เป็นคนที่ชอบครีเอตตั้งแต่เด็กเลยไหม ?
ออน สมฤทัย : คือตอนเด็ก ๆ เราคิดเสมอว่าอยากจะรวย เพราะเกิดมาในครอบครัวข้าราชการ ไม่ได้หวือหวา เหมือนดูละครแล้วก็เห็นความรวยจากในนั้น คฤหาสน์ในละคร ตั้งแต่เด็กเรารู้สึกว่าอยากจะสบาย อยากจะรวย แล้วตั้งเป้าไว้แบบนั้น แล้วจะทำยังไง ก็กลายเป็นว่าเราจะชอบขยันทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจจริง ๆ ว่าเส้นทางของความสำเร็จต้องผ่านจุดไหนบ้าง ซึ่งมันค่อนข้างที่จะเป็นธรรมชาติที่ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ คนเรามันต้องพยายามก่อน แล้วพยายามไม่ท้อ 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็ไม่มีทางสำเร็จ สำเร็จมันอยู่ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ความสำเร็จมันอาจจะต้องล้มเหลวก่อน และนี่คือทางผ่าน เราจะเรียนรู้อะไรกับมันได้บ้าง ทำมาตลอดทั้งชีวิต โดยที่ไม่รู้ว่าอันนี้มันซึมเข้าไปตอนไหนแล้ว เราชอบเตือน ชอบสอนคนรอบข้าง ว่ามันแค่ทางผ่านแป๊บหนึ่ง อันนี้คือเรื่องปกติที่เราจะต้องเจอ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มันก็ต้องมีล้มเหลวก่อนบ้าง ถูกปฏิเสธ ถ้าเราไม่ลืมความฝันนั้น อีก 5 ปี เราอาจจะทำอะไรสักอย่างจนเก่งขึ้นก็เป็นเรื่องง่ายที่จะถึงความสำเร็จนั้น
สร้างคอนเทนต์ให้มีกระแส มุ่งมั่น กลายเป็นคนที่คนรู้จักอย่างแท้จริงในมุมกว้างในหลาย ๆ ตลาดทั่วโลก อะไรคือตัวขับเคลื่อนของเรา ?
ออน สมฤทัย : มันต้องเชื่อมกันค่ะ เพราะว่าทำธุรกิจ ตอนนั้น AI ยังไม่มา เราอยู่ในโลกที่ทุกคนต้องเข้าโซเชียลมีเดีย ทุกคนต้องทำคอนเทนต์ ต้องมีตัวตน เพื่อให้ขายของได้ง่ายขึ้น หรือทำอะไรก็ตามได้ง่ายขึ้น เราก็เข้าใจตรงนั้นว่าต้องมีตัวตนเหมือนกัน แต่คำถามคือจะทำยังไง จะถ่ายทอดออกมายังไง จะทางอ้อมไหม หรือแบบไหน เพราะเราก็เคยลองทางตรงมาแล้ว พูดหัวข้อนี้ ตอบคำถามนี้ พูดแบบ Professional คนก็จะดูเฉพาะคนที่สนใจเรื่องนั้นจริง ๆ แต่ถ้าจะทำยังไงให้คนสนใจในวงกว้าง เราก็ต้องตีโจทย์ให้กว้างขึ้นไปอีก
คิดว่าจุดไหนที่เชื่อมกับคนดูทั่วโลก คืออะไร ?
ออน สมฤทัย : คิดว่าว่าคนอยากจะรู้ว่ามีจริง ๆ ด้วยเหรอ การช้อปปิ้งเยอะ ๆ ตอนนั้นแค่ถ่ายคลิปไม่ได้ซื้อจริง ๆ เพราะว่าของในร้านตัวเอง ตอนแรกคนยังโยงไม่ได้ แต่ว่าคนพยายามจับ พยายามคอมเมนต์ บางคนบอกว่าอันนี้คือโปรโมตการตลาดที่ดีมากเลยที่เขาเคยเห็น
ชีวิตจริงกับโลกโซเชียลต่างกันไหม ?
ออน สมฤทัย : ต่างกันนะคะ คือหลังกล้องจริง ๆ เราเป็นคนค่อนข้างชิลมาก ๆ เลย วันไหนที่ไม่ได้ถ่ายคลิปหรือไม่มีงานอะไรก็จะหน้าสดเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็แต่งตัวเสื้อยืดกางเกงธรรมดา ไม่ได้คิดว่าจะต้องสวยเป๊ะหรือพร้อมออกงานทุกวันขนาดนั้น เป็นคนชอบทำอะไรเดิม ๆ ด้วย กินข้าวร้านเดิม ดูหนังเหมือนเดิมทุกสัปดาห์ ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว คือทุกวันศุกร์กับวันอาทิตย์ต้องล็อกเวลาไว้สำหรับดูหนังเลย คือหมอเขาชอบดูหนังอยู่แล้ว ออนก็เลยชอบตามไปด้วย คือตอนนี้ค่อนข้างชอบทำอะไรเป็นกิจวัตร เพราะมันทำให้รู้สึกว่าเป็นคนมีวินัยมากขึ้นค่ะ โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีลูกแล้ว อะไรหลาย ๆ อย่างก็เริ่มเป็นกิจวัตรมากขึ้น ตื่นนอน ส่งลูกเข้านอน แล้วระหว่างวันก็ทำโน่นทำนี่ไป มันเหมือนกับว่าเราได้ทำหลายอย่างในแต่ละวัน แล้วทุกอย่างก็มีจังหวะ มีระบบ ชอบให้มีตาราง
คิดว่าลูกจะมองเราเป็นคนแบบไหน ?
ออน สมฤทัย : คิดอยู่ เวลาลูกไปโรงเรียนจะโดนเพื่อนล้อไหม เพราะเราชอบพูด Thank You Kateyki จะโดนเพื่อนแซวไหม ทุกวันนี้ลูกยังคอมเมนต์ไม่ได้ แต่ว่ารู้สึกว่าเริ่มอยากเลียนแบบ อยากเป็นผู้ใหญ่ เราอยู่กับเขาแล้วจะรู้สึกได้ว่าอยากเข้าแก๊ง อยากทำได้เหมือนแม่
เขาจะดูออกไหมว่าตอนนี้แม่กำลังเติมสีสันให้กับคาแรกเตอร์ ซึ่งลูกตอนนี้อยู่ทั้ง 2 มิติกับแม่ด้วย เพราะทำคอนเทนต์ เขาชินหรือยังกับการถ่ายคอนเทนต์ ?
ออน สมฤทัย : เหมือนเขาจะชินแล้วนะคะ ก็แล้วแต่อารมณ์เขาเลย แต่เราเอาตัวเราเป็นหลักมากกว่า คือไม่ได้ไป Push ให้เขาต้องมาทำด้วย เพียงแต่ทุกครั้งที่เราได้ทำคอนเทนต์หรือออกมาข้างนอก เฟรญ่าเป็นเด็กที่ชอบออกไปข้างนอกมาก แล้วเวลาได้ออกมาเจออะไรใหม่ ๆ เขาจะมีพัฒนาการที่ดีมาก พอกลับถึงบ้านก็จะพูดเยอะมาก เล่าโน่นเล่านี่ตลอด รู้สึกเหมือนได้ประโยชน์ 2 ทาง ซึ่งตอนนี้สนใจเรื่องช้อปปิ้งน้อยลงค่ะ รู้สึกว่าตอนนี้ชอบการวางแผนอนาคตมากกว่า มองระยะยาวมากขึ้น แล้วก็พยายามลดความเสี่ยงในหลาย ๆ เรื่อง อย่างเรื่องการลงทุน เราก็จะมองไปถึงอนาคตของเขา จะคิดเสมอว่าทำยังไงถึงจะดีที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาได้มากที่สุด ทุกวันนี้จะทำอะไรก็คิดถึงเรื่องนี้ตลอด
บริหารเวลาทำงานกับการเลี้ยงดูลูกยังไง ?
ออน สมฤทัย : ออนเป็นคนที่ค่อนข้างคิดตลอดเวลา ทำงานตลอดเวลา ในหัวจะคิดอยู่ตลอดว่า ถ้าเดินทางไปไหนหรือเจออะไร เราจะต่อยอดยังไง จะมองสิ่งรอบข้าง แล้วรู้สึกว่าเอามาปรับใช้หรือพัฒนาต่อได้ไหม เหมือนได้เก็บประสบการณ์จากสิ่งรอบตัว แล้วก็โน้ตไว้ในหัวว่าจะทำ ก็โชคดีที่บ้านเราไม่ค่อยต้องออกไปไหน นอกจากมีงานหรือมีธุระจริง ๆ อย่างหมอก็ทำงานอยู่ที่บ้าน ถ้าเหงา ๆ ก็พาเฟรญ่าไปโผล่จ๊ะเอ๋แดดดี๊ตอนผ่าตัด
เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้า Luxury ก็เปลี่ยนตาม ?
ออน สมฤทัย : ออนก็เข้าใจ แล้วก็เห็นด้วยกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปด้วย แล้วก็เห็นด้วยกับการที่เราก็ซื้ออะไรที่มันเซฟเงินลง เพราะเรามองว่าเทรนด์นี้มาก็คือเทรนด์ที่ไม่ต้องตะโกน ไม่ต้องอวดอะไรเยอะ เทรนด์นี้มันก็น่ารักนะ ควบคู่ไปกับ Wellness มันก็ทำให้ทุกคนมาดูแลจิตใจภายในของตัวเอง ของที่ต้องมีก็ไม่ต้องโลโก้มาก ก็เป็นเรียบ ๆ ไม่ได้บอกว่าซื้อของถูก แต่ซื้อของที่มันใช้ได้ยาว ๆ
เวลาไปเที่ยวมีคนรู้จักเรากับลูกเยอะใช่ไหม ?
ออน สมฤทัย : ช่วงนี้พาเฟรญ่าออกบ้านบ่อยนะ ขอบคุณมากเลยค่ะที่เอ็นดูเฟรญ่า ไปแต่ละประเทศนี่คือคนค่อนข้างที่จะจำเราได้ โดยเฉพาะสนามบิน เขาจะพูดว่า Are you in TikTok Oh, Can I take a photo ? บนเครื่องบินก็เจอ เดินเข้ามาแล้ว ตื่นเต้นมากที่ได้เจอ น่ารักมาก รู้สึกอบอุ่น แล้วเราก็ไม่เคยเบื่อเวลาคนมาทักขอถ่ายรูป เพราะว่ามันเป็นช่วงโมเมนต์ที่เรารู้สึกขอบคุณ
หลักการในการใช้ชีวิตของออน สมฤทัย ?
ออน สมฤทัย : ออนเป็นคนที่ไม่ชอบมีพลังงานลบอยู่ในตัวเอง หรืออยู่รอบตัว ก็จะคอยเตือนคนรอบข้างเสมอ ถ้าเขามีความคิดในเชิงลบ ว่าลองมองอีกมุมหนึ่งดูไหม ลองคิดในทางที่ทำให้เรามีความสุขมากกว่านี้ แค่เราคิดบวกก็มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับพลังงานลบเข้ามาเพิ่ม ทุกวันนี้โลกก็มีเรื่องลบเยอะอยู่แล้ว ทั้งสงคราม ทั้งปัญหาต่าง ๆ มีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ดีกว่า เพราะหลายเรื่องมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรง ก็ไม่จำเป็นต้องดึงมันเข้ามาอยู่ในใจเราค่ะ
คุณข้ามผ่าน Baby Blue และซึมเศร้าได้อย่างไร ?
ออน สมฤทัย : อันนี้อยากแชร์มากเลย หัวอกแม่จะเข้าใจแม่ ๆ ด้วยกัน ตอนเราท้อง มีรีวิวเยอะมากเกี่ยวกับวิธีดูแลตัวเองต่าง ๆ แต่หลังคลอดไม่ค่อยมีรีวิว ออนก็ค่อนข้างตกใจ ช็อกเลย อย่างแรกที่ช็อกคือ ออนดูแลตัวเองมาตลอด ไม่มีรอยแตกลายเลยตอนท้อง แต่หลังคลอดกลับแตก คลอดออกไปแล้วนะถึงมาแตก คือมันไม่ใช่แค่บวม แต่มันลดลงเร็ว ก็เลยแตกเหมือนกัน ตัวก็ใหญ่ เท้าก็บวมเหมือนลูกโป่ง ออนตกใจมาก เราถามหมอเลยว่าจะมีชีวิตอยู่ไหม เพราะเราไม่เคยเห็นร่างกายตัวเองเป็นแบบนี้ เราถึงขั้นบอกว่าถ้าพรุ่งนี้น้องไม่ตื่น น้องไม่หายใจแล้ว บอกด้วยนะกลัวตัวเองมาก แพนิกไปเลย ทำไมเท้าบวมขนาดนั้น เรานึกว่าตัวเองแข็งแรง ถ่ายคลิป ทำงาน ใช้ชีวิตปกติ สุดท้ายก็บวม เลยใช้เวลาไม่นานแค่ 10 วันเท่านั้น ลดไป 10 กิโลกรัม แต่ตัวไม่ลด เพราะเวลาคุณแม่ที่ต้องให้นม ตัวจะบวม
10 วัน ลด 10 กก. แต่ตัวไม่ลด ความตกใจที่ร่างกายเปลี่ยนสภาพขนาดนั้น จิตใจตอนนั้นเป็นยังไง ?
ออน สมฤทัย : แย่มาก คือคนไม่ค่อยรู้ คิดว่าออนมีความสุขตลอดเวลาหรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่เลย คือแย่มาก นอนน้อย ให้นมแล้วนมก็น้อยอีก ตัวก็บวม หุ่นก็เละ ส่องกระจกทุกวัน ตอนจะอาบน้ำก็ต้องเห็นร่างกายตัวเอง ตอนนั้นยังไม่ซึมเศร้า แต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล เป็นคนที่วิเคราะห์ตัวเองตลอด แต่ก็ไม่ได้ว่ารู้ทันตลอดว่าอันนี้กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้า เกิดขึ้นแล้วถึงมารู้ โดยเฉพาะถ้าเป็นวิวซึม ๆ หรือตอนจะพระอาทิตย์ตก นั่งรถอยู่เศร้าเลย กำลังร้องเพลงพอพระอาทิตย์ตก หมอบอกเอาอีกแล้ว เป็นจริง ๆ มันสวิตช์ดาวน์ลง คือออนอยากให้กำลังใจแม่ ๆ มากเลยนะ สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือเราไม่จำเป็นต้องเป็นคุณแม่ที่สมบูรณ์ทุกอย่าง โดยเฉพาะลูกคนแรก เราจะรู้สึกว่าต้องทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง จริง ๆ แล้วเราไม่รู้ทุกอย่างหรอก มันค่อย ๆ เรียนรู้ ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ไม่จำเป็นต้องเป๊ะขนาดนั้น ออนรู้สึกว่าแม่ ๆ ทุกคนเป็นแบบนี้ 1. เปรียบเทียบ 2. คิดว่าตัวเองยังทำไม่สมบูรณ์ แล้วคุณแม่มีหน้าที่ให้ตัวเองมีพลังบวกตลอดเวลา ให้ตัวเองมีความสุข มันจะถ่ายทอดไปสู่ลูก
พลังงานหรือความรู้สึกของแม่ส่งไปถึงลูกในครรภ์ด้วยไหม ?
ออน สมฤทัย : เรื่องอารมณ์ คุยกันเสมอกับคุณหมอว่าอยากให้ลูกอารมณ์ดี หัวเราะตลอด อย่างตอนท้องมีความสุขมาก หลังคลอดเท่านั้นแหละให้อันดับ 1 เลย ร่างกายที่เปลี่ยน ช็อกเลย ค่อย ๆ ปลงไปเรื่อย ๆ แล้วใช้คำว่า ช่างมัน คือเราก็ผ่านเรื่องนี้มา ไม่ได้ว่าเราผ่านเราลำพัง เรายังมีลูก คุณหมอสองเขาก็ช่วยออนผ่านเรื่องนี้มาโดยตลอด เขาก็คอยใช้วิธีพูด ค่อย ๆ คุยกับเราพยายามเข้าใจเราในทุกเรื่อง พยายามมองในมุมของเรา และอยู่ข้างเราเสมอ ออนรู้สึกว่าตรงนี้ต้องขอบคุณเขามาก ๆ ที่คอยช่วย คอยรับฟังออนในทุกเรื่องค่ะ
การดูแลในเรื่องความสวยความมั่นใจ ส่งผลต่อตัวเองขนาดไหน ?
ออน สมฤทัย : อย่างที่บอกคอนเซ็ปต์ของออนไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร สิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือครอบครัว ทั้งบทบาทแม่ ภรรยา การดูแลคนรอบตัว การทำงานของตัวเอง รวมถึงบทบาทในฐานะลูก ทำทุกหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ ชอบให้ตัวเองมีหลายหน้าที่ แล้วก็ทำให้มันดี และที่สำคัญคือต้องสวย ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่สวย เราสวยได้ตลอดเวลา





