เป็นนักร้องที่เป็นลูกอธิบดีกรมตำรวจชื่อดังใคร ๆ ก็รู้จัก ในวันนั้นอึดอัดไหม ?
ดัง พันกร : ก็จริง ๆ แล้วเราไม่มีชอยซ์อื่นที่จะเลือก คือเหมือนกับว่าเราเกิดมาแบบนั้นอยู่แล้ว ใช้ชีวิต แต่การดำเนินชีวิตทุกอย่างมันก็เป็นในสิ่งที่คุณพ่อเราก็อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว คือเราก็ไม่ได้รู้ว่ามันทางอื่นมันเป็นทางไหนบ้าง ถามว่าอึดอัดไหม ก็ไม่ได้อึดอัดเพราะเราเติบโตมาแบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เหมือนกับคุณพ่อเป็นตำรวจ หรือว่าจะเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เราต้องรู้สึกยังไงไหม ก็รู้สึกว่าเราก็ยังเป็นลูกคุณพ่อเหมือนเดิม
คุณพ่อดุไหม ?
ดัง พันกร : คุณพ่อใจดีมากครับ คนอื่นจะกลัวหมด ถ้าเป็นคนนอกหรือเพื่อนเองก็จะกลัว แต่ว่าพอได้มาสัมผัสแล้วคุณพ่อก็จะเป็นคนที่ตรงกันข้าม ซึ่งเราไม่เคยมองมุมพ่อดุอยู่แล้ว คุณพ่อจะเป็นคนที่ใจดี นุ่มนวล สุภาพ จะไม่ค่อยดุ แล้วก็เวลาอยากจะได้อะไร พี่ ๆ น้อง ๆ พี่เอ พี่ดาว ก็จะไปขอคุณพ่อ คุณพ่อจะเป็นคนใจดี ส่วนคุณแม่จะเป็นคนเข้มงวด คุณแม่ก็จะเป็นคนที่ดุหน่อย จะดุแบบจนลูก ๆ กลัว อย่างนี้ดีกว่า
เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นลูกชายคนเล็ก ?
ดัง พันกร : เป็นลูกหลงด้วย เพราะว่าจะห่างจากพี่ ๆ เขา ห่างจากพี่ดาว 6 ปี
ครอบครัวมีความคาดหวังกับกับดังเยอะไหม ?
ดัง พันกร : ไม่คาดหวัง เพราะว่าเรียนก็ไม่ค่อยเก่ง คือเป็นคนไม่ตั้งใจเรียนอย่างนี้ดีกว่า คือเรียนได้ เรียนดี แต่ว่าไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียน คือตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบเล่นสนุก ชอบคุย ก็เลยมีคาแรกเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลย เหมือนกับเป็นคนอารมณ์ดี แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่ทำทุกอย่างให้มันซีเรียส จะไม่ได้มีการกดดันว่า ดังจะต้องเรียนให้ได้ที่ 1 นะ
ถ้าไม่เข้มงวดเรื่องการเรียน คุณแม่เข้มงวดเรื่องอะไร ?
ดัง พันกร : เข้มงวดเรื่องของการใช้ชีวิต อย่างเช่นการทำสีผม สมัยวัยรุ่นจะไปทำสี ชอบอะไรที่มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไปทำสีเขียว ทำไฮไลต์ ทำตั้งแต่เด็กครับ เขาก็จะห้าม จะดุ
ทำไมตอนอายุ 10 ขวบถึงขอที่บ้านไปเรียนต่อเมืองนอก ?
ดัง พันกร : ด้วยความที่เราไม่ได้รักในการเรียนขนาดนั้น ก็รู้สึกว่า 1. คือไม่ชอบตื่นเช้า ก็เป็นนิสัยที่มาอยู่ปัจจุบันนี้เหมือนกันคือไม่ชอบตื่นเช้า
บ้านมืดมาก ?
ดัง พันกร : ใช่ ๆ ชอบความมืดมาก โดยเฉพาะเวลานอนต้องมืดสนิท ต้องเงียบสนิทด้วย เพราะตื่นง่ายแล้วก็หลับยาก
มีใครไปด้วยไหม ?
ดัง พันกร : ไม่มี ก็คือคุณพ่อคุณแม่ไปส่ง ตอนนั้นก็จะมี ก.พ. ก็จะมีดูแลนักเรียนไทยอยู่ ก็นั่งแท็กซี่ไปส่งที่โรงเรียนเท่านั้นแหละน้ำตาก็ร่วงมา แต่เราเดินกลับไม่ได้แล้ว ไปแล้วก็ต้องไปเลย ก็ต้องอยู่
เป็นยังไงบ้าง เข้าโรงเรียนประจำก่อน ?
ดัง พันกร : ก็เหมือน Harry Potter ยังไงอย่างงั้นเลย แต่ว่าไม่ได้สนุกเท่า Harry Potter
มีชีวิตในโรงเรียนประจำเป็นยังไง ?
ดัง พันกร : คือมีกฎระเบียบชัดเจน ต้องตื่นกี่โมง ตื่นแล้วจะต้องลงมาหน้าแปรงฟันพร้อมกัน ต้องทานอาหารเช้าพร้อมกัน
ไหนอิสระที่เราถามถึง ?
ดัง พันกร : ไม่มีเลย ตอนเด็กเราก็จะปรับตัวยากมาก คือตอนนั้นก็ซ่าเหมือนกัน คือโรงเรียนแรกที่ไปเลย คุณแม่เขาก็อยากให้เรียนแบบตั้งใจเรียนภาษาก่อน ก็คือมีเรียนอยู่ 2 คน ชายแล้วก็เป็นโรงเรียน Private ก็คือเช้าไปเรียน เย็นก็ไปอยู่กับ family ก็เป็น family ที่ดี ทุกอย่างดีหมด แต่ว่ามันอยู่ในฟาร์ม เขาทำฟาร์มใหญ่ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือที่บ้านไม่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด หันซ้ายก็สะดุ้ง หันขวาก็สะดุ้งอะไรอย่างนี้ แล้วคือสัตว์ที่เรากลัวที่สุดคือแมว คือเราไม่ได้คุ้นชินกับเขามาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่ากลัว กลัวทั้งบ้านคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลย เลี้ยงได้แค่ปลา เพราะว่าเราไม่ต้องเอามือไปจับ
แต่บ้านโฮสต์มีแมว ?
ดัง พันกร : มีทั้งแมว มีทั้งม้า มีทั้งแกะ มีทั้งวัว มีหมาอะไรอย่างนี้ แต่ว่าอยู่ได้ 2 วัน ก็อาศัยตอนแม่บ้านเผลออย่างนี้ เป็นเหมือนในหนังเลยก็วิ่งแอบมาหยิบโทรศัพท์ ก็กด ๆ โทร. หาที่บ้านเลย คอมเพลนว่า แม่ อยู่ไม่ได้จริง ๆ เด็กมาก เราก็อารมณ์แบบไม่เอาแล้ว แม่ก็เลยแจ้ง ก.พ. ไปว่าขอย้ายไปโรงเรียนที่มันแบบมีเด็กนักเรียนมากกว่านี้หน่อย ไม่มีแมว ตอนแรกเรียนภาษาก่อน ก่อนที่จะเข้าเรียนจริง ก็เลยย้ายไปอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งโอเค อันนี้มีคนไทยด้วย แล้วก็เป็นโรงเรียนสหฯ แล้วก็เป็นโรงเรียนประจำที่มีกิจจะลักษณะ คือมีเด็กนักเรียนมีอะไรอย่างนี้ สังคมโรงเรียนจริง ๆ
ให้ย้อนกลับไปจะเลือกไปอยู่เมืองนอกเหมือนเดิมไหม ?
ดัง พันกร : ในเมื่อที่มันย้อนกลับไปไม่ได้ก็คงเลือกเหมือนเดิม เพราะว่ามันก็ทำให้เรามีวันนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไป ทุกอย่างมันอาจจะเปลี่ยนไปหมดเลย ดีแล้วที่เราได้ไป ก็คือโอเค เพราะว่ามันผ่านมาแล้ว ตอนเราเรียนมันไม่ได้ได้สนุกหรอก แต่พอเรามองย้อนกลับไปมันก็สนุกดี
มันเปลี่ยนอะไรเราบ้าง ?
ดัง พันกร : มันเปลี่ยนในลักษณะของความมีระเบียบวินัย เพราะว่าเด็ก ๆ เราบางทีเราก็อาจจะดื้อมากจนพ่อแม่เราอาจจะรู้สึกว่าต้องจับสั่งสอนมันซะหน่อย
ทำไมพอกลับมาแล้วถึงเป็นนักร้องได้ ?
ดัง พันกร : ด้วยความที่ว่าเรามีความตั้งใจอยากเป็นนักร้อง ก็คือทุกครั้งที่กลับมา หรือไม่ก็ทุกที่ที่เรารู้ว่ามีโอกาสได้ไปเจอใครที่เป็นนักร้อง หรือมีช่องทางไหนที่เราสามารถไปออดิชั่นก็จะไปตลอด ซึ่งเด็ก ๆ คุณแม่ก็จะตามตัวอะไรกันลำบากอยู่แล้ว เราก็แค่ไปร้องเพลง เข้าไปเทสต์เสียงตามค่ายเพลงต่าง ๆ ไปหมดทุกค่ายตั้งแต่ สโตน เรคคอร์ดส พี่ฟอร์ดอัลบั้มแรก แกรมมี่ก็ไป sony ก็ไป ไปทุกที่จนกระทั่งมาจบที่ RS
ไปจบที่ RS ได้ยังไง ?
ดัง พันกร : จบที่ RS เพราะว่าก็เหมือนทุกที่ที่เราไปเทสต์เสียง แต่ว่า RS ก็จะเป็นที่ที่เขาถูกใจเรา ที่อื่นก็อาจจะยังไม่ถูกใจเรา
RS ก็เหมือนอยู่โรงเรียนประจำ ?
ดัง พันกร : ก็คล้าย ๆ กัน RS ก็จะมีความแบบดูแลศิลปิน อย่างคือเราก็เป็นโปรดักต์ ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา อื่น ๆ ที่เขาทำมา ทีมงานมากมายก็จะพังไปด้วย เหมือนดูแลเราเป็นพิเศษ ก็คือเขาก็จะมีห้ามแบบห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามทำอะไรไม่ดี ห้ามกินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่มีแฟนได้ก็ดี ห้ามเดินห้าง ไม่เรียกว่าห้ามหรอก แต่แค่เป็นสิ่งที่อยู่ในเหมือนศีล 5 ที่พระศาสนาพุทธ ถ้าอยู่ใน RS แล้วมันก็จะมีศีลเหล่านี้ เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็คือห้ามออกจากห้องอย่างนี้ดีกว่า ก็คือลงเครื่องก็เข้าโรงแรม เข้าโรงแรมเราก็จะมี AR ประกบ อยู่ในโรงแรมถึงเวลาทานอาหารก็ Room Service only ของดังอาจจะเด็กด้วยมั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเขาก็จะดูแล ต้อง Room Service หรือบางทีมีสัมภาษณ์วิทยุ ก็ไปสัมาษณ์วิทยุแล้วก็กลับมาอยู่โรงแรม จนกระทั่งเราถึงเวลาเราจะเล่นแสดงคอนเสิร์ตในคลับในบาร์อะไรก็ว่ากันไป
ห้ามได้ไหม ?
ดัง พันกร : ห้ามได้ เพราะชอบนวดไง บางทีค่าเวลาเราก็ไปนวดไทยอยู่บนห้อง
มองตัวเองเป็น introvert ไหม ?
ดัง พันกร : ไม่นะ ผสมผสานกัน อาจจะเป็นคนสันโดษ สันโดษแต่ชอบสังคม
มีมุมซ่าแต่มีมุมที่อยากให้ทุกคนมีความสุขด้วย ?
ดัง พันกร : เป็นคนที่ get along กับทุกคน คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราได้เห็นอะไรที่มันกว้างขึ้น ได้ไปเจออะไรที่มันหลากหลายตั้งแต่เราไปเรียนแล้ว ก็จะได้เห็นกลุ่มคนที่แตกต่างกันออกไป หลากหลายวัฒนธรรม แล้วก็ปรับตัวเราให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่เราอยู่ แล้วก็มองทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องดี อันนี้จะพยายามไปตั้งแต่เด็กแล้ว คือจะเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก จะเป็นคนแบบธรรมะก็ช่วยเราเยอะ คือจะเป็นคนที่ทุกข์แล้วคิดอะไรให้มันสุข เจอทุกข์เข้ามาแล้วก็หาคำตอบมันให้ได้ ถามตัวเองว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วถามต่อจนมันได้คำตอบที่ว่ามันไม่ทุกข์แล้ว เราก็ซ่านะ แต่ในมุมที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร
ตัวตนของ ดัง พันกร เป็นแบบไหน ?
ดัง พันกร : ทุกอย่างมันคือตัวตนของดังตั้งแต่เด็ก มันคือความเป็นตัวเราที่ทุกคนได้เห็นมา มันก็คือความจริงมันไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้น เพราะดังเชื่อว่าสิ่งที่มันสร้างขึ้นมันโกหกกันไม่ได้ ความจริงมันคือความจริง
ซ่ากับสันโดษไม่น่าไปด้วยกันได้เลย ?
ดัง พันกร : เพราะว่าพลังงานที่เราส่งออกไปมันเยอะ เวลาเราเล่นคอนเสิร์ตหรืออะไรอย่างนี้ เราไม่รู้ตัวหรอกแต่เราสนุก แต่ว่าบางทีเราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จเราจะอยู่มุมสันโดษแล้ว เพราะมันคือการเหนื่อยที่มาจากการโชว์ของเรา ก็จะไม่ค่อยได้เจอใครเพราะว่าจริง ๆ แล้วมันเหนื่อยอยู่ข้างใน
จาก ดัง พันกร นักร้องที่เป็นสามีแห่งชาติมาเป็น แม่นายดัง มีจุดเปลี่ยนยังไง ?
ดัง พันกร : มันก็คงเป็นจุดเปลี่ยนที่มันก็บอกยากเหมือนกันนะ มันก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยเหมือนแฟชั่น ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบแฟชั่น เราก็จะตามแฟชั่นตลอดว่ามันเป็นยังไง บางทีมันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคเทคโนโลยีที่มันเกิดขึ้น ยุคที่มันเป็นจากเทปมาเป็น MP3 จากหนังสือพิมพ์จากอะไรอย่างนี้ก็กลายเป็นโซเชียลเป็นออนไลน์ มันก็เริ่มจากตรงนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เข้ากับยุคเข้ากับสมัยด้วย เลยทำเป็นเพจขึ้นมา ซึ่งมันก็ต้องมีอยู่แล้วไว้อัปเดตผลงานว่าเราทำอะไรบ้าง ตารางงานมีอะไรบ้าง ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้สำหรับแฟนเพลงของเราได้ติดตาม
จุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าถูกใจคนดู ?
ดัง พันกร : น่าจะเป็นจุดที่เราเล่นมุกต่าง ๆ คือเอาเรื่องอื่น ๆ มาผสม เพราะบางทีเราไม่ได้ทำงานเพลงอยู่ตลอดเวลา คือพยายามไม่ให้เพจมันหายไป พยายามโพสต์ทุกวัน บางทีก็อาจจะเอาเรื่องอื่น ๆ มาใส่บ้าง เอาเรื่องตลกโปกฮาของเราหรือไม่ก็เป็นเป็นมุกขำ ๆ ขึ้นมาแล้วก็โพสต์ลงไป ก็กลายเป็นว่าคนก็ขำไปกับเราด้วย คนเข้าใจมุกเราแล้วก็ขำในสิ่งที่เรานำเสนอ ก็ enjoy กัน มันก็เลยทำให้มีคนติดตามเรามากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวตนแม่นายเป็นอีกหนึ่งตัวตนที่เพิ่งจะตัดสินใจเดบิวต์เขาออกมาเหรอ ?
ดัง พันกร : คือแม่นาย มันต้องให้ทุกคนทราบก่อนว่าเพจของดัง พันกร DK Official มีแอดมินอยู่ด้วย มันก็จะมีความเป็นความเป็นดัง บวกกับคาแรกเตอร์ของแอดมินก็คือทีมงานด้วย เพราะฉะนั้นคาแรกเตอร์แม่นายก็จะเป็นคาแรกเตอร์ที่วาไรตี้กว่า ดัง พันกร คือมันจะมีอีกรสชาติหนึ่งที่มันต่างออกไป แต่ว่าต้นตำรับก็คือ ดัง พันกร นั่นแหละ แต่ว่าใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เพราะว่าเรามีแอดมินมาช่วยกันดูแล มีทีมงานดูแล
ตัวจริง ๆ เป็นคนแบบไหน ?
ดัง พันกร : ตัวจริง ๆ เหรอ ยังไม่รู้ว่าตัวปลอม ๆ เป็นยังไง (หัวเราะ) ก็เป็นคนปกติเหมือนทุกคนแหละ เหมือนกับด้วยอาชีพเรามันทำให้ต้องมีคนรู้จักเยอะ เป็นนักร้อง ความรู้สึกทุกอย่างมันเหมือนกับทุกคนที่ทำงาน แต่ว่ามันเป็นงานที่เรารัก มันก็เลยมีรู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราทำงาน การที่เราจะเป็นที่รู้จักหรืออะไรอย่างนี้ ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ดังมองว่ามันคือสิ่งที่เราเลือกมาแล้ว มันคือแพ็กเกจที่เราอยากเป็น นักร้องอันนี้คือสิ่งที่เราถือว่าเรารับได้ อุปสรรคอะไรอย่างนี้ครับ
ดราม่าที่เจอก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ ?
ดัง พันกร : เป็นเรื่องปกติ ถ้ายุคนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ตอนแรกเลยเจอข่าวไม่ดีเราก็จะเครียดเลย เพราะว่ากลัวทำให้คุณพ่อคุณแม่เสียใจ
ออกไปข้างนอกแล้วมีคนคาดหวังว่าตัวเราจะเหมือนเพจ 100% รับมือยังไง ?
ดัง พันกร : ไม่รับมือยังไงเลย ก็มายังไงก็ไปอย่างนั้น บางคนอาจจะคาดหวังว่าเราคงจะปากจัดกว่านี้ แต่ว่านั่นมันคือในเพจ เวลาใครเข้ามาแขวะเราอย่างนี้เราก็แขวะกลับ ถามว่า ดัง พันกร ปากจัดไหม ก็ปากจัดบ้าง ก็เหมือนในเพจแหละ มันก็จะมีในบางอารมณ์ แต่มันก็จะไม่ได้เป็นอย่างงั้นตลอดเวลา คิดว่าคนก็จะติดภาพเราในมุมที่เขาถูกใจมากกว่า คือบางคนชอบเราเวลาเราใช้คำพูดแบบปากจัดนิดหน่อย มันก็ทำให้เขามีรอยยิ้ม เขาจำภาพเราในมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมเป็นนักร้อง ร้องเพลงก็เป็นมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมของความสุภาพ ความเรียบร้อย ก็จะเป็นในมุมนั้น เชื่อว่าภาพจำแต่ละคนก็คงเป็นหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ว่าเขาชอบและจุดไหนที่เขาถูกใจเรา คิดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่คิดว่าหลัก ๆ น่าจะเป็นที่หน้าตา เพราะว่าหน้าตาดี (หัวเราะ)
ชอบ ดัง พันกร ในเวอร์ชั่นไหนของตัวเองมากที่สุด ?
ดัง พันกร : ชอบทุกเวอร์ชั่นเลย แต่ไม่ชอบเวอร์ชั่นตอนอายุเยอะ เพราะอยากจะหยุดมันไว้ตั้งแต่ตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ไม่ชอบตอนอ้วนด้วย
เคยน้ำหนักขึ้นไปถึง 78 เหรอ ?
ดัง พันกร : 78 ครับ แล้วก็จะจำไว้ตลอดชีวิตแล้วว่าฉันจะไม่มีวันกลับไปวันนั้นอีกแล้ว จะไม่มีใครได้เห็น ถ้ามีเมื่อไหร่เดี๋ยวจะเปิดขายพรีเซ็นเตอร์เลย (หัวเราะ) เพราะเราเป็นคนดูแลตัวเอง อาจจะเป็นช่วงที่เราสนุกกับชีวิตมากจนเราลืม ไม่เคยอ้วนมาก่อน เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนไม่ต้องมีตาชั่งเลย เพราะว่าจะกี่ปี ๆ มาชั่งก็เท่าเดิม จะกินมาเยอะแค่ไหนก็เท่าเดิม พออายุเยอะขึ้นมันก็มาโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวเหมือนกัน
ความอยากเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ไม่ว่าจะเรื่องแฟชั่น เรื่องเพจ มันความสุขจริง ๆ ?
ดัง พันกร : เหมือนกับเด็ก ๆ ที่เมื่อก่อนคนก็เจาะจมูกกันอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่าเราก็เป็นสิ่งที่ให้เด็กเยาวชนได้มองบ้าง แล้วได้เกิดแรงบันดาลใจ ถ้าเราเกิดอ้วนแล้วเราไปใส่กางเกง ใครจะอยากใส่กางเกงตามเราหรือใครจะอยากดู
อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนที่ก้าวข้ามทุกอย่างไปเป็นคนแรก ๆ ?
ดัง พันกร : คิดว่ามันคือสิ่งที่เราอยู่รอบ ๆ ตัวเรา เราอยู่กับแฟชั่นเยอะ บางทีเสื้อผ้ามันก็จะเป็นในภาพของแฟชั่นมากกว่า การใส่กระโปรงก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปเป็น transgender ก็ไม่ใช่ เราใส่กระโปรงเพราะรู้สึกว่ามันเท่ มันคือแฟชั่นของยุคนี้ ซีซั่นนี้ ใส่แล้วมันออกมาเท่
เคยคิดว่าตัวเองขาดอะไรไหม ?
ดัง พันกร : ไม่เคยถามตัวเองว่าตัวเองขาดอะไรไหม คือไม่ได้มองว่าชีวิตตัวเองมีอะไร ไม่ได้มองชีวิตตัวเองเป็นกราฟหรือว่าเป็นพายที่มันมีอะไรบ้าง เลยไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราก็ complete อยู่แล้วทุกวัน แต่ว่าสมมติไม่มีแฟน ถ้าเรื่องแฟนขาดแฟนไหม ถ้าเรามองว่าเราเป็นโสดคืออยู่กับตัวเอง เราก็มองว่าเราไม่ขาด แต่ถ้าแล้วถ้าเราเริ่มเอ๊ะ ถ้าเราอยากมีเมื่อไหร่หรือว่ามีความรู้สึกว่าไปแอบชอบใครจะรู้สึกขาดทันที คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่า เรื่องความรักมันจะขาดไม่ขาดมันอยู่ที่ว่าเราจะเจอใครคนนั้นมากกว่า มันไม่เจอมันก็เลยรู้สึกว่าไม่ขาด
46 ปีไม่เจอเลยเหรอ ?
ดัง พันกร : อาจจะแค่เจอกันแต่ว่าไม่ได้ว่าเจอแบบอย่างนั้น มีมองผ่านคนนี้ คนนี้น่ารักจังเลยอะไรอย่างนี้ คนนี้ดีนะแต่ว่าคงเจอแค่นั้น ได้เจอแต่คน ยังไม่ได้เจอความรักแบบอย่างนั้นจริง ๆ มากกว่า ก็คือตอนเด็ก ๆ ไม่เจอถึงขั้นที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เคยถามตัวเองเหมือนกัน ไม่ได้ว่าตัวเองขาดนะ แต่เห็นคนอื่นเมีแฟนแล้วถามคำถามกลับว่าทำไมเราไม่มีล่ะ
ดังแค่แฮปปี้ที่จะใช้ชีวิตแบบนี้และเอนเตอร์เทนแฟนคลับ และมี personal space ที่ให้ความอุ่นตัวเองได้เลย ?
ดัง พันกร : คือดังเพิ่งจะมาวิเคราะห์ตัวเองได้ไม่นานนี้ว่าเหตุผลมันคืออะไร ดังคิดว่าเมื่อก่อนมองว่าเราอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เป็นไทป์ที่จะมีแฟน คืออาจจะเป็นบุคลิกหรือการเติบโตมาอาจจะไม่เหมาะกับการจะมีแฟน ตอนแรกคิดว่าเป็นอย่างนั้น ก็ไปศึกษาทุก ๆ สถาบันหมดเรื่องความรัก แต่พอเราโตมาอีกหน่อยแล้วก็เริ่มมาถามตัวเองมันเป็นเพราะอะไร คิดว่าจริง ๆ อาจเป็นเพราะเรามีความคาดหวังเยอะเกินไปหรือเปล่า Perfectionist อย่างนี้ คิดว่าอาจจะเลือกเยอะก็ได้ คืออาจจะมองว่าดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังเป็นคนที่เก็บดีเทล คนที่จะมาเราจะต้องถูกใจ เขาจะต้องหมดจดเลย สมมติว่าถ้าเจอกันครั้งแรก กินอาหารแล้วข้าวติดปากข้างบน ติ๊กออก หรือไปเที่ยวกันแล้วเต้นท่าแปลก ๆ ก็คืออาจจะลดคะแนนลงมาทันที หลัง ๆ ถ้าใครถามจะบอกถ้าคนที่ใช่ก็คือใช่แหละ ถ้าเจอคนที่มันแบบถูกชะตากัน เจอกัน ชอบเรา เราชอบเขา ก็แค่นั้นพอแล้ว
คนที่เข้ามาต้องสบายขึ้นต้องไม่สบายน้อยลง ?
ดัง พันกร : ถ้าสบายน้อยลงจะมีทำไม บางทีถ้าเรามองข้ามไป แล้วเรามองว่านิสัยได้ เข้ากันได้นะ สุดท้ายดีเทลเหล่านี้มันก็ต้องกลับมาอีก
แต่เพจแม่นายก็ยังประกาศอยู่เรื่อย ๆ ?
ดัง พันกร : คือลุคเราด้วยอาชีพด้วยอะไรอย่างนี้ มันจะมีความมั่นด้วยการเป็นนักร้อง ความมั่นใจสำคัญอยู่แล้ว แต่ในเรื่องความรักเราจะค่อนข้างซีเรียสนะ จะ Old fashioned นิดหนึ่ง ก็จะเป็นคนที่จริงจัง ภาพคนมองอาจจะคิดว่าเราก็ไปได้หมดแหละ ซึ่งไม่ใช่ จะมีความเป็น conservative นิดหนึ่ง
มองภาพตัวเองมีคู่ไหม ?
ดัง พันกร : มองไม่ออก
คิดยังไงกับคำว่าคู่ชีวิต ?
ดัง พันกร : ก็เหมือนดูละคร น่าจะเหมือนดูในละครมากกว่า คือไม่คิดว่าตัวเองจะมีคู่ชีวิตที่อย่างที่นักจิตฯ ของเราบอก ก็คิดว่าถ้ามีจะมีใคร คู่ชีวิตก็ต้องเป็นคนที่เรารู้สึกสบายตัว ลอยตัวมากกว่านี้
เคยทุกข์กับอะไรที่ทำพังบ้างไหม ?
ดัง พันกร : ความทุกข์ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ไง ปฏิบัติธรรมช่วยเราเยอะมาก ถามตัวเอง ถามจิตตัวเอง มันคือการฝึกให้เราอยู่ได้บนโลกใบนี้
ถ้าคนนั้นสนทนาธรรมกับดังได้แบบลึกซึ้ง แล้วทำให้สบายตัวขึ้นก็เป็นไปได้ที่จะเริ่มเปิดใจ ?
ดัง พันกร : ก็แค่เรื่องธรรมไง
ถ้ามี 1 คำถามให้ถาม อยากถามอะไรนักจิตบำบัดเกี่ยวกับตัวเรา ?
ดัง พันกร : พี่ต้องมีแฟนหรือยังครับ (หัวเราะ) ก็ให้ถามนักจิตอีกทีหนึ่ง ดังเป็นโรคจิตไหม
เป็นคนอยู่กับตัวเองได้ลึกและดีมาก ?
ดัง พันกร : ต้องขอบคุณธรรมะจริง ๆ เลย เพราะว่าชอบศึกษา ตั้งแต่วัยรุ่น เริ่มตั้งแต่สวดมนต์ ทอดกฐิน-ผ้าป่า จนกระทั่งมานั่งปฏิบัติวิปัสสนาอะไรอย่างนี้ แล้วมันก็ทำให้เราได้ handle กับเรื่องหลาย ๆ อย่างได้ง่ายขึ้น แทนที่เราจะไปกังวล หรือบางคนเจอปัญหาแล้วกระวนกระวายอย่างนี้ก็คิดใหม่ คิดอย่างนี้เราก็โล่ง ก็คิดอย่างนี้ดีกว่าไหม
เวลามีปัญหาเราสามารถที่จะพูดคุย ?
ดัง พันกร : ใช่ อยากจะบอกคือธรรมะมันคือ philosophy of life มันก็คือการฝึกให้อยู่กับตัวเอง บางคนฟุ้งอยู่ข้างนอกเยอะ แต่บางทีเราเจอปัญหาเราแก้ทันทีเลย ก็คือถ้าปัญหามาเราก็จะแก้อย่างนี้ เวลามีความทุกข์มาก็คิดให้มีความสุข อย่างเช่นคุณพ่อไม่อยู่แล้ว เสียไปแล้วอย่างนี้ ก็บอกตัวเองว่าเราก็มีเลือดพ่อเลือดแม่อยู่ในตัวเรา พ่อก็ไม่ได้ไปไหนก็อยู่ในนี้แหละ เวลาคิดถึงพ่อก็ไม่ได้ไปไหน
สามารถติดตาม "How Are You Feeling?" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot, Facebook: Life Dot, Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=tei0Sz6ElhM





