x close

รักษาสิว กับ 20 เรื่องน่ารู้ฉบับคุณหมอแนะนำ อยากหน้าใส ไร้สิว ห้ามพลาด !

          รักษาสิว ทำอย่างไรดี ตามมาดูเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิธีรักษาสิวให้หายขาดแบบฉบับคุณหมอแนะนำ งานนี้มีเคล็ดลับแน่น ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน สาวคนไหนอยากมีผิวสวย หน้าใส ไร้สิว ห้ามพลาด

รักษาสิว

          เชื่อเลยว่าเกือบทุกคนคงต้องเคยเผชิญกับปัญหา "สิว" กันมาบ้าง บางคนดูแลตัวเองสุดฤทธิ์ เจ้าสิวตัวป่วนก็ยังผุดขึ้นมาให้ช้ำใจ ขณะที่บางคนก็รักษาสิวมาแล้วสารพัดวิธี ทั้งพึ่งยาทา ยากิน รวมถึงเข้าคลินิกเสริมความงาม สิวหายให้ดีใจแป๊บเดียว ก็กลับมาขึ้นใหม่อีกแล้ว

          วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิธีรักษาสิวให้หายขาดจากเพจ Dr. Yui คุยทุกเรื่องผิว มาฝากกัน รับรองเลยว่าเมื่อรู้เคล็ดลับเหล่านี้แล้ว สาว ๆ จะสามารถจัดการกับเรื่องสิว ๆ ได้อยู่หมัดแน่นอน

วิธีรักษาสิวให้หายขาด เรื่องที่สาว ๆ ต้องรู้

1. อย่าทายาปฏิชีวนะแค่อย่างเดียว

          การแต้มแต่ยาปฏิชีวนะ เช่น Clindamycin หรือ Erythromycin เพียงอย่างเดียว ไม่ได้รักษาจากต้นเหตุ แม้จะมีฤทธิ์ให้สิวอุดตันนิ่มลงและหลุดออกจากผิวได้ แต่ถ้าใช้นาน ๆ เข้าเชื้อสิวก็จะดื้อยา ทำให้สิวไม่หาย

2. อย่าทายาไม่ตรงกับชนิดของสิว

          สิวมีหลายประเภท ลักษณะแตกต่างกันไป การใช้ยาที่ไม่ตรงกับสิวชนิดนั้น ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์  เช่น สิวอุดตันอย่างเดียว ไม่มีอักเสบเลย แต่ทา Clindamycin อันนี้ไม่ช่วยให้สิวอุดตันดีขึ้น

3. หลักการทายาสิว

หลักการทายาสิวที่ถูกต้อง 2 ข้อ แบบเข้าใจและทำตามง่าย

          - ให้เริ่มจากเลือกใช้ยาความเข้มข้นน้อยก่อน ถ้าทนไหว ค่อยเพิ่มความเข้มข้น เช่น Benzac เริ่ม 2.5% ก่อน ค่อยขยับไปที่ 5%, Retin A เริ่ม 0.025% ก่อน ค่อยเพิ่มเป็น 0.05%

          - เริ่มจากการทาทิ้งไว้แล้วล้างออก คือ อย่าทาทิ้งไว้นาน ถ้าแสบหรือรู้สึกไม่โอเค ให้ล้างออกเลย เช่น เริ่มทา 5 นาที ล้างออก x 3 วัน ค่อยเพิ่มเป็น 10 นาที x 3 วัน แบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะทำให้ผิวทนยาสิวได้ ถ้าเริ่มทาครั้งแรก 15-30 นาทีเลย ผิวหน้ามักเกิดอาการแห้ง แดง แสบ ลอก ทำให้หลายคนเลิกทายาไป เพราะคิดว่าแพ้ยาสิว

รักษาสิว

4. ยากลุ่ม Retenoid เริ่มทาบาง ๆ เฉพาะจุดที่มีสิวก่อน

          แนะนำให้ใช้ปริมาณยาประมาณเมล็ดถั่วเขียว ช่วงแรกให้ทาคืนเว้นคืน สัก 2-4 สัปดาห์ ถ้าทนไหวค่อยทาทั่วหน้า แล้วเปลี่ยนมาทาทุกคืน ควรทาครีมบำรุงก่อนทายาด้วย เพื่อลดการระคายเคืองจากยา

          ทั้งนี้ ช่วง 2-4 สัปดาห์แรกจะมีสิวเห่อขึ้น หรือหน้าแดงลอก เรียกว่าเกิด Retinoid Dermatitis ซึ่งเป็นอาการปกติที่เจอหลังจากทายา วิธีการแก้ไข คือ ให้ทายาน้อย ๆ และทาครีมบำรุง จะช่วยให้ผ่านระยะนี้ไปได้ จากนั้นสิวและผิวหน้าจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมากผิดปกติ ให้พบหมอผิวหนังโดยทันที

5. วิธีทายาให้สิวหายและหน้าไม่พัง

          - ทาถูกเวลา ยากลุ่ม Retinoid ให้ทาก่อนปิดไฟนอน เพราะตัวยาเสื่อมได้ง่ายเมื่อโดนแสง (Photounstable) และอาจจะเกิดอาการผิวไวต่อแสง (Photosensitive)

          - ทาถูกวิธี เช่น ยากลุ่ม BP (Benzoyl Peroxide) ให้ทาแล้วล้างออก ไม่ควรทาทิ้งไว้ และไม่ควรทา BP คู่กับ Retinoid เพราะหักล้างฤทธิ์กัน ทำให้ไม่ได้ผล (ยกเว้น Epiduo เพราะเป็นยารักษาชนิดผสมกัน) ซึ่งจริง ๆ ตามวิธีการ หมอจะให้ใช้ทาคนละเวลาอยู่แล้ว แต่คนไข้ไม่รู้ ไม่อยากทาหลายรอบ เลยรวมเอาทาทีเดียว

          - ทาปริมาณถูกต้อง ยาสิว ห้ามทาปริมาณมากแบบครีมทาผิวอื่น ๆ ควรแต้มบาง ๆ ก็พอ หากทามากไปจะเกิดการระคายเคือง ทำให้คนไข้ทนยาไม่ได้ เลิกใช้ หรือหยุดทา สิวก็ไม่หาย

6. ระวังอย่าทายาซ้ำซ้อน

          ยากลุ่ม Retinoid เลือกมาแค่ตัวเดียวที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา และหากทายาผสม (Fixed Combination) คือยาที่ผสมตัวยา 2 ชนิดในหลอดเดียวกัน เพื่อให้ใช้ง่ายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทายาแยกที่เป็นส่วนผสมของยานั้น ๆ อีก

รักษาสิว

7. การทายาสิวตามทฤษฎีจะแนะนำให้ทาทั่วหน้า เพราะได้ผลดีกว่า

          อย่าลืมว่าบริเวณที่เรามองไม่เห็นว่ามีสิว จริง ๆ แล้วอาจจะมีสิวที่เตรียมกำลังจะขึ้น (microcomedone) แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แนะว่าในช่วงเริ่มต้นของการทายา ให้ทายาเฉพาะจุดก่อน ถ้าทนไหวค่อยเพิ่มพื้นที่

8. อยากรักษารอยสิว หลุมสิว ควรรักษาสิวที่ยังมีอยู่ด้วย

          ตราบใดที่ยังควบคุมสิวไม่ได้ ถึงรักษารอยหรือหลุมสิวไปแล้ว สิวก็อาจจะวนกลับมาเป็นซ้ำ ๆ อีก ดังนั้นจึงควรรักษาสิวให้หายดีก่อนแล้วจึงรักษารอยสิว

9. รอยสิว รอยแดง กับรอยดำ รักษาต่างกัน

          รอยสิวมี 2 แบบ ได้แก่ รอยแดง กับรอยดำ เกิดจากการอักเสบและมีเส้นเลือดเล็ก ๆ เพิ่มขึ้น รอยดำทายาได้ เช่น Skinoren ตัวนี้ช่วยรักษาทั้งสิวและรอยดำ แต่ข้อเสียคือช่วงแรก ๆ ที่ทาอาจจะมีอาการคันยุบยิบได้ เพราะตัวยาเป็นกรด (Azeleic acid) ส่วนรอยแดงที่เกิดจากเส้นเลือด การทายาไม่ค่อยช่วย ถ้าจะรักษาให้ตรงจุด สามารถทำเลเซอร์กลุ่มที่ลดรอยแดงได้

10. สิวขึ้นเยอะ ควรใช้ทั้งยากินและยาทา

          ถ้าสิวเยอะมาก ทายาอย่างเดียวจะไม่พอ ต้องกินยาด้วย ณ จุดนี้ควรปรึกษาคุณหมอผิวหนัง โดยส่วนใหญ่จะเริ่มจากยาปฏิชีวนะ เช่น Doxy เพื่อหวังผลลดการอักเสบของสิว ไม่ได้หวังฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิว แต่ถ้าไม่ได้ผล หรือสิวรุนแรงมาก ๆ อาจจะข้ามไปใช้กลุ่ม Isotretinoin ได้เลย ซึ่งควรมีหมอผิวหนังดูแลและสั่งยาให้ เพราะเป็นยาอันตราย

รักษาสิว

11. เมื่อสิวบุกตอนท้อง ต้องระวังการใช้ยาเป็นพิเศษ

          สิวในคนท้องจะมียาให้ใช้ได้น้อยกว่า เพราะยาหลายตัวมีทั้งยาทาและยากินที่ไม่แนะนำหรือห้ามใช้ตอนท้อง เช่น Tazarotene (Tazorac) ถึงแม้จะเป็นยาทา แต่ทำให้ทารกพิการได้ ส่วนยากิน Isotretinoin ต้องหยุดยาก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือนถึงจะปลอดภัย

12. อย่าเสียเวลาทดลองรักษาสิวเอง

          การรักษาสิวเองในเบื้องต้นสามารถทำได้ แต่ถ้าสิวเยอะ ไม่ควรเสียเวลาทดลองรักษาเอง อย่าหวังพึ่งแค่สกินแคร์และยาแต้มสิว เพราะถ้าทิ้งให้สิวอักเสบเป็นอยู่นาน ๆ จะเกิดปัญหาแผลเป็นสิว หลุมสิว รอยสิวตามมา ซึ่งรักษาให้กลับมาเป็นผิวสวย ๆ เหมือนเดิมได้ยาก และค่ารักษาจะแพงกว่าการรักษาสิวตั้งแต่แรกเริ่ม

13. ไม่แกะ กด บีบสิวเอง

          การแคะ แกะ บีบ หรือกดสิวเอง ทำให้สิวอุดตันหลุดออกได้ก็จริง แต่สิวจะยิ่งอักเสบ ติดเชื้อ หรือกลายเป็นรอยแผลที่หายยากกว่าเดิม โดยเฉพาะการกดสิวควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่สะอาดปลอดเชื้อ

รักษาสิว

14. การกดสิว ไม่ได้เหมาะกับสิวทุกประเภท


          การกดสิวเหมาะกับสิวอุดตัน สิวหัวเปิดสีดำจะกดง่ายกว่า สิวหัวปิดสีขาวค่อนข้างกดยาก ต้องใช้ฝีมือมากกว่า ถ้าทายาละลายหัวสิวมาระยะหนึ่งก่อน จะช่วยให้สิวไม่แน่น กดสิวง่ายขึ้น เจ็บน้อยลง ส่วนสิวอักเสบไม่ควรกด

15. อยากสิวหายต้องใจเย็น

          การรักษาสิวไม่มีทางลัด ต้องอดทน และรักษาต่อเนื่อง ใช้เวลานานหลายเดือน บางคนหลายปีกว่าจะหาย แต่สิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นถ้ารักษาถูกวิธี นอกจากใช้ยาแล้ว การปรับพฤติกรรมเพื่อตัดวงจรสิวก็สำคัญ ถ้ารักษาสิวหายแล้ว แต่ยังกลับใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ นอนดึก นอนน้อย กินแป้งน้ำตาล ของหวาน กินนม ชีส หรือไขมันทรานส์ ล้างหน้าผิดวิธี เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว ชอบจับหน้า ชอบแกะสิว แต่งหน้าเยอะ สิวก็กลับมาอีกได้

16. น้ำเกลือล้างหน้า ไม่ได้ช่วยให้สิวหายดีขึ้น

          น้ำเกลือสามารถเช็ดทำความสะอาดผิว เพื่อลดคราบสิ่งสกปรกอุดตันได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุของสิว จึงไม่จำเป็นต้องใช้

17. เบตาดีน ผงวิเศษ ไม่ควรเอามาแต้มสิว


          บางคนเชื่อว่าสามารถใช้เบตาดีนหรือผงวิเศษมาแต้มสิวจะทำให้สิวยุบลงได้ แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองอย่างนี้จะทำให้ระคายเคืองผิวมากเกินไป และในผงวิเศษยังมีซัลฟาด้วย ใครแพ้ยาซัลฟา ต้องระวังเรื่องการแพ้ด้วยนะคะ

18. การฉีดสิว ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

          เราสามารถฉีดยารักษาสิวได้ถ้าสิวอักเสบมาก แต่เลือกฉีดเพียงบางจุด ไม่ฉีดบ่อยเกินไป เพราะตัวยาที่ใช้เป็นสเตียรอยด์ และอาจมีผลข้างเคียงได้คือผิวยุบลงในกรณีที่ฉีดมากเกินไป ดังนั้นควรรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย อย่าฉีดสิว แต่ไม่รักษาสิวค่ะ

รักษาสิว

19. ยากินรักษาสิว ต้องเข้าใจวิธีกินยา

          การกินยารักษาสิวเพื่อความปลอดภัย ควรสั่งจ่ายโดยหมอผิวหนัง โดยยาแต่ละชนิดมักมีวิธีกินที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เช่น

          - Doxy ห้ามกินพร้อมนม เพราะยาจะดูดซึมไม่ดี และถ้าลืมกินบ่อย ๆ จะไม่ได้ผล

          - Isotretinoin ต้องกินพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร ถ้ากินตอนท้องว่าง ยาก็ดูดซึมน้อยลง วิธีเช็กคือกินแล้วต้องปากแห้ง ผิวหน้าแห้ง เมื่อเทียบกับก่อนรักษา

20. รักษาก่อนบำรุง

          ในระหว่างการรักษาสิว อย่าเพิ่งคิดบำรุงผิวในช่วงนี้ แต่ให้หันมารักษาสิวให้หายก่อน โดยควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ประเภทออยล์เบส โคโค่บัตเตอร์ เปปเปอร์มินต์ออยล์ เพราะตอนที่เราเป็นสิว ผิวจะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ยิ่งพวกครีมเนื้อหนัก ๆ เก็บเข้ากรุไปก่อน ถ้าไม่อยากให้อุดตันรูขุมขนมากขึ้น ทั้งนี้หากต้องการบำรุงผิวบ้าง สำหรับคนผิวแห้ง อาจเลือกใช้เจลว่านหางจระเข้มาเป็นมอยส์เจอไรเซอร์  แต่สำหรับคนผิวมันเลือกชนิดที่เป็นเจล หรือเซรั่มเบา ๆ แบบที่ไม่เหนียว ถ้าเขียนว่า oil free ได้ยิ่งดี

          ใครที่เคยซื้อยารักษาสิวมากินหรือทาเอง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สิวไม่หาย เพราะเชื้อเกิดดื้อยา ทางที่ดีควรปรึกษาคุณหมอผิวหนังก่อนนะคะ ที่สำคัญต้องอย่าใจร้อน พร้อมกับลองเอาข้อแนะนำข้างต้นไปปรับใช้ แล้วผิวหน้าใส ๆ ก็จะเป็นของเราได้ในอีกไม่นานเกินรอ

ข้อมูลจาก : หมอยุ้ย เพจ Dr. Yui คุยทุกเรื่องผิว, med.mahidol.ac.th


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รักษาสิว กับ 20 เรื่องน่ารู้ฉบับคุณหมอแนะนำ อยากหน้าใส ไร้สิว ห้ามพลาด ! อัปเดตล่าสุด 22 เมษายน 2563 เวลา 09:18:58 28,554 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP