เห็นว่าเป็นตลกคุณพ่อไม่โอเค เขาอยากให้เราเป็นพระเอก ?
นาย : จริง ๆ มันเป็นการปลูกฝังของหัวหน้าคณะลิเกทุกคนอยู่แล้ว เขามีความหวังว่าอยากให้ลูกเป็นพระเอกจะได้ดูแลคณะต่อไป
พ่อก็เลยไม่อยากให้เป็นตลก อยากให้เป็นพระเอกลิเก ?
นาย : ก็พยายามปลูกฝังเรามา ตั้งแต่เด็กก็ไม่อยากเป็นลิเกอยู่แล้ว ก็พยายามไปแอบ ไปเล่นดนตรีไทย จนตอนหลังเขายอมให้ไปเรียนดนตรีไทยอย่างจริงจัง พออยู่มาสัก 14-15 เริ่มละคุณพ่อเริ่มให้กลับไปเล่นลิเกละ ผมว่าไปก็ไป ก็เลยไปเล่น พอไปเล่นกลับดี แรก ๆ เล่นแค่เสาร์-อาทิตย์ อยู่ไป อยู่มามันชนเป็นวันธรรมดาด้วย ถ้าเป็นช่วงเทศกาล งานจะเยอะ ผมเรียนตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมง ต้องรีบนั่งรถมาฟิวเจอร์ เพื่อนั่งรถตู้ไปนครสวรรค์แล้วไปเล่นลิเก เล่นลิเกเลิกตี 1 กลับมาให้ทันตี 2 เพื่อนั่งรถทัวร์กลับไปเรียน
เป็นแบบนี้นานขนาดไหน ?
นาย : หลายปี 4-5 ปี
ในสายตาของพ่อ พ่อจะมองเราเป็นพระเอกลิเก แต่ไม่ใช่ตลก ?
นาย : ไม่ใช่
แล้วเขามาเริ่มเห็นความสามารถในการเป็นตลกเมื่อไหร่ ?
นาย : พ่อไม่เคยเห็น จนผมเป็นพระเอกลิเกมา 9 ปี วันหนึ่งผมขอเปลี่ยนอยากเล่นเป็นตลก อยากเล่นเป็นโจ๊กลิเก ไม่ได้ ๆ ผมก็ฝืน อันนี้เป็นความเชื่อนะ ไปดูดวงอะไรกันมา หมอดูทักว่ามันต้องเป็นโจ๊กนะ ถ้ามาเป็นพระเอกลิเกไม่ได้ พ่อเขาก็ไม่พอใจ ผมเล่นเป็นพระเอกมา 9 ปี ผมไม่เคยได้รางวัลหน้าเวทีเลย ผมเป็นโจ๊กคืนแรกผมได้รางวัล 2,800 บาท ค่าตัวพระเอกลิเกตอนนั้นอยู่ประมาณ 500 บาท โจ๊กก็เท่า ๆ กัน
แล้วจุดไหนที่เรามาเข้าสมัครเดอะคอมเมเดี้ยน ?
นาย : เป็นลิเกได้ 2 ปีแล้ว แล้วมีประกาศผ่านจานดาวเทียม ก็เลยมาสมัคร ผมเลือกที่จะไปสมัครภาคกลางที่เป็นภาคสุดท้าย คิดอย่างเดียวถ้าดวงมันเป็นตลกเอาภาคสุดท้ายนี่แหละ คนเรามันอยู่ที่ดวง ทุกอย่างโชคชะตาก็จะพาไป มันประกวดทั้งหมด 4 รอบ 3 รอบ พ่อไม่แฮปปี้เลย
แล้ว 2 แสนที่พ่อแม่ทุ่มโหวตนี่มาจากไหน ?
นาย : มันคือหลังจากที่ประกาศผลเข้าบ้าน 16 คน ผมอยู่กับพ่อมา 20 กว่าปี ตอนนั้นผมอายุ 23-24 พ่อวิ่งมาจากไกลมากอดผม ร้องไห้ แล้วบอกว่าพ่อยอมแล้ว ทีนี้โฮหนักเลย ดีใจกว่าได้เข้าบ้านอีก
พ่อโหวตไป 2 แสนเลย ?
นาย : ใช่ครับ หลังจากที่ผมเข้าไปอยู่ในบ้าน 3 เดือน แล้วดีใจได้ที่ 4 ได้เงินแสนนึง แม่บอกว่าดีใจไหมลูก ดีใจแม่ แม่เป็นหนี้ 2 แสนนะ ก็เอาเงินรางวัลให้แม่หมดเลย ระหว่างนั้นก็ทำงานใช้หนี้ไปด้วย
เขาบอกว่าตอนเด็กชีวิตลำบากมาก ลำบากขนาดไหนต้องนั่งรถจากกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ นครสวรรค์-กรุงเทพฯ ตอนนั้นคิดว่าลำบากไหม ?
นาย : แค่รู้สึกว่าทำไมเราต้องทำขนาดนี้ด้วย อดหลับ อดนอน กลายเป็นว่าเรามีเวลานอนแค่ 3 ชั่วโมง แล้วที่ผมมาเรียนกรุงเทพฯ ผมมาเรียนดนตรีไทยโดยตรง ที่นครสวรรค์ทุกอย่างมันยังอยู่ในโหมดของกันดารอยู่ ต่างจังหวัดอะ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว มันก็หนักกว่าตอนนี้
คุณต้องนั่งรถทัวร์ไปเรียน แล้วเอาแรงที่ไหนไปทำผู้หญิงท้อง ?
นาย : ช่วงมหาวิทยาลัยปี 2 ช่วงนั้นเริ่มเก็บตังค์ได้แล้วก็เลยออกรถมือสองมาขับ เริ่มขับรถไป ๆ กลับ ๆ ก็มาเจอผู้หญิงคนหนึ่ง ผมเล่นลิเกปี 1 - ปี 2 จะต้องไปดูตลกที่พระรามเก้าทุกคืน เล่นลิเกเสร็จ 4 ทุ่ม ผมจะถึงหน้าพระรามเก้า 4 ทุ่มครึ่ง นั่งดูจนถึง ตี 2 - ตี 3 ผมไปดู จนผมได้เมียคิดดูสิ เขาเป็นนักร้องอยู่ที่นั่น ก็ขอเบอร์ จีบกัน สุดท้ายไปทำเขาท้อง พอท้องเสร็จปุ๊บ ตอนนั้นผมอยู่มหาวิทยาลัย คุณพ่อ คุณแม่ก็บอกว่าไม่ได้นะ เรายังไม่ได้บวชเลย ไปทำเขาท้องมันผิดผีทางบ้านเรา ก็ตัดสินใจบวช ตั้งใจว่าจะบวชสักพรรษา แต่ว่ามันอยู่ไม่ได้ ผู้หญิงเขาบอกว่าเขามีปัญหาเอาเด็กไว้ไม่ได้แล้ว เขาต้องเอาเด็กออก ตอนนั้นเขาท้องได้ 4 เดือน เกือบ ๆ 5 ต้องเอาเด็กออก เราก็ไปบอกแม่ว่าแม่ไปพูดไปว่าอะไรเขาหรือเปล่าทำไมเขาถึงเอาเด็กออก ทะเลาะกับแม่ทั้งผ้าเหลืองเลย แม่ก็บอกว่าถ้าจะสึกก็สึกไปแม่ไม่ยุ่งแล้ว สุดท้ายเราก็สึก บวช 15 วัน จริง ๆ ตั้งใจจะบวชสักพรรษา เพราะแก้บนให้ตาด้วย แล้วตอนนั้นสึกไม่มีใครรู้ด้วย แม่ผมรอใส่บาตรทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าผมสึกแล้ว ตอนนั้นผมคิดอย่างเดียว เข้ากรุงเทพฯ ดูแลเมีย เพื่อเขาจะได้ไม่ทำแท้ง
ตอนนั้นมีเงินไหม ?
นาย : ตอนนั้นมีเงินติดตัวมาพันกว่าบาท พยายามหางานทำมันก็ไม่มี ลูกก็จะคลอด เงินก็ไม่มี ผมจำได้ผมเหลือเงิน 20 บาท ให้เมียไปหมดแล้ว ไม่มีเงินทำไงดี ผมก็เดินร้องไห้ลงมาข้างล่างหิวข้าว ไปซื้อข้าวมา 10 บาท แล้วก็ไปซื้อขนมถุงละ 5 บาท ซื้อน้ำเปล่ามาขวดหนึ่ง พี่รู้ไหมว่าข้าวเปล่ากับมันฝรั่งกินกันอร่อยมากเลย ผมเพิ่งรู้ว่าอร่อยทั้งน้ำตามันเป็นอย่างนี้ สุดท้ายก็ติดต่อแม่กลับไป แต่นานนะจนลูกคลอดแล้ว
แล้วเอาเงินที่ไหนเอาลูกกับภรรยาออกจากโรงพยาบาล ?
นาย : ผมก็อาศัยว่าเราเล่นดนตรีเป็นก็อาศัยพวกพ้องช่วยงานได้วันละ 300 บาท
ได้ง้อแม่ไหม ?
นาย : ก็กลับไปกราบขอโทษ พอรู้ว่าหลานคลอดเขาก็กลับมาดูหลาน ผมก็คิดว่าแกคงจะดูอย่างเดียว จ่ายเงินแล้วแกก็ไป แต่พอแกเห็นหลานเสร็จ แกก็อุ้มหลานกลับนครสวรรค์ไปเลย แต่หลังจากนั้นผมก็อยู่กับแฟนไม่นานก็เลิก
อยากบอกอะไรกับแม่ ?
นาย : อยากบอกว่ารักแม่กับพ่อมาก แล้วอะไรที่ผมทำไว้ อยากให้แม่กับพ่อให้อภัย ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำมามันลบล้างไม่ได้ แต่ตอนนี้รู้ตัวแล้วที่ผ่านมาคืออะไรวันนี้ก็จะดูแลพ่อกับแม่ให้ดีที่สุด
ได้ข่าวว่าไปรับงานของหน่วยราชการใหญ่ แล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอดมา 2 ครั้ง ?
นาย : ก็มีคนติดต่องานมา งานแรกไม่ได้ติดต่อมาทางผม ติดต่อมาทางน้องแล้วบอกว่าเป็นงานของหน่วยราชการหนึ่ง ซึ่งผมเคยไปเล่นงานหน่วยราชการแบบนี้มาแล้ว แต่เล่นแถวสัตหีบ อารมณ์แบบเป็นกันเอง วันนั้นผมเหมือนปากหนักไม่ถามน้องว่าเล่นที่ไหน จนมาถึงวันงาน เราโทร. ไปถามน้องว่าเล่นที่ไหน น้องบอกในกรุงเทพฯ เราก็แวบแล้วในกรุงเทพฯ มันมีศูนย์ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น แต่ก็ไปขับเข้าไปเสร็จปุ๊บ ผมมองแล้วมันไม่ใช่ที่ปกตินะ
นาย : ผมไปนั่งหลังเวที ทำไมบรรยากาศเงียบ ๆ รถที่เข้ามาแต่ละคันไม่ธรรมดา ผมก็มองงานใหญ่ มีโต๊ะอยู่แค่ 5 ตัว ที่เหลือทุกคนยืนหมด ผู้ใหญ่นั่ง ลูกน้องยืน แต่วันนั้นชุดคอมเมเดี้ยนที่ไปเล่นมี 6 คน อีกคนไม่ได้เป็นตลกคอมเมเดี้ยน แต่เป็นรุ่นพี่ของตลกที่ไปกับผม ดันไปพูดกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ก็ไปเล่นศีรษะท่าน เท่านั้นแหละเขาลุกขึ้นมาแล้วชี้เลย ลงไป พวกเอ็งลงไปเลยเดี๋ยวนี้ ผมหยิบของแล้ววิ่งลงเลย เชื่อไหมว่าเขาเร็วกว่าผม ผมลงไป เขาดักรอแล้ว แล้วเรียกผมกลับมา ผมก็สั่งให้พี่คนที่พูดไม่ต้องไปรอที่รถ ผมไปถึงปุ๊บเขาถามถึงคนนั้นก่อนเลย ผมบอกเขากลับไปแล้วครับ แล้วอีกวันเรียกผมเข้าพบเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียว ตาย เจ็บ 2 อย่าง
แล้วเขาเรียกไปทำอะไร ?
นาย : อบรม เขาบอกเขาไม่รู้หรอกนะว่าคนนั้นเป็นใคร แต่ทั้งเวทีจำใครไม่ได้ จำผมได้คนเดียว
ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 13.30-14.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ YouTube Channel : Orange Mama






