ตอนเจอกันครั้งแรก ?
แพ็ค วุฒิกานต์ : ประมาณ 17 ปี น้องอูนเป็นน้องสาวของเพื่อน ตอนนั้นเป็นงานเรียนจบ คือจบ ม.6 ก็จะมีงานไปร้องคาราโอเกะกัน วันนั้นน้องอูนมาด้วย คือสะดุดตามาก เป็นผู้หญิงที่ยิ้มแล้วเหมือนแบบ เขาเอาโลกทั้งใบเราไปเลย
อูน ชนิสรา : วันนั้นโดนพี่สาวบังคับไป อูนเป็นคนไม่ชอบเข้าไปกับกลุ่มที่เราไม่ได้สนิทด้วย แต่อูนรู้จักพอประมาณในเพื่อน ๆ เขา แต่ไม่เคยเจอพี่แพ็ค เราก็นั่งแท็กซี่ไป เพราะว่าต้องตามพี่สาวเพราะโดนเรียก แล้วตรงสะพานตากสินปกติรถมันจะติดมาก ๆ แล้วเหมือนแท็กซี่เขาก็ข้ามผ่านสะพานตากสินโดยที่ไม่มีรถเลย แล้วแท็กซี่ก็หันมาพูดว่า....วันนี้ไปเจอใคร แสดงว่าน่าจะเป็นเนื้อคู่นะทางโล่งมาก ๆ เลย จำได้แม่นเลยและวันนั้นก็เป็นวันแรกที่เจอเขา ก็ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่าปะปี๊ไม่พูดสักคำเลย เขา ไม่พูดสักคำเดียว อูนก็เต้นสะบัดเลย ไม่ได้คุยกับเขาด้วย
แล้วใครทักใคร ?
แพ็ค วุฒิกานต์ : หลังจากวันนั้น ผมทักไปหาเพื่อนบอกว่าขอเบอร์ขออะไรหน่อยได้ไหม เพื่อน (พี่สาวอูน) ก็ยึกยักเป็นอาทิตย์อยู่เหมือนกัน
อูน ชนิสรา : พี่สาวเขาไม่ให้ตอนแรก เขาก็ทักมาแบบจีบเลยในยุคนั้นเป็นยุคที่ทุกคนมี MSN พี่เขาก็โทรมาบอกกำลังพยายามจะแอด MSN ไปหานะ ด้วยความที่เราก็น่าจะเป็นเพื่อนคนเดียวของเขาใน MSN ชื่อมันก็แบบเป็น หัวใจ ๆ P หัวใจ O แบบนั้นเลย แล้วก็จำได้ว่าแชทแรกที่ขึ้นมาก็เป็นแบบฮัลโหลมา 1 ที แล้วก็หัวใจ 6 บรรทัด แล้วก็พิมพ์หัวใจที่แบบเป็นตัวอักษร แล้วก็เขียนว่าเป็น P Love O อย่างนั้นมาเลย เราแล้วก็แบบแปลก ๆ แต่ว่าก็น่าสนใจดี เพราะว่ามันชัดเจนมาก ๆ เลย
คิดว่าถ้าในวันนั้นไม่เปิดใจอาจจะไม่มีวันนี้ เพราะว่าความสำเร็จของคุณมาได้ด้วยคู่ชีวิตที่อยู่เคียงข้าง ?
พลังงานของตัวเรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปเลยไหม จากการที่มีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ในตัวเรา ?
อูน ชนิสรา : มากค่ะ อูนเป็น PCOS เคยประจำเดือนขาด 6 ปี ทุกรอบที่อูนประจำเดือนมาในปีที่ผ่านมานี้ อูนเลือกที่จะไปฝากไข่แล้ว เพราะว่าอูนรู้สึกว่าไม่มี hope ในการมีธรรมชาติ ในหัวอูนการท้องเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นเองด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น 2 เดือนแรกไม่รู้เรื่องใช้ชีวิตปกติ พอไปตรวจจนเห็น คือไม่เชื่อ ต่อให้ฮอร์โมนขึ้นก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจแล้วก็เห็นตัวอ่อนที่อยู่ในจออัลตราซาวนด์ ช็อค มันมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เราไม่มีอำนาจควบคุม ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอะไรที่ทำให้อูนรู้สึกแบบนั้น รู้สึกว่าชีวิตเกิดมาเราเลือกได้พอสมควร อาจจะมีบ้างเรื่องแบบเราเกิดมาในครอบครัวไหนเราเลือกไม่ได้ แต่ว่าเราก็ใช้ชีวิตมาจนเราไม่ได้สังเกตสิ่งนั้น แต่พอมามีลูก พอเห็นจอ รู้สึกนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่อูนไม่ได้เลือกในชาตินี้ อูนอาจจะทำอะไรกับพี่แพ็คมา เขาอาจจะทำอะไรกับอูนมา แล้วมันคงเป็น promise หรือว่าสัญญาบางอย่างที่ทำให้เราได้มาเจอกันในจังหวะที่เขาใจดีกับอูนที่สุด ก็คืออูนพร้อมที่สุด อูนว่า miracle ก็ไม่ได้เกินความรู้สึกตอนนั้น ว่าตอนที่น้องเรียกอูนกับพี่แพ็คว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่แล้ว พี่แพ็คก็จะหันไปทันทีแล้วก็พูดว่าอะไรนะ
แพ็ค วุฒิกานต์ : เดี๋ยวรอ 3 เดือนก่อน เพราะว่าถ้าก่อนหน้า 3 เดือน ตัวแปรมันเยอะมาก แล้วเปอร์เซ็นต์มันแบบ คือเปอร์เซ็นต์มันสูงกว่านี้เยอะที่จะไม่อยู่ด้วยอะไรอย่างนั้น แต่พอเกิน 3 เดือน เปอร์เซ็นต์มันเหลือค่อนข้างน้อยมากแล้ว มัน diff กันเยอะเลย ก็เลยคิดว่ารอ 3 เดือนก่อนดีกว่า แล้วค่อยดีใจดีกว่า เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดมันก็อาจจะเป็นกลัวตัวเองด้วย กลัวใจ ก็เลยพยายามเก็บไว้นิดหนึ่งแบบรอ 3 เดือนดีกว่า
อูน ชนิสรา : แต่มันเป็นสิ่งเดียวในชีวิตจริง ๆ ที่มันทำแบบธุรกิจไม่ได้ คือหมายถึงว่าธุรกิจเราสามารถคอนโทรลความหวังตัวเองได้ แต่เรื่องนี้เหมือนเราก็จะทำตัวแบบนี้กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจำได้ว่ามันมีไฟลท์ที่จำเป็นต้องบินแล้วก็กลับมา พอกลับมาอูนจำได้ว่าโมเมนต์แรกที่อูนน้ำตาไหล คือคนปกติเขาได้ยินเสียงหัวใจเขาน้ำตาไหลกัน อูนไม่ อูนไม่เชื่อมันก่อน อูนยังต้องรอ 3 เดือน อูนจะยังไม่ดีใจและ celebrate สิ่งนี้ จะรอ 3 เดือน แต่ว่าวันที่กลับมาแล้วอูนจำได้ว่าจากสนามบิน อูนไปโรงพยาบาลทันที อัลตราซาวนด์แล้วได้ยินเสียงหัวใจ ร้องไห้หนักเลย แล้วก็ surrender เลยว่าเราไม่สามารถไม่รักสิ่งนี้ได้แล้ว
แพ็ค วุฒิกานต์ : คือต้องย้อนกลับไปก่อนว่าตอนความกลัว มันเริ่มตอนอยู่บนไฟลท์เครื่องบิน มันเห็นชัดมาก เพราะปกติเราเป็น 2 คนที่บินเยอะมาก บินตลอดเวลา ถ้าเครื่องบินตกหลุมอากาศ มันจะแบบ ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียส เพราะบินมาเยอะแล้ว ไฟลท์นั้นเป็นไฟลท์ที่ความรู้สึกมัน flip กันเลย พอเริ่มตกเยอะ ความตื่นเต้นไม่มีกลายเป็นความกลัว ถ้าตกเยอะลูกจะมีปัญหาหรือเปล่า กลายเป็นว่าน้ำตาซึม แล้วปกติเป็นคนไม่ร้อง คือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นคนไม่มีน้ำตา วันนั้นคือต้องเช็ด ต้องยอมรับว่าช่วง 2 เดือน ค่อนข้างเครียดเลย เหมือนเป็นความเครียดที่ใหม่ล่าสุดที่เราไม่เคยเจอมาก่อนแล้วกัน ความเครียดนี้จะดีลกับมันยังไงดี
ในวันที่ความเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรง กลัวอะไรมากกว่ากันระหว่างงานพังหรือใจพัง ?
แพ็ค วุฒิกานต์ : ไม่กลัวใจพัง เพราะว่าในใจลึก ๆ เชื่ออยู่แล้วว่าเรา 2 คน คุยกันได้ตลอด มีอะไรแชร์กันได้ตลอด เพราะฉะนั้นคำตอบคือไม่ได้กลัวใจพัง กลัวงานพัง เราผ่านช่วงเวลาเด็ก ๆ ผ่านช่วงเวลาเรา 2 คนเรียนรู้อะไรแบบโตขึ้นมาเยอะมาก ท้ายที่สุดคำตอบมันง่ายมากเลยว่า เราไม่ได้เพิ่งผ่านกันมาแค่นี้ เราผ่านกันมาก่อนหน้านี้แล้วแต่เราจำไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเรามั่นใจกับ energy นี้ว่ายังไงเราอยู่กับเขาได้ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ก็เลยไม่ได้กลัว
อูน ชนิสรา : เหมือนกัน อูนรู้สึกว่าใจไม่พัง ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็น issue เพราะว่าต่อให้ตีกัน เดี๋ยวมันจะมี way out อาจจะใจเจ็บแต่ไม่พัง คือเราพูดถึงใจพังไปแล้วว่ามันเฟิร์มมาก เรื่องงานพัง อูนว่าสำคัญ เพราะว่าอูนรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิต มันเป็นช้อยส์ที่เราเลือก เช่น อูนเลือกที่จะเป็นภรรยาเขา เลือกที่จะทำงานกับเขา แล้วก็เลือกที่จะเป็นผู้บริหารร่วมกับเขา เพราะฉะนั้นในโมเมนต์ที่เราคุยกันเรื่องงาน เราจำเป็นต้องเป็นผู้บริหารที่ต้อง ignore role อื่น ๆ ไปบ้าง เช่น ในฐานะสามีภรรยาที่จะแบบแทรกไอเดียกัน เถียงไอเดียกัน เพราะว่าเรามีหน้าที่ๆเราเลือกเองว่าจะเป็น ก็คือเราจะเป็นผู้บริหารด้วย เลยรู้สึกว่าไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้กลัวใจห้ามพังแล้วงานจะพัง มันไม่ได้ เพราะทุกหน้าที่เราก็เลือกมาแล้วว่าเราจะทำ
ถ้าวันหนึ่งเขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ จะเลือกยืนข้างเขาแบบไม่มีเงื่อนไข หรือจะเลือกยืนข้างความถูกต้อง ?
เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาระหว่างคบกันมา 17 ปีไหม ที่ต้องคุยกันแบบตรงไปตรงมากับความถูกต้อง ?
อูน ชนิสรา : อาจจะเป็นฝั่งอูนมากกว่า สมมุติว่าจริง ๆ อูนใหม่ในโลกของโซเชียลมีเดีย เวลาเจออะไรหรือว่าเลือกที่จะตัดสินใจทำอะไร เป็นคนโพล่ง ๆ อย่างนี้ ตอนนั้นเราไม่ได้เรียนรู้ว่าจังหวะมันควรจะประมาณไหน อะไรที่เราพูดไปมันเป็น Digital footprint เป็นสิ่งที่อยู่ไปตลอดชีวิต ก็รับผิดชอบมันด้วยความรู้สึกของอูน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ต้องเข้ามายืนข้าง อูนเป็นคนเบรกเขาเสมอ เราจะต้องเจ็บปวด ถ้าอูนทำผิดต้องรับและก็ชดใช้ จะกันเขาออกในมุมที่อูนมองจะสังเกตว่าพี่แพ็คไม่เคยเข้ามายื่นมือแทน หรือมาแก้ตัวอะไรแทน เพราะอูนไม่ต้องการสิ่งนั้น อูนก็จะทำแบบนั้นกับเขาเหมือนกัน และก็คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเวลาเผชิญอะไรพวกนี้เราโดนคนเดียวเรารับคนเดียว แต่ถ้าเรามีความสัมพันธ์กับคน ๆ หนึ่งแล้วเราใกล้มาก ๆ อย่างเป็นแฟน เป็นสามี ไม่จริงเลย เขาโดน และบางทีเขาเหนื่อยกว่าเราอีก เพราะเขาต้องมานั่งเห็นเราร้องไห้ นั่งเห็นเราทุกข์ นั่งเห็นเราเสียใจ คือแค่บอกว่าอยู่ข้าง ๆ แบบไม่มีเงื่อนไข แค่เขาก็เหนื่อยแล้ว ไม่ต้องมานั่งรับผิดชอบอะไรแทนกัน เพราะว่ารับผิดชอบเราในขณะที่เราทุกข์ การที่เราต้องรักกันในเวลาที่เราอ่อนแอ มันไม่ง่าย แค่นั้นก็พอแล้ว
แพ็ค วุฒิกานต์ : เขาต้องรู้ว่าเขาทำอะไรผิด และอีกสิ่งหนึ่งเขาก็จะรู้ว่าเราก็จะอยู่ข้างเขา
อูน ชนิสรา : พอทำงานด้วยกันมันก็จะมีความผิดพลาดด้านการทำงานด้วย เช่น การตัดสินใจผิด ซึ่งอูนมองว่าอันนี้ก็สำคัญเหมือนกันว่าเรากับเขามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญแค่ไหนของชีวิต เช่นสมมุติว่าอูนมองเงินเป็นเรื่องไม่ได้สำคัญมาก อูนมองว่าถ้าเกิดว่าเรามี benchmark ของการเงินที่เราอยู่ได้ประมาณหนึ่งแล้ว เงินมันไม่ได้เป็นเรื่องที่แบบควรจะต้องมาทู่ซี้หรือว่าเจ็บปวดขนาดนั้น แต่เขาสมมุติว่าเขาเป็นคนที่แบบเรื่องเงินไม่ได้เลย เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง คือรู้สึกว่าความสำคัญของสิ่งที่เรามองไป มันก็ต้องคล้าย ๆ กันด้วย ถ้าเป็นความผิดในด้านนั้นไม่เป็นปัญหา
รู้สึกว่ามีอะไรที่ทำให้เราต้องปรับ ?
แพ็ค วุฒิกานต์ : ผมอยากเป็นคนดีในทุกมิติเลย กลัวว่าเพราะในมุมของแพ็ค ต้องบอกก่อนว่าเรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ perfect สำหรับเขา มาตรฐานความเป็นมนุษย์เขาสูงมาก เพราะฉะนั้นเราก็เลยกลัวว่า ณ วันหนึ่งถ้าเราไม่เป็นคนดีพอ energy มันจะไม่แมตช์กัน เพราะว่าแพ็คเชื่อในความเป็น energy มาก ยกตัวอย่างเช่นในห้องมันโทรศัพท์เข้า ถ้ามันหรือพลังงานต่าง ๆ ถ้ามันไม่ตรงคลื่นกัน มันไม่มีทางรับได้ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดถ้าคลื่นของเราไม่แมตช์กับคลื่นของเขา ปัจจุบันเรายังอยู่ด้วยกันได้ แต่ในอนาคตถ้าเขาเป็นคนดีเลเวลนี้แล้วเราเป็นคนดีแค่เลเวลนี้ คลื่นมันไม่ตรงกัน อนาคตก็อาจจะหากันไม่เจอ เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดก็เลยอยากเป็นคนดีขึ้น แล้วพยายามเป็นคนดีขึ้นเพื่อให้พลังงานมันแมตช์กัน
อูน ชนิสรา : ของพี่แพ็คเป็นมาตรฐานความดี ของอูนเป็นมาตรฐานความสุข พี่แพ็คเป็นคนที่มีความสุขง่ายที่สุดในโลก Like the simplest thing แบบว่านั่ง ตื่นมาจริง ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลยก็ได้ แบบนั่งดูต้นไม้ น้ำ เพราะตอนนี้เราอยู่ในส่วนที่ทำงานกันมาเหนื่อยแล้ว ก็ทำงานกันมาเหนื่อยจนแบบมีเงินพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้ ขอให้องค์กรทุกคนอมยิ้มทุกวัน ตื่นมาแบบว่าสุขภาพจิตทุกคนแฮปปี้ เราอยู่ในจุดนั้นกันแล้ว เพราะฉะนั้นคือ requirement ชีวิต ไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไปในการที่จะมาทำให้เราบอกว่าเรายังไม่มีความสุข จริง ๆ อูนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีความสุขง่ายมากเลยนะ แบบดอกไม้ดอกเดียว อาหารอร่อย มันก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว แต่ความสุขของพี่แพ็คมันไม่ใช่แบบนั้น ความสุขของพี่แพ็คคือการมองในกระจกแล้ว วันนี้เก่งจัง วันนี้น่ารักจัง วันนี้ทำดีแล้ว มันคือความพอใจในการเป็นมนุษย์ในทุก ๆ วัน แล้วเราเรียนรู้ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีความทุกข์ค่อนข้างเยอะ แล้วเขานั่งข้าง ๆ แบบเดินมานั่งข้าง ๆ อย่างจงใจ เหมือนวันนั้นคงทนไม่ไหว เขาก็เดินมาแล้วพูดว่า…หม่ามี้รู้ไหมว่าการเป็นสามีภรรยากัน ทุกครั้งที่หม่ามี้มีความทุกข์มันแตะมาถึงเขา แล้วยิ่งถ้าเขาทำอะไรไม่ได้ มันอึดอัด จะให้เขาทำยังไง ในเมื่อตัวเขาเองคนเดียวเป็นสามีที่ดีขนาดนี้ยังไม่พอเหรอ คำถามที่เขาพูดว่า มันไม่พอจริง ๆ เหรอ หมายถึงว่าทุกวันนี้ที่มีไม่พอให้หม่ามี้วางทุกอย่างบนโลกนี้ได้แล้วเหรอ พอฟังคำนั้นคืนนั้นทั้งคืนคิดแบบคิดวน ๆ แล้วเขาปิดท้ายบทสนทนาด้วยคำว่า ปะปี๊อยากได้ภรรยาปะปี๊คืน จำได้ว่าหลังจากประโยคนั้นอูนก็วางได้แบบเก่งขึ้นมากจริง ๆ ไม่เชิงวางแต่ว่าถือน้อยลงด้วย แล้วพอจังหวะที่มีน้องก็ยิ่งเข้าไปใหญ่ ก็รู้สึกว่ามองในกระจกแล้วไม่ได้เห็นคนที่ไม่น่ารัก ไม่ได้เห็นสิ่งที่ต้องแก้ แต่เรากลับเห็นว่าวันนี้ประมาณนี้ ได้เรียนรู้อันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เอาใหม่ น่ารักมาก แล้วก็หัดพูดชมตัวเองออกเสียงสำคัญมาก ทำตามเขาเลย ที่ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทำอะไรเยอะ สบาย เราก็อยากสบายแบบเขาบ้าง ทำไมแต่ก่อนอูนไม่เคยมองเลยว่าตื่นมาเราเป็นภรรยาที่น่ารักแล้ว เราเป็นเจ้านายที่โอเค เราเป็นเพื่อนที่น่ารักแล้ว เราไม่เคย take credit ตรงนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเราเบาขึ้นแล้วก็มีความสุขขึ้นตามเขาเหมือนกัน
แพ็ค วุฒิกานต์ : ในมุมมองของแพ็ค น้องอูนไม่เคยไม่เก่ง แต่บางทีเขาไม่เชื่อตัวเองแล้วเขาไม่เคยชมตัวเอง เขามองว่าทำไมเราไม่เก่ง มุมมองของเขาที่เหมือนเขาอาจจะอยากดีกว่านี้ แต่สำหรับเรา ณ โมเมนต์นั้น มันเกินความเก่งไปแล้ว มันก็เลยความเก่งของเขาคนมันมีเยอะเหลือเกิน บางทีก็เลยอาจจะแบบเห็นพอเห็นเขาแล้วก็บางทีเหนื่อยแทน เพราะบางทีเขาอาจจะ ทำไมเขายังไม่รู้ว่าตัวเขาเก่ง ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเก่งมาก ก็เลยบางทีก็แบบแอบเหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่ามันไม่รู้ว่าตัวเองทำดี ตัวเองทำถูก แล้วมันเหมือนแบบว่ายน้ำโดยไม่รู้ถิ่นรู้ทาง เขาบางทีบางโมเมนต์นั้น น้องอูนเขาเป็นอย่างนั้นอยู่
อูน ชนิสรา : จริง ๆ มันต้องให้อภัยตัวเองก่อนแล้วถึงจะยอมรับในด้านดีได้ อูนก็เรียนรู้ด้วยว่าเหมือนมองย้อนกลับไป อูนทำดีที่สุดในสติปัญญาของตัวเองช่วงนั้น ปัญญาของอูนมันมีแค่นั้น ในปีนั้น ๆ บางอย่างเราอาจจะไม่ชอบมันในตอนนี้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเรายังเรียนรู้อยู่แค่นั้น ยังมีปัญญา มีปัญญามากขึ้นตามการเรียนรู้ของเรา ก็เลยเหมือนพอเรายอมรับตรงนั้นได้ ฟังสิ่งที่เขาคอยซัพพอร์ต เขาตั้งใจมาก ๆ จริง ๆ ที่จะทำให้เรารู้เรื่องนี้ แล้วพอเราเริ่มยอมรับบ้าง ชีวิตเปลี่ยนเยอะ
ถ้าต้องแยกกัน 1 เดือน โดยติดต่อกันไม่ได้เลย อะไรคือความรู้สึกแรกที่คิดว่าจะหายไปทันที และคุณจะรับมือกับมันยังไง ?





