะพยายามเหมือนบอกเขาว่าไม่ใช่ว่าเราไม่ดีนะ แต่แค่ค่อย ๆ คุยกัน เพื่อให้เรายังเหมือนเข้าใจกันมากขึ้น พอเราเข้าใจกันมากขึ้น เราก็จะทำเหมือนทำให้การปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น พอปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะคอยบอกเขา reach out ไป บางทีก็อยากจะให้อารมณ์เขานิ่งก่อน เพราะเราก็รู้ว่าถ้าต่างคนต่างเอาอารมณ์มาคุยกันยังไงไม่เห็นผลอยู่แล้ว ก็มีบ้างที่หายกันไปทำให้แต่ละคนเย็นก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน แต่ว่าสุดท้ายแล้วจริง ๆ บีมพยายามจะปรับจูนกันให้เร็วที่สุดจะดีที่สุดไม่งั้นเดี๋ยวมันจะค้างไปหลายวัน ท๊อป : น้อยมากครับที่ค้าง แล้วส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนมาง้อ เร็วมาก แป๊บเดียว ทีมเดียวกันแน่นอน แป๊บเดียวมาแล้ว เป็นฝ่ายง้อตลอด พอเขามาง้อ มาอะไรอารมณ์เย็นลง ก็คุยกัน ก็คือชัดเจน