ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
เข้าวงการมากี่ปีแล้ว ?
วิกกี้ : ถ้าย้อนไปก็ตั้งแต่อายุ 16 น่าจะ 30 กว่าปี ที่เข้าได้จริง ๆ ก็คือ เขาหาคนพูดภาษาอังกฤษได้ หาคนหน้าตาลูกครึ่ง เมื่อก่อนจะมีโมเดลลิ่งมาตามโรงเรียนนานาชาติ เริ่มต้นประมาณนั้นเลย เพราะเราได้ภาษา แล้วละครเรื่องแรกเขาต้องการนางเอกไปอังกฤษด่วนภายใน 2 อาทิตย์
หนุ่ม ๆ เข้ามาจีบเยอะไหม ?
วิกกี้ : เราไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปไหน
ไม่พูดถึงคุณสามีนะ สมัยก่อนเขาจีบแบบไหนประทับใจที่สุด ?
วิกกี้ : ถ้าสมัยเด็กก็จะมีข้อความฝากเอาไว้ สมัยโน้นไม่ใช่โซเชียลเหมือนสมัยนี้ ก็จะเป็นจดหมายที่ซองก็จะฉีดน้ำหอม ตุ๊กตา ลายดอกไม้ น่ารัก ๆ
พอเข้าวงการก็ต้องมีอีกแน่ ๆ ?
วิกกี้ : มันก็มีบ้าง
เข้าวงการนานไหมถึงเจอคุณสามี ?
วิกกี้ : หลายปีอยู่ค่ะ ประมาณ 7-8 ปี คือเหมือนออกงานแล้วกลุ่มเพื่อนที่เราออกงานกับกลุ่มเพื่อนทางคุณสามีเขาเจอกัน เมื่อก่อนเขาเป็นเจ้าของเธค ผับ แล้วเราไปโชว์ตัว ก็เจอกัน ออกงานบ่อย ๆ
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
เจอกันแล้วปิ๊งเลยไหม ?
วิกกี้ : ก็ไม่ขนาดนั้น ด้วยความที่งานเราเยอะ ต้องบอกว่าเมื่อก่อนนักแสดงไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นงานละครเราทุกวัน 7 วัน เราถ่ายละคร 3-4 เรื่อง ทั้งคิวกลางวัน กลางคืน มันไม่มีเวลาจริง ๆ โอกาสที่จะมาเจอคนข้างนอกค่อนข้างยาก นอกจากไปงาน
สมัยก่อนโซเชียลยังไม่แรง เวลามีแฟนหรือทำอะไรก็ต้องเก็บเงียบ ๆ แต่พี่เปิดตัวแฟนเลย รวมถึงท้องก็ประกาศด้วย ?
วิกกี้ : ใช่ค่ะ ด้วยความที่นิสัยเราจะฝรั่ง ๆ เป็นคนตรง ๆ ไม่ต้องรอให้มาแอบว่าทำไมช่วงนี้ดูอวบขึ้น เอ๊ะ ท้องหรือเปล่า แล้วก็มีข่าว ก็บอกว่ามีแฟนแล้วนะเป็นคนนี้ พอท้องก็ท้องแล้วนะ คือประกาศเลย ยังไม่ทันได้มีใครมาตื่นเต้นแอบสืบข่าวของเรา
ไม่กลัวดราม่าพวกแฟนคลับของเรา พอเรามีเจ้าของแล้วความรู้สึกจะเปลี่ยน ?
วิกกี้ : คือสมัยก่อนเข้าวงการตั้งแต่อายุ 16 ทำงานทุกวัน ทุกวันจริง ๆ กลางวัน กลางคืน ทุกวัน ไม่เคยได้พัก มันรู้สึกเหนื่อย พอเรามีตรงนี้เรารู้สึกว่าพร้อมแล้ว อาจจะเป็นผู้ใหญ่เกินตัวด้วย
ตอนที่ตั้งท้องอายุเท่าไหร่ ?
วิกกี้ : อายุ 21 ตอนมีลูกแล้วก็ 22
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
ตอนนั้นเป็นนางเอกชื่อเสียงกำลังมาไม่ได้แคร์เรื่องของดราม่าหรือว่างานจะหด ?
วิกกี้ : ไม่ค่ะ เพราะอย่างที่กล่าวไว้ว่านักแสดงน้อย งานเยอะมาก คือตอนนั้นความคิดของเราคืองานมันเยอะมาก ๆ จริง ๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีเอฟเฟกต์อะไรมากระทบ
ตอนนั้นเรียกว่าท้องก่อนแต่งได้ไหม ?
วิกกี้ : ไม่ค่ะ เพราะว่าแต่งก่อนท้อง
พอท้องแล้วคลอดก็หายจากวงการเลย ?
วิกกี้ : ตอนนั้นยังถ่ายละครอยู่ ท้อง 2 คน ปี 2536 กับ 2537 พอเราเป็นคุณแม่ใหม่ ๆ จะเซนซิทีฟมาก เจอเรื่องราวของลูกคนอื่นรับไม่ได้ ร้องไห้เหมือนจะซึมเศร้า มันจะเป็นภาวะของคนมีลูกใหม่ ๆ แล้วสมัยก่อนข่าวเยอะมาก พยาบาลดูแลลูก ทิ้งลูก มัดลูก ทำลูกตก มีข่าวให้เราเห็น คือทำใจไม่ได้ ปรึกษากับสามีว่าขอเฟดตัวเองอยากมาทำหน้าที่ตรงนี้ให้เต็มที่ เราก็ไม่ไว้ใจ
ไม่เสียดายงานในวงการเหรอตอนนั้นกำลังรุ่งเลย ?
วิกกี้ : อาจจะเป็นเพราะเรารู้สึกว่าอายุค่อนข้างน้อยแล้วงานมันเยอะ แล้วอีกอย่างคือคุณสามีเลี้ยงเราได้
อยู่บ้านเลี้ยงลูกเครียดไหม ?
วิกกี้ : มีความสุข ไม่ค่อยเครียด สิ่งที่ชอบมากที่ตัดสินใจถูก พัฒนาการของเขาครั้งแรกเราได้เห็น เราได้เจอ ก้าวแรก มองแรก คว่ำแรก หงายแรก การเปลี่ยนแปลงของเขาครั้งแรกเราได้สัมผัสประสบการณ์ที่ถ้าเราฝากคนอื่นเลี้ยงเราจะไม่ได้ พอมันผ่านตรงนั้นมันเรียกกลับมาไม่ได้
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
พอเลี้ยงลูกได้พักหนึ่งไม่กลับมาทำงานในวงการบันเทิง ไปทำงานออฟฟิศเพราะอะไร ?
วิกกี้ : ที่ยังไม่กลับมาเพราะตอนแรกกะเลี้ยงลูกแป๊บเดียว พอลูกเข้าโรงเรียนเดี๋ยวกลับมา แป๊บหนึ่งก็ประมาณ ม.2-3 ตอนแรกนึกว่าลูกติดเรา เปล่าหรอกเราติดลูก มีช่วงหนึ่งมีผู้ใหญ่ที่สนิทกับสามีเขารู้สึกว่าลูกโตแล้ว แล้วเขาก็ทราบว่าเมื่อก่อนเราทำงานอะไร ไม่ควรอยู่เฉย ๆ ต้องทำงาน เขาก็เป็นจุดเปลี่ยน เขาก็แนะนำติดต่อประสานทุกอย่างว่าจะต้องมาทำงานที่นี่
เป็นงานอะไร ?
วิกกี้ : เป็นงานบริการ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดูแลแผนกต้อนรับเรื่องการบริการ
เห็นว่าทำงานแรก ๆ เครียด ร้องไห้เลย ?
วิกกี้ : คือไม่เกี่ยวกับองค์กรนะ อาจจะเป็นเพราะว่าเราอยู่วงการบันเทิงมา วงการบันเทิงสอนให้เรามีวินัย ตรงต่อเวลา ซึ่งเราซึมซับตรงนั้นมา แต่การที่เราจะต้องอยู่ในกรอบ วิ่งไปตอกบัตรที่ทำงาน มันเป็นอะไรที่เครียด คือมันไม่ชิน เพราะทั้งชีวิตไม่เคยเจออะไรแบบนั้น แล้วเราต้องมาอยู่ในกรอบกฎกติกาของเขา ซึ่งการปรับตัวก็ต้องเอาชนะมันให้ได้ แต่ว่าค่อนข้างกดดัน มันไม่ใช่กดดันเพราะว่าแค่เหตุผลนี้ มันกดดันเพราะว่าคนด้วย
ได้ข่าวว่าพอทำงานที่นี่ใหม่ ๆ โดนดราม่าเลย ?
วิกกี้ : เท่าที่คนอื่นเล่าให้เราฟัง ด้วยความที่เราเป็นนักแสดงเข้ามาเหมือนเขาต่อต้านก่อนเลย เรามาจะต้องเรื่องเยอะ เป็นดารามาต้องเรื่องมาก ที่สำคัญเรามาในฐานะหัวหน้า มันอาจจะกระทบหลาย ๆ ฝ่ายที่เขาอาจจะมีความก้าวหน้าของเขา ก็เลยโดนกลั่นแกล้งค่อนข้างเยอะอยู่
ขนาดไหน ไม่ให้ไปกินข้าวด้วย ?
วิกกี้ : เคยมีคำสั่ง เคยชวนน้อง ๆ ไปกินข้าว น้องเขาก็บอกว่าขอบอกตรง ๆ พวกหนูถูกสั่งว่าใครไปกินข้าวกับพี่วิกกี้จะถูกหมายเตือน พี่เลยรู้ว่าเล่นกันขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็ไม่เป็นไร ต้องอยู่ให้ได้ เขาไม่อยากให้เราอยู่ใช่ไหม เราก็ต้องอยู่
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
กินคนเดียวกี่เดือน ?
วิกกี้ : หลายเดือนอยู่ 4-5 เดือน
เกิดอะไรขึ้นถึงมีคนมากินข้าวด้วย ?
วิกกี้ : ก็เจอคนที่แกร่งไง แบบฉันไม่แคร์ ก็มากินข้าวด้วย คนที่สั่งเขาโดนออกไปก่อน
ตอนนั้นคุณลูก คุณสามีให้กำลังใจยังไง ?
วิกกี้ : ให้กำลังใจมากค่ะ คือชีวิตเราจะอยู่ตรงไหนต้องทำความเคยชิน เหมือนเราอยู่ในโซนของเรา ต้องเปลี่ยนชีวิตตามสถานการณ์ไป เราเคยอยู่วงการบันเทิง อยู่ดี ๆ ก็ไปเป็นมนุษย์เงินเดือน เราก็ต้องเข้าใจเขา ซึ่งบางทีเราก็ต้องปรับตัว ที่บ้านก็จะเป็นคนให้กำลังใจ ไม่งั้นคงไม่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้
นอกจากเรื่องไม่ให้กินข้าวด้วย โทรศัพท์ก็ไม่ให้พกมา เขาห้ามใช้มือถือยังไง ?
วิกกี้ : สมมุติคุณเป็นหัวหน้างานยิ่งกว่า Supervisor อีก Supervisor ก็ต้องมีการประสานกันทางโทรศัพท์ แต่คุณเป็นหัวหน้าที่พกมือถือไม่ได้ แต่ลูกน้องพกได้ คุณรู้สึกยังไง เสียหน้าด้วย แต่ก็ไม่ถึงเดือน จริง ๆ สถานการณ์มันไม่ใช่ แต่เหมือนคำพูดเขาอะ เราเป็นคนใหม่เข้าไปต้องปรับสภาพ ไม่รู้ว่าแบบนี้อยู่ยังไง แต่บางทีคำพูดของเขามันกดดันในความคิดเรา
ก่อนเขาออกเขาได้บอกไหมว่ามันอะไรนักหนาที่ทำให้เขาต้องทำกับเราขนาดนี้ ?
วิกกี้ : ไม่ได้คุยกับเขาโดยตรง เท่าที่ทราบจากมือซ้าย มือขวา เขาก็มีเป้าหมายที่จะปั้นใครขึ้นมา ก็คือเราเป็นตัวน่าหมั่นไส้อะ อยู่ดี ๆ ก็เดินเข้ามาทำไม
ภาพจาก Instagram vicky_kantadanao
ตอนนี้ยังทำอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ?
วิกกี้ : อยู่ค่ะ 14 ปีแล้ว
ลูกชายหล่อมาก หวงลูกไหม ?
วิกกี้ : ยอมรับว่าทั้งห่วงและหวง
ตอนนี้ลูกทำอะไรอยู่ ?
วิกกี้ : คนโตเป็นตำรวจ ชื่อเล่นนิกกี้ อายุ 26 อยู่นครราชสีมา คนเล็กน้องไมค์ ทั้งคู่เป็นตำรวจชั้นประทวน อยู่จังหวัดนครราชสีมาทั้งคู่เลย
ทำไมถึงไปอยู่ต่างจังหวัด ?
วิกกี้ : เพราะตอนที่เขาเรียนเขาสอบได้โรงเรียนสาม ก็คือจังหวัดนครราชสีมา พอทำงานก็ต้องเป็น สภ. ในเมืองเขา
มีลูกสนิทกันขนาดไหน ?
วิกกี้ : ก็คุยกันได้
จริงหรือเปล่าที่ห้ามลูกชายมีแฟน ?
วิกกี้ : คือเราก็ไม่ได้ห้ามตรง ๆ แต่อยากให้ดูดี ๆ สเปกลูกสะใภ้เขาต้องให้เกียรติลูกเรา ไม่สนใจว่าคุณจะทำอาชีพอะไร จะมาจากไหน แต่สำคัญเลยคือคุณต้องให้เกียรติกัน ถ้าคุณจะหึงหวงแล้วไปโพสต์ตามโซเชียลไม่ให้เกียรติกัน เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ การที่คุณไม่ให้เกียรติเขาก็เท่ากับไม่ให้เกียรติพ่อแม่เขาด้วย อนาคตคนจะมองคุณยังไงถ้าไม่ให้เกียรติกัน แล้วก็กลัวว่าเขาจะไม่มีความสุขด้วย จะเน้นตรงนี้มากกว่า
ปัจจุบันนี้การดูแลของคุณสามีเป็นยังไงบ้าง ?
วิกกี้ : ดีเหมือนเดิมทุกอย่าง เราคุยกันเยอะมาก อยู่ด้วยกันตลอด ถือพี่เขาอายุห่างจากเรา 8 ปี เป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะฉะนั้นประสบการณ์ชีวิตเขาเยอะกว่า มุมมองของเขา ประสบการณ์ของเขาจะสอนเราเยอะ ก็จะไว้ใจปรึกษาแค่พี่เขาคนเดียว
แม่หวงลูกแล้วพ่อหวงลูกบ้างไหม ?
วิกกี้ : เขาจะสอนเราว่าอย่าทำแบบในละครนะ แม่สามีกับลูกสะใภ้ อย่าเด็ดขาด
อยากรู้เทคนิคทำยังไงให้สามีรักเรานานขนาดนี้ ?
วิกกี้ : หลัก ๆ คือความไว้วางใจ ไม่เคยไประหวาดระแวง ไปค้นหา จะไปไหนไป อยู่กันมาเกือบ 30 ปีแล้ว เขาบอกจะไปไหนไว้ใจเขา อย่าระหวาดระแวง อย่าไปขุดคุ้ย อย่าไปยุ่งกับโทรศัพท์ อย่าไปทำอะไรแบบนั้น สิ่งที่สำคัญเลยเขากลับบ้านเขารับผิดชอบครอบครัว เขาดูแลดีพอแล้ว นอกจากนั้นเขาก็จะทำของเขาเอง
ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.30-14.30 น. ทางช่อง One31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ YouTube Channel : Orange Mama





