How are you feeling ?
เอ๋ พรทิพย์ : มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขมากขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่แปลก เพราะว่าเอ๋มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตคนเรามันต้องมีแบบมีเศร้าบ้าง มีทุกข์บ้าง มีอะไรบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เอ๋ป่วยมีความสุขขึ้นมาก
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ผมเฉย ๆ เป็นคนอยู่กับปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่รู้สึกสุขที่สุดหรือทุกข์ที่สุด เพราะเราเชื่อในการตั้งอยู่แล้วมันดับไปอย่างนี้เสมอ This too shall pass ในความรู้สึกเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งชีวิตอยู่แล้ว รู้สึกว่าวันนี้ต่อให้เราได้รับรางวัลที่ดีที่สุด พรุ่งนี้มันก็แค่อีกวันหนึ่ง อีกวันเราอาจจะเป็นอะไรขึ้นมา แล้วก็จะเจอวันที่แย่ที่สุด แล้วเดี๋ยวก็จะมีช่วงเวลาที่ดีกลับมา เพราะฉะนั้นทุกการกระทำในชีวิตมันจะมีดีที่สุดแล้วมันจะมีแย่ที่สุด แต่สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ตรงกลางที่เราแฮปปี้คือข้าวกะเพราไข่ดาวอร่อย ๆ แล้ว พี่รู้สึกว่าโอเควันนี้แล้ว แต่โอเค โมเมนต์ของเอ๋พิเศษหน่อย ด้วยความที่ว่าเราต้องเจอเหตุการณ์เรื่องความเจ็บป่วยมาด้วยกันเรื่องมะเร็ง เหมือนเราแบกอันนี้ไว้กันอยู่แค่ 2 คน เพราะว่าแม่ก็แก่ ไม่อยากเล่าให้ฟังก่อน ในช่วงที่เขารักษาแล้วเรารู้สึกว่าต้องให้มันจบตรงนี้ก่อน ต้องผ่าออกไปก่อน เดี๋ยวผ่าเรียบร้อยค่อยเล่าให้แกฟัง ไม่อยากให้แกมายืนเศร้าอยู่หน้าห้องเครียด เพราะอายุมากแล้ว แม่เรา 85 แล้วลูกก็เด็กเกินไปที่จะรับรู้ เท่ากับว่าเรา 2 คนเหมือนแบกโรคมะเร็งปอดไว้อยู่ 2 คน จริง ๆ ผมแบกเขาไว้คนเดียวด้วยซ้ำ เพราะว่าเอ๋มีความทุกข์ แต่ว่าตอนนั้นเหมือนกลับไปเลย สภาพความคิดร้องไห้อย่างเดียว มันเหมือนเขาใจสลายแตกสลายไป ผมรู้ว่าเขาเหนื่อยมาก แต่เอ๋โชคดีอยู่อย่างว่ารอบนี้จากคนที่ขี้ขลาดที่สุดกลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในการสู้กับมัน แล้วก็ไม่ยอมแพ้ แล้วก็กลับมาได้
เกิดความรู้สึกไม่แน่นอนขึ้นไหม ?
ใจรู้สึกยังไงวันนั้นที่เขาบอกว่าน่าจะเป็นมะเร็ง ?
วันนั้นกลับไปเห็นหน้าน้องทั้ง 2 คนเป็นยังไงในฐานะพ่อแม่ ได้บอกไหม ?
เอ๋ พรทิพย์ : ตอนแรกยังไม่ได้บอก คือเขายังไม่รู้ รู้กันอยู่แค่ 2 คน พ่อแม่เอ๋ พ่อแม่พี่ป๋อ ก็ยังไม่มีใครรู้ เราก็รู้ว่าในอาทิตย์นี้ต้องไปผ่าตัด แต่เราบอกเขาว่าไม่เป็นไร ยังไม่เป็นไร ๆ เพราะเราคิดว่าเขารับไม่ได้แน่ แล้วก็บอกไปผ่าแป๊บเดียว เล็กนิดเดียวไม่ใหญ่
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ก็ได้คุยกับคุณหมอในระดับหนึ่งว่าระยะมันก็จะประมาณ 1 มันต้องมาดูว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า 1 มันก็มีหลายแบบ มันอาจจะเป็น 1 ที่ไปที่น้ำเหลืองด้วย กับ 1 ที่ไม่ไปน้ำเหลือง ไม่รู้ว่าระยะไหนมันจะไปน้ำเหลือง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเช็กว่ามันระยะไหน แล้วว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า แล้วมันไปส่วนอื่นหรือเปล่า มันมีขั้นตอนการเช็กอยู่ เราก็จะบอกเอ๋ว่าไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอก สุดท้ายมันก็เดิมพันว่าเราอยู่หรือเราจะไม่อยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคิดไปทีละขั้นแล้วกัน พรุ่งนี้แค่ไปหาหมอก่อน กินข้าวให้อิ่มก่อน นอนให้หลับก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาหมอด้วยกัน พี่ไม่ทำงานแล้ว
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ป๋อแยกไปกินข้าว ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : วันนั้นมันนานมากครับ วันนั้นคือวันที่รอผ่าตัด ตั้งแต่เช้าคือหมายความว่ากว่าจะเตรียมตัวไปตรวจ ไปเช็กร่างกาย ไปตรวจเสร็จแล้วก็รอหน้าห้อง เอ๋ผ่ามาหมอออกมาว่าตัดชิ้นเนื้อไปแล้ว เดี๋ยวจะเอาไปตรวจอีกครึ่งชั่วโมง เอ๋สลบอยู่ ไปตรวจกลับมาสรุปว่าเป็นมะเร็ง ก็เช็กต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงก็เข็นออกมา ก็ประมาณน่าจะ 21.00 น. กว่า ก็พาเอ๋ไปห้อง CCU เสร็จแล้วคือเหมือนมึนหัว แล้วก็พอวิ่งไปกินข้าวก็รีบเอาข้าวมาตั้ง วางแล้วก็กินไม่ลงจริง ๆ แล้วก็นั่งแบบว่าเอาไงดี เล่าแล้วยังสั่นอยู่เลยนะ มันจำได้แบบเอาไงดี อย่าเป็นอะไรนะ อาจจะเป็นวินาทีที่ผมเหนื่อยที่สุด ผมกินลงไปไม่ได้ แล้วผมก็พยายามกินสัก 2-3 คำ แล้วก็วิ่งกลับไปหาเขา
เอ๋ พรทิพย์ : นอนอยู่บนเตียง แล้วมันจะมีนาฬิกาอยู่ตรงปลายเตียง คือเอ๋ก็มองนาฬิกาอย่างเดียวว่าเมื่อไหร่จะมา คือมันเป็นช่วงเวลาที่มันทรมานมาก เพราะว่าไม่อยากอยู่คนเดียว คือรู้สึกว่าถ้ามีเขาแล้วเราอุ่นใจ ก็รู้สึกเมื่อไหร่จะมา คือเขาไปแป๊บเดียวเอง แต่มันเหมือนหลายชั่วโมง มันทรมานมาก
เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างตอนไหน ?
เขาควบคุมแค่ไหนในความรู้สึก ?
เอ๋ พรทิพย์ : คือเขาจะขี้สอน เขาจะแบบเอ๋แสดงต้องอย่างงี้นะ เอ๋ต้องอย่างงั้นนะ แต่ว่าบางอย่างเราก็เห็นดีเห็นงามกับเขาด้วยในสิ่งที่เขาบอก แล้วอย่างที่เรื่องแว่นบ้าง เรื่องเอ๋อย่าใส่กางเกงยีนส์สีซีดสิ นู่นนี่อะไรอย่างนี้ เขาเป็นคนไม่ชอบกางเกงยีนส์สีซีด แต่เอ๋ชอบแบบเซอร์ ๆ เขาก็จะแบบทำไมต้องใส่ แล้วเอ๋ก็แบบแล้วทำไมเอ๋จะใส่ไม่ได้ มันก็จะมีการทะเลาะกันนิดหนึ่ง
ป๋อ ณัฐวุฒิ : เขาก็จะมีจุดที่พูดว่า พี่เก่งกว่าเขา ใช่สิพี่มันคนเก่ง พี่ทำอะไรก็ไม่เคยพลาด ส่วนเราก็บอกก็ใช่สิ ก็เพราะว่าพี่วางแผนไง พี่จบอะไรมาเอ๋
พอมีลูกเป็นยังไง ?
เคยคุยกันก่อนไหมก่อนที่จะมีลูกว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างไร ?
คนโตเขาจะรักแม่แล้วรู้สึกเหมือนพี่ป๋อน้อยใจ มีความน้อยใจอะไรบางอย่างอยู่
เวลามีปัญหากันจะไม่พูด ?
ใครใจร้อนกว่ากัน ?
แต่เอ๋ขึ้นนาน ?
เอ๋ พรทิพย์ : นานหลายวัน 3 วัน
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ผมรู้สึกว่าจนมาถึงวันหนึ่งผมคิดได้ว่ามันรุงรังเกินไป แล้วผมใช้คำว่ารุงรัง คือรุงรังกับทุกอย่าง คือให้ความสำคัญกับทุกอย่างเกินไป จนลืมนึกถึงว่าปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกหมดเลย ตอนนี้สิ่งที่เราเป็นกันคือเราพยายามจะปลดทุกอย่างเลย เราปลดอันนี้ก็ไม่ต้องหรอก อันนี้แม่เขาก็ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นไรหรอก เราก็เลยกลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วเราก็นั่งสบายดีนะ พอไม่รุงรังเราก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดเผื่อใครเยอะ เราก็เริ่มกลับมาคิดถึงตัวเราแค่นั้นว่าเราแฮปปี้แล้ว เราก็ไม่ได้ลำบากอะไร เราก็ไม่ได้อยากรวยอะไรนักหนา ก็มีงาน พรุ่งนี้มีงานเราก็ทำไป ไม่มีงานวันนี้ก็พัก หาอะไรกินกัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราลดความรุงรังในสมองลงไปเยอะมาก จนเราเหลือแค่ตัวเรากับเขากับลูกแค่นั้น
จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตคู่ วันที่มืดมนที่สุดคือวันไหน ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : จำสายตาที่ในห้องนอนได้เลยตอนนั้น ก่อนอัดตีท้ายครัว แล้วตีท้ายครัวเกือบไม่ได้ทำ คือนั่งคุยกันในห้องนอน แล้วหลาย ๆ ครั้งคือเอ๋เขาก็จะเป็นตาปกติ แต่เรารู้เลยว่าตอนช่วงนั้นเขาไม่ได้รักเราแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้รักเธอเหมือนกัน คือได้ ไม่เป็นไร งั้นเราแยกกัน เราคงต้องจบแล้ว จบถึงขั้นว่าคิดต่อแล้วนะว่ามันจะต้องยังไง คือเคยคุยกับเพื่อนเลยว่ายังไง คนเขาหย่ากันแล้วเขาต้องทำยังไง คือไปถึงตรงนั้นแล้ว แค่ลองหา เริ่มหาไอเดียแล้ว แต่ไม่อยากไปถึงจุดนั้นไง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็จนวันหนึ่งไปหาพระ พระท่านก็คงจะมีจิตวิทยาในการแนะนำว่า ก็ถ้าไม่รักกันขนาดนี้ก็ไปหย่ากันสิ ลองหย่ากันสัก 6 เดือน
ในรายการเอ๋ยังตอบว่าเอ๋รัก แต่พี่ป๋อตอบว่าไม่แน่ใจ ?
วันนั้นความรู้สึกยังไงเป็น ?
พอถึงเวลาที่จะเซ็นใบหย่าจริง ๆ แยกกันจริง ๆ รู้สึกยังไง ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : อันนั้นยากสุด ก่อนจะไปจนเรื่องเตรียมการว่าเอาเอกสารมาเซ็น ทุกอย่างคิดว่ายังไงต้องแยกกันแล้ว แต่ก็จะแยกกันแค่ 6 เดือน แต่ตอนจะเซ็นจริง ๆ แล้วถ้าเกิดเขาเจอใครสักคนที่มันดีกว่าเรา แล้วมันดีไปหมด ความรู้สึกรักเขามันกลับดีดขึ้นมาเฉยเลย เพราะรู้สึกว่านี่เราเสียเขาไปแล้ว นี่เราแยกกันแล้วนะ นี่เราหย่ากันแล้วนะ แล้วถ้าเกิด 6 เดือนแล้วเขาบอกว่า พี่ หนูคิดว่าหนูไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ
เอ๋ พรทิพย์ : มันโหวง แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่มีหลักแล้ว คือเราไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เอ๋ก็คิดว่าถ้าเขาไปเจอผู้หญิงคนอื่นล่ะ เพราะเขาเจอผู้หญิงเยอะ สวย ๆ นู่นนี่ แล้วถ้าเขาไม่กลับมาเซ็นกับเราล่ะ เราจะทำยังไง แล้วลูกจะเป็นยังไง
เซ็นกัน 6 เดือน ?
ชีวิตก็เริ่มกลับมาดีแล้วก็มาเจอเรื่องของความเจ็บป่วย ?
ความรู้สึกเป็นยังไง ป่วยก็ป่วยแล้วยังเจอเรื่องดราม่ารุนแรงด้วย ?
เอ๋ พรทิพย์ : ตอนนั้นห่วงแต่พี่ป๋อ ไม่ได้ห่วงความรู้สึกตัวเองเลย คือห่วงแต่เขาเพราะเขาหนักมาก เอ๋รู้ว่าเขาแบกเอาไว้หนักมาก แล้วก็เขารู้สึกผิดกับเอ๋ตลอดว่าไม่น่าทำเลย เขาจะพูดตลอดว่าพี่ไม่น่าทำเลย พี่ขอโทษ
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ก็คุยกับเอ๋แล้วว่าเรื่องเอ๋มันเกี่ยวกับ PM มะเร็งปอดมันเกี่ยวกับ PM2.5 ซึ่งคนไทยต้องใช้ลมหายใจแบบนี้อยู่ เราก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเป็นวิทยาทานไปบอกคน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องมัน ไม่รู้มันกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ได้ไง คนหนึ่งเป็นมะเร็งแต่กลับถูกด่าว่าเสแสร้ง กลับถูกด่าว่าเป็นมาแล้ว 2 ปี คือทุกอย่างมันกลับตาลปัตร ทุกวันพี่ยังงงอยู่เลยว่าเขาโกรธอะไรพวกเรา แล้วพี่ก็เลยรู้สึกผิดเองว่าพี่ไม่น่าทำอันนี้ออกมาเลย คือพี่ไม่ทำก็ได้ แล้วพี่ทำเพราะพี่อยากให้เรื่องราวของเอ๋มันไปบอกคนอื่นได้บ้าง สร้างแรงบุญอีกสักนิดหนึ่งเพื่อจะต่อชีวิตของเอ๋ ว่าเอาเรื่องของเราไปเล่าให้คนอื่นฟัง อย่างน้อยคนอื่นเขาก็จะได้ไปต่อชีวิตของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ดีที่สุดก็ตาม แต่มันก็จะมีคอมเมนต์ทั้งบวกและลบเสมอ สุดท้ายก็เลยบอกเอ๋ว่าโอเคไหมที่มีคนว่าอย่างนี้ เอ๋ก็บอกว่าจะให้ทำยังไง เราก็ปล่อยไป ผ่านไป ก็ต้องมาสู้ด้วยกันต่อไป งั้นเราก้าวข้ามมันไปให้ได้ มันก็แค่วันวันหนึ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้เอ๋ไปตรวจสุขภาพกันดีกว่า เรามีชีวิตที่ดีขึ้นดีกว่า เรามามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นดีกว่า ไปวิ่งกันดีกว่า มันก็เลยผ่านไปแล้ว
รู้สึกว่าพี่ป๋อเบาลงเยอะมาก สดชื่นสดใสขึ้นเยอะ ซึ่งคิดว่ามาจากเอ๋เยอะเหมือนกัน ?
มีตรงไหนที่ทำให้ตัดสินใจวางดาบ ?
เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดได้อย่างไรการเดินทางของเรา ?
คุณมีอะไรอยากจะบอกภรรยาคุณไหม ?
มีอะไรอยากจะพูดกับสามีไหม ?
สามารถติดตาม "How Are You Feeling?" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , YouTube : Life Dot เวลา 18.00 น.






