x close

ปูดํา สรารัตน์ ตอบตรง ! ไม่รับงานเพราะเบื่อคนในวงการ เผยชีวิตแฮปปี้แม้ไร้เพื่อน-ญาติพี่น้อง

          เปิดชีวิตของ ปูดํา สรารัตน์ รับตรง ๆ ไม่รับงานเพราะเบื่อคนในวงการ เผยถึงแม้อยู่ตัวคนเดียว ไร้เพื่อน ญาติพี่น้อง แต่มีความสุขในแบบของตัวเอง
ปูดำ สรารัตน์

ภาพจาก Instagram pudumsararat2465

          หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันดี สำหรับ ปูดำ สรารัตน์ หรุ่มเรืองวงศ์ นักแสดงสาวสวยรวยเสน่ห์คนนี้ ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงรองนางสาวไทย ปี 2529 รวมทั้งตำแหน่งรองอันดับ 2 มิสเอเชียแปซิฟิก อีกด้วย ล่าสุดได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 เคลียร์ชัดเรื่องที่หยุดรับงานละครเพราะด้วยเหตุผลของเรื่องเวลา ยอมรับว่าในชีวิตนี้ไม่มีเพื่อนเลย มีเพียงกัลยาณมิตรสายบุญเท่านั้น ในส่วนของชีวิตที่เหลืออยู่ตั้งอธิษฐานจิตภาวนาว่าถ้าจะหลับหรือเป็นอะไรก็ขอให้ไปแบบดี ๆ

เรียกว่าหายหน้าจากจอละครไปนานมาก เพราะในช่วงหนึ่งเราจะเห็นหน้า พี่ปูดำ บ่อยมาก ฝากฝีไม้ลายมือในละครโดดเด่นหลากหลายเรื่อง แล้วทำไมอยู่ดี ๆ หายไป ?

          ปูดำ สรารัตน์ : หายไปเพราะว่าเมื่อปีที่แล้วทั้งปีไม่ได้รับละครเลย เพราะว่าเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ รับละครปีละ 5 เรื่อง ซึ่งช่วงนั้นช่วงที่คุณแม่ไม่สบาย ป่วยและโคม่า ทุกวันนี้ยังมานั่งเสียใจเลย แต่ว่าละครเขาก็ต้องถ่ายและออกอากาศ ซึ่งคุณแม่ป่วยโคม่าแล้วก็เสียในช่วงนั้น เราเลยรู้สึกว่าการที่เรารับงานแสดงเราทำเพื่อครอบครัว แต่เมื่อเราทำเยอะเกินไปจนเราไม่ได้กลับไปดูแลเขา เราเลยรู้สึกว่าเราทำไปเพื่ออะไร เพราะวันนั้นตอนที่เขายังอยู่เราก็มีงาน เราเลยไม่สามารถกลับไปดูแลเขาอย่างเดียวได้ พอเราจบทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกับแม่ พร้อมกับละคร

          เราเลยมีความรู้สึกว่าเราไม่สามารถย้อนกลับไปได้แล้ว เราอยากจะพักแล้วก็เหนื่อยมาก เพราะเราย้อนกลับไปมองแล้วว่ามันสูญเสียทุกอย่าง กับสิ่งที่ได้มาคือ ได้เพื่อน ได้คนในวงการ ได้ความที่ทุกคนจดจำเรา แต่เราสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปในช่วงเวลาที่เราทำงานเยอะ ๆ ก็เลยพักไปปีนึง แล้วช่วง 1 ปีที่เราพักก็มีติดต่อมาค่ะ เป็นคนดี คอมเมดี้ ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเราหรือบทที่เราจะเล่นได้ ซึ่งเรามองแล้วก็ไม่ใช่เราด้วย แล้วก็ข้อจำกัดในการเล่นละครของเราคือ เราไม่ชอบรับเชิญ ซึ่งพอติดต่อมาแล้วเราไม่รับ ผู้จัดบางคนก็งอนไปก็มีนะ

ซึ่งอีกส่วนหนึ่งที่เขาพูดกันคือ ที่พี่ปูดำไม่รับงานเพราะว่าเบื่อคนในวงการบันเทิง ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ใช่ค่ะ จริง ๆ แล้วเรารู้สึกว่าสังคมของคนที่มากกว่า 2-3 คนขึ้นไป พอมันลับหลังกันก็จะมีการพูดกันโดยที่มีข้อมูลบ้างไม่มีข้อมูลบ้าง ซึ่งอย่างบางครั้งเวลามีคนไปพูดถึงเราแล้วเราไปได้ยินว่ามีคนพูดถึงเราแบบนี้ หรือเราไปพูดถึงเขาแบบนั้น เราก็จะมีความรู้สึกว่าเอาอีกแล้วเหรอ เราอยู่บ้าน เราอยู่วัด แล้วเราไม่ได้ไปไหนเลย แล้วเราไม่คบใคร แต่ก็ไม่ได้ไม่คบใครเลยนะคะ ซึ่งการไปวัดของพี่ก็จะไปต่อเมื่อนัดกัลยาณมิตรสายบุญข้างนอก แต่ไม่มีคนในวงการบันเทิง แต่คนในวงการบันเทิงจะมีบ้างประปราย แต่จะเป็นลักษณะที่ไปเจอกันที่วัด ไม่ใช่แบบว่าไปช้อปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลง สไตล์นี้เราไม่มี แล้วเวลาที่คนพูดถึงเราว่าเราพูดอย่างนั้นเราพูดอย่างนี้ เราจะมีความรู้สึกว่าบางทีเราเคยเข้าใจ เพราะว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ชัดเจน ไม่ออกมาอยู่ข้างนอกสื่อ คนเลยมีความรู้สึกว่าใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า สิ่งที่เขาได้ยินมา

ทุกวันนี้เรียกได้ว่าเราอยู่ตัวคนเดียว ?

          ปูดำ สรารัตน์ : พูดอย่างนั้นดีกว่าค่ะ เพราะว่าวัยนี้ให้มาพูดถึงเรื่องแฟนบอกตรง ๆ ว่ารู้สึกล้าและรู้สึกเชย แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เดี๋ยวหาว่าวันนั้นคุณปฏิเสธเสียงแข็ง

ปูดำ สรารัตน์

เอาจริง ๆ พี่ปูดำ มีคนเข้ามาไหม ?

          ปูดำ สรารัตน์ : มีตลอดค่ะ ช่วงที่เปิดร้านช่วงที่คุณแม่ยังอยู่ คือมีตั้งแต่พ่อค้าวาณิชถึงรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าช่วงโมเมนต์นั้นเราจะแยกตัวเองว่าบทบาทเราเป็นเจ้าของร้าน ถ้าเกิดเรามีใจหรือคุยกับใครสักคนมันจะจบเลย เราก็จะต้อนรับทุกคน แล้วทุกคนก็จะเข้ามา เราก็ดูแลลูกค้าทุกคนแต่ก็ไม่ได้โฟกัสใคร เพราะเราไม่อยากให้ใครมาคิดว่าเราเปิดร้านเพราะว่าเราหาผู้ชาย

ที่ผ่านมาไม่มีใครเข้าตาเข้าใจเลยเหรอ ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ก็มีนะคะ มีแล้วแบบดูแลเราไม่ได้แล้วบ้าง มีแล้วแบบมีคู่แล้วบ้าง เพราะจังหวะคนที่เข้ามาเขายังไม่เหมาะกับเรา ตอนนี้เลยยังโสดอยู่ แต่ถ้าถามว่าเหงาไหม เหงามากนะคะ เพราะว่าพอคุณพ่อคุณแม่ท่านเสียไป แล้วพี่ชายบวชตลอดชีวิต เราเลยเหมือนคนตัวคนเดียวเลย เพราะเราตื่นขึ้นมาเรามีแค่แม่บ้านแล้วก็หมู หมา กา ไก่ ที่เราเลี้ยงไว้ที่บ้าน เราเลยมีความรู้สึกว่าเราตัวคนเดียวแล้วเหรอ ถ้าเกิดเราล้มลงหรือมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เราไม่มีใครแล้วเหรอ เลยทำให้เราคิดย้อนกลับไปช่วงที่เรารับละครเยอะแล้วเราไม่ได้ดูแลแม่ พอเรามีเวลาว่างแล้วจะไปดูแลแม่ได้คือไอซียู คือไม่ให้เราเข้า

นอกเหนือจากไม่มีแฟนแล้ว เพื่อนที่คบจริง ๆ จัง ๆ ก็ไม่มีด้วย ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ไม่มีค่ะ ก็จะมีแต่น้อง อย่าง บุ๋ม และก็จะมีกัลยาณมิตรที่ดีทางด้านสายบุญที่จะไปวัดด้วยกัน แต่พอเราเสร็จเรียบร้อยทำบุญเสร็จเราก็ต่างคนต่างแยกย้าย ส่วนเพื่อนสนิทที่คิดอะไรไม่ออกเราจะโทร. หาเขาคือไม่มีเลย ทุกวันนี้คิดอะไรไม่ออกคือโทร. หาพระพี่ชาย ซึ่งทุกวันนี้เราคุยอยู่แค่ 2 คนคือ พระพี่ชาย กับหมอดู ที่คุยกับหมอดูก็เพราะว่าเราได้เล่า ได้พูด ได้คุย ได้ถาม แล้วเราก็จบแค่ตรงนั้นไม่ได้กระจายออกไปอีก

ปูดำ สรารัตน์

อนาคตมีคิดจะบวชไหม ?

          ปูดำ สรารัตน์ : จริง ๆ แล้วมีความตั้งใจที่อยากปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่อยากอยู่รวมหมู่กับคนเยอะ ๆ เราก็เลยรู้สึกว่าการปฏิบัติเราก็สามารถทำที่บ้านได้ หรือถ้าเราจะไปปฏิบัติธรรม เราก็ไปในที่ที่คนไม่เยอะ จริง ๆ สรุปคือเราแค่ไม่ชอบคนเยอะ

จากนี้ พี่ปูดำ คิดไหมว่าเราจะเดินไปสู่อะไรอยู่ เพราะในเมื่อทุกวันนี้ เงินทองก็มี มีทุกอย่างพร้อมหมด ทุกวันนี้เราเดินไปสู่อะไรอยู่ ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ถามแบบนี้จะตอบตรง ๆ แบบไม่อายเลยนะ ทุกวันที่เย็นแล้วเราเข้านอน แล้วเราหลับลงไปพร้อมกับผ้าห่มที่ห่มทำให้เราอุ่นตัว เราจะพูดเสมอว่า หลับไปเลยนะ หลับได้หลับไปเลย ถ้าไปขอไปแบบสงบ หลับไปเลย เพราะว่าเราไม่มีอะไรให้ห่วงแล้ว เพราะเราไม่มีคุณพ่อคุณแม่ให้ห่วงแล้ว แล้วพี่ชายก็บวชเป็นพระ เราขอไปแบบนี้นะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้หรอก แต่เป็นสิ่งที่เราจินตนาการว่าถ้าเราเกิดไม่ตื่นขึ้นมา

ทุกวันนี้นั่งอธิษฐานจิตหรือว่าเข้าวัด อธิษฐานอะไร ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ก็ไม่ได้อธิษฐานอะไรค่ะ เพราะว่าเราเป็นคนไม่นิ่ง เราเลยอาศัยการสวดมนต์เป็นส่วนใหญ่ เวลาที่เราขอเราก็ขอตามหลักพระพุทธศาสนา แต่เราไม่เคยขอเงินทอง เพราะว่าถ้าเราไม่ได้เคยสร้างมาทำมามันก็ไม่ได้ อย่างปูเคยฟังพระท่านเทศน์ว่า บางทีท่านกำหนดให้เรามีอยู่แค่นี้ ถ้าเรามีมากเกินไปสุดท้ายมันก็จะหายไป หายไปด้วยเรื่องใด ๆ ก็ตาม สุดท้ายเพราะเราถูกกำหนดมาแล้วว่าให้เรามีอยู่แค่นี้ และก็มีอยู่ครั้งมีพระอาจารย์มาที่บ้าน ท่านก็บอกว่า ปู ทุกอย่างที่มีอยู่ในบ้านเอาใส่โลงไปหมดไหม เราก็มานั่งมอง เราก็บอกท่านว่าไม่หมดค่ะ ท่านก็บอกเราว่าไม่ต้องหาแล้วนะลูก ไม่ต้องสะสมแล้วนะ แล้วเราก็มองกลับไปที่ตู้จานชามที่สวยงาม ท่านก็ถามเราว่าจานเรานี้เคยเอาออกมาให้พระได้ใช้ชามพวกนี้ไหม เราก็คิดว่าไม่เคย ซึ่งก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นภาระทั้งสิ้นทุกวันนี้ ไม่ซื้อไม่หาอะไรที่ไม่จำเป็นเลย

แล้วตอนนี้ พี่ปู จะกลับมารับละครยังเอ่ย ?

          ปูดำ สรารัตน์ : ละครพี่จะรับอยู่แล้วถ้าคาแรกเตอร์นั้นมันตรงกับเราแล้วก็ตามเงื่อนไขของเรา เพราะเราเองก็มีคอนเซ็ปต์ว่าไม่รับเชิญ เพราะเวลาเราเล่นเราอินทั้งตัวและหัวใจเวลาเราเล่นบทนั้น ๆ แล้วเรารับเพราะเราไปเล่นแล้วพูด 3-4 ประโยค เราก็เลยมีมุมที่คิดว่าเขาคงไม่ต้องการเรา ถ้าเขาต้องการเราจริง ๆ มันจะต้องมีบทที่เป็นเรา แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งเราคงจะสร้างเงื่อนไขกับตัวเองไม่ได้มาก แต่พี่ก็คิดว่าอยากให้คนจำโมเมนต์ที่คนจำได้ว่าปัง ละครเรื่องนี้ดีและเป็นเราจริง ๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
ปูดํา สรารัตน์ ตอบตรง ! ไม่รับงานเพราะเบื่อคนในวงการ เผยชีวิตแฮปปี้แม้ไร้เพื่อน-ญาติพี่น้อง โพสต์เมื่อ 5 พฤษภาคม 2564 เวลา 15:08:29 21,820 อ่าน
TOP