ช่วง 4 ขวบมีความเป็นตัวของตัวเอง เลอามีความเป็นตัวของตัวเองยังไงบ้าง ?
แป้ง : ชุดนี้เขาก็เลือกเองนะคะ ในใจคือแม่ใส่ขนาดนี้ ลูกเลือกให้แมชต์กับแม่หน่อยได้ไหม บอกให้ไปเปลี่ยนก็ไม่เอา รองเท้าก็เลือกเอง
เริ่มไม่ชอบถ่ายรูปถ่ายคลิปแล้ว ?
แป้ง : ใช่ ถ้าเราอยากถ่ายรูปเขาหรือถ่ายคลิปเขา เขาจะไม่ให้ถ่าย ก็มีเพื่อนหลาย ๆ คนเหมือนกัน บอกว่าไม่จับน้องถ่ายคลิป ทำนู่นทำนี่ เราแบบ..แม่ไม่อยากเครียด
เขาเหมือนคุณพ่อหรือคุณแม่ ?
แป้ง : ถ้าเอาหน้าตาน่าจะผสม ๆ แต่ถ้านิสัยน่าจะเหมือนแม่มากกว่า
น้องเลอาไม่ยอมทานผลไม้เลยตั้งแต่เด็ก ?
แป้ง : ตอนนี้ก็ยังไม่ทาน แต่เขาทานผัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ตั้งแต่เขาจำความได้ก็คือไม่กินเลย ตอนเด็ก ๆ เราบดให้เขาทานบ้าง แต่พอเขารู้เรื่องไม่เลย ให้ลองชิมคือไม่ชิม
มันจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต คุณค่าทางสารอาหารไหม ?
แป้ง : ไปถามคุณหมอเหมือนกันว่าน้องไม่ทานผลไม้เป็นไรหรือเปล่า คุณหมอบอกว่าถ้าทานผักได้ ไม่ทานผลไม้ก็ยังโอเคอยู่
มีคนติดต่องานในวงการไหม ?
แป้ง : ต่อให้มีก็ไม่กล้ารับ ดูท่าทาง ก็จะมีรีวิวประมาณนี้ แต่ถ้าเป็นงานอย่างอื่นน่าจะให้โตกว่านี้ เพราะเขาไม่ได้ชอบ
ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่พี่แป้งร้องไห้กลางไลฟ์ ?
แป้ง : ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมพาลูกไปเที่ยว แล้วคุณพ่องานเยอะมาก เรารู้สึกว่าอยากพาลูกไปขึ้นเรือดิสนีย์ ไปกับเพื่อนและมีเพื่อนลูกไป เราเลยตัดสินใจพาไปคนเดียว ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีอะไร ประจวบกับช่วงนั้นเขาก็งอแงด้วย แล้วพอลงจากเรือก็มีหลาย ๆ สิ่ง งานของสามีที่ต้องไป ต้องทำ และธุระอื่น ๆ ที่ต้องทำอีก แล้วเราก็แบบมันยาวเนาะ มันอยู่แบบ 2 อาทิตย์ มันก็เครียดสะสม
จริง ๆ ต้องอยู่สิงคโปร์นานกว่านั้น แต่ว่าเราขอกลับมาก่อน พอเรากลับมาได้มีเวลาหายใจนู่นนี่ ตอนนั้นก็ไม่มีอะไร เราก็ไลฟ์ปกติ ขายของใด ๆ แล้วมันอาจจะมีบางคอมเมนต์ แบบ เป็นยังไง ทำไมดูเหนื่อย แล้วเราด้วยความที่พยายามเก็บ ๆ อยู่แล้ว เหมือนมันไม่ได้พูด และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย เพราะตอนอยู่ตรงนั้นทำยังไงให้บรรยากาศในบ้านมันดีที่สุด พยายามยิ้มแย้ม โดยที่เราก็เครียด แต่เราไม่รู้ตัวว่าเครียด พอมีคนมาถามแล้วมันแบบระเบิด
เหมือนคอมเมนต์มันมาจี้จุด ?
แป้ง : ใช่ เหมือนเราไม่ได้พูด แล้วเราไม่ได้มาดูตัวเองว่าฉันเป็นอะไรหรือเปล่า พอมีคนถาม ฉันเป็นนิ แล้วเหมือนเราหยุดไม่ได้ ร้องไห้ เป็นอะไรทำไมมันหยุดไม่ได้ ร้องไปเรื่อย ๆ ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่อาจจะดูเหมือนร้องเยอะมั้งเลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา
ปกติเวลาร้องเสร็จมันก็จะหาย แต่อันนี้ไม่หาย ปกติออกกำลังกายเสร็จก็ควรจะรู้สึกดี แฮปปี้ อันนี้เริ่มรู้สึกทำไมฉันออกกำลังกายแล้วสั่นไหว ลมพัดแล้วอยากจะร้องไห้ เลยเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่ปกติแล้ว
มันเครียดสะสม ?
แป้ง : มันเครียดสะสม แล้วลึก ๆ เราอาจจะเป็นเพอร์เฟกชั่นนิสต์เบา ๆ พอมันไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างแบบ อยากให้ลูกแฮปปี้ อยากให้ลูกยิ้มแย้ม อยากให้ลูกไม่ดื้อ อยากให้สามีเข้าใจ อยากทำนู่น อยากทำนี่ แล้วมันไม่ได้ เอ๊ะทำไมแค่นี้มันไม่ได้ มันจะเหมือนเก็บ เราเลยตัดสินใจไปหาจิตแพทย์
คุณหมอก็แนะนำให้กินยา แต่ตอนนั้นเราแข่ง HYROX เราก็กลัวว่าถ้าเรากินยาเดี๋ยวไม่มีแรงวิ่ง ก็เลยไม่กิน พยายามนอนให้พอ ไปนวดกดจุดบำบัด ลองหลาย ๆ ทางแล้วมันรู้สึกว่าเราดีขึ้น เราเลยไม่กินยา หลังจากนั้นเราไปหาหลายคนมากนะ นักจิตบำบัดก็ไป ซึ่งเขาจะแตกต่างกับจิตแพทย์ตรงที่เขาไม่จ่ายยา แต่เขาฟังแล้วบอกว่าเราเป็นอะไร
จากที่ฟังนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน ?
แป้ง : ใช่
ได้ไปตรวจไหม ?
แป้ง : เขาบอกว่าเรามีภาวะวิตกกังวล แต่ยังไม่ถึงขั้นกับเป็นโรค เพราะฉะนั้นเขาจ่ายยามาให้เราเพื่อที่เอาไปกิน คือถ้าเราดีลกับตัวเองไม่ได้ ระยะยาวจะเป็นแหละ แต่ถ้าตอนนี้ถ้าเรายังพอแก้ได้อยู่มันก็ดีกับเรา ซึ่งเราก็เลือกจะไม่กิน เราไม่อยากกินไปเรื่อย ๆ
เวลาคุณเป็น คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็สำคัญ ?
แป้ง : ใช่
คนที่เป็นสามีเขาเข้าใจเราไหม ?
แป้ง : เขาไม่เข้าใจหรอกว่าเราเป็นอะไร แต่ว่าเขาให้พื้นที่ แล้วเราบอกเขา หนึ่งในภาวะความเครียดของเรามาจากเขา
เห็นว่าตอนที่พี่แป้งเจอสภาวะความเครียด ก็พาคุณสามีไปพบคุณหมอด้วย ไปทั้งคู่เลย ?
แป้ง : พอเราไปคุยกับจิตแพทย์และนักจิตบำบัดหลาย ๆ คน เขาก็จะแยก เรามีพาร์ตความเป็นภรรยา ความเป็นแม่ แต่ว่าความเครียดของเราก็มาจากทางสามี อาจจะลูกด้วย พอเราคุยไปเยอะ ๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่า จริง ๆ ถ้าคนข้าง ๆ เข้าใจเรามันจะช่วยได้เยอะมาก บางทีเราเครียดเขาไม่เข้าใจ เขายังงงอยู่เลย ยูเป็นอะไร
ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าปัญหาของเราคืออะไร แต่สามีเราไม่รู้ เราก็เลยแบบถ้าอย่างนั้นเราไปเจอด้วยกันไหม อย่างน้อยฟังจากมุมมองคนอื่น เขาจะได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางทีเราพูดเขาเห็นว่ามันไม่สำคัญ หรือเรื่องใหญ่ของเรามันคือเรื่องเล็กของเขา เหมือนมันมองคนละมุม เราเลยให้คนกลางเข้ามา
แสดงว่าเขาก็ไปด้วย ?
แป้ง : เขาไป เพราะภรรยาแลดูไม่ไหว
พอกลับมาเขาเปลี่ยนไปยังไงบ้าง เขาเข้าใจเรามากขึ้นไหม ?
แป้ง : เหมือนทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองด้วย เหมือนวิธีการคุยกัน 2 คน เขาคุยวิธีนี้ เราคุยภาษานี้ พอคุยกันแล้วทำไมมันไม่เข้าใจกัน คือเราก็เข้าใจเขาด้วยว่าพื้นเพเขามาแบบนี้ เราพื้นเพมาแบบนี้ เรามองความสำคัญคนละจุดกัน ยังไงมันก็คุยกันไม่รู้เรื่อง จริง ๆ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนเติม เติมสามี เติมลูก เติมอยู่คนเดียว แล้วเราหมด บางทีเราก็ต้องการให้สามีเติมให้เราบ้าง อย่างภาวะที่เราออกมาร้องไห้ เรารู้สึกว่าเราหมด จนเราไม่มีอะไรจะให้สามี ให้ลูก หมดพลัง
ถ้าเขาเติมให้เราเป็นเติมตังค์ได้ไหม ?
แป้ง : ได้เลย เติมเป็นกระเป๋าได้แฮปปี้ ไม่ต้องทำอะไรมาก โอนตังค์ จบ
หลังจากที่พาคุณสามีไปเจอหมอ เหมือนพี่แป้งเองขอว่า ขอมีช่วงเวลาที่เราขอแยกไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว 4-5 วัน ?
แป้ง : จริง ๆ ไม่เชิงแยกไปหรอก แต่มันมีธุระให้ต้องไปต่างประเทศพอดี 4-5 วัน ก็ไปคนเดียว ตอนนั้นเหมือนทำบุญมาดี มันอยู่ในจังหวะที่เราไม่ไหวแล้วจริง ๆ แล้วฉันต้องไปพอดี เราขึ้นเครื่องด้วยความรู้สึกแฮปปี้มาก รู้สึกฉันได้พัก ฉันได้เบรก พอไปเสร็จปุ๊บก็ไปออกกำลังกาย กินข้าว เจอเพื่อน ช้อปปิ้ง แล้วเราก็รู้สึกสิ่งที่เราขาดหายคือความสุขของตัวเอง เหมือนเราลืมว่าความสุขของเราคืออะไร เรามัวแต่ให้เขา ให้สามี ให้ใด ๆ
จนแบบจำได้ว่าก่อนมีภาวะ วันหนึ่ง 24 ชม. เราขอไปกินชาเขียวแก้วหนึ่ง แล้วมันไม่ได้ เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย ฉันไปกินข้าวกับคุณ ไปกินข้าวกับเพื่อน ไปคุยงาน ได้เลย แต่ขอกินชาเขียวแก้วเดียวแล้วมันไม่ได้ เรารู้สึกว่าแค่ฉันอยากกินชาเขียวแก้วเดียว ฉันยังไม่ได้เลย แล้วเหมือนพอเราได้ไปคนเดียว 3-4 วัน ฉันอยากกินชาเขียวฉันก็ได้ไป ฉันอยากไปออกกำลังกายฉันก็ได้ไป ฉันอยากทำอะไรได้ทำหมด เหมือนมันได้ออกไปชาร์จพลัง
มันได้กลับมาเป็นตัวเองจริง ๆ ?
แป้ง : ใช่
ช่วงนั้นต้องบอกว่าบทบาทภรรยากับคุณแม่มันสำคัญจนบางทีเราลืมตัวเอง ?
แป้ง : ใช่
สุดท้ายคำตอบที่ได้หลังจากนี้เราควรต้องทำยังไง ?
แป้ง : อันนี้เป็นคำตอบที่นักจิตบำบัดเขาบอก ถ้าตัวเราเองยังไม่เต็ม เราจะไปมอบให้เขายังไง ถ้าเราไม่มีความสุข เราหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น ความสุขของแป้งคืออะไร ตอนนั้นที่เขาถาม แป้งลืมจริง ๆ ก็คือการได้อยู่กับลูกก็คือความสุขแล้ว แล้วนักจิตบำบัดเขาก็ถามว่าที่ไม่เกี่ยวกับลูกเลยมันคืออะไร เราก็คิดในใจ จริง ๆ แค่เราได้ฟังเพลง ได้แช่น้ำร้อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ได้เดินคนเดียว ได้กินสิ่งที่ชอบ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
วันนั้นกลับบ้านมาเปิดน้ำร้อน แช่น้ำ เปิดเพลงฟัง แล้ววันนั้นลูกขอไปเล่นบ้านเพื่อนพอดี เราแบบมีความสุขจังเลย แล้วพอกลับมา เลอาเป็นยังไงบ้าง หนูไปเล่นกับเพื่อนมาเป็นยังไงบ้าง แต่ตอนไหนที่เราเป็นหนูเหี่ยว เราก็ไม่มีพลัง แล้วเราอยากจะพยายามเติม คือมันฝืน มันไม่ได้ เหมือนซากหมูที่เหี่ยว เป็นฟีลประมาณอย่างนั้น
ตอนนี้เป็นยังไง สภาพจิตใจ ความรู้สึกมันดีขึ้น 100% ไหม ?
แป้ง : ดีขึ้น อาจจะยังไม่ 100 คงจะเป็น 70-80 แต่ละภาวะมันไม่ได้แก้ไขภายในข้ามคืน ต่อให้สามีไปพบนักจิตบำบัดใด ๆ กับเรา แต่ท้ายที่สุดมันไม่สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งภายในวันเดียว ทุกวันนี้เห็นก็ยังมีเหม็น ก็ยังมีไม่ชอบ ก็ยังมีอีกแล้ว ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าอย่างน้อยเรามีวิธีแก้ไข เรามีทางออก สามีเขาก็น่ารัก เขาเป็นคริสต์ เขาพาไปโบสถ์ ที่โบสถ์ก็จะมีเป็นคอร์สคนแต่งงาน เราก็ทำทุกอย่างให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เราเลยรู้สึกว่ามันมีทางออก
มันกลัวว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม ?
แป้ง : มันกลับไปอยู่แล้ว เดี๋ยวยังไงมันก็ต้องมีอีก ไม่ใช่วันนี้ฉันแข็งแรงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้น ชีวิตคู่มันไม่ได้เหมือนแฟนกัน คบกัน 1-2 ปี แต่มันยังอยู่ไปอีก 10-20 ปี เดี๋ยวมันก็มีอีก แต่ว่าวันนั้นเราอาจจะต้องหันมาถามตัวเองว่าวันนั้นเราจะแก้ปัญหายังไงอีกทีหนึ่ง
จะย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่สิงคโปร์ ?
แป้ง : จริง ๆ เป็นแพลนที่คุณพ่อเขาอยาก เขาอยากให้ลูกเขารู้ว่าเป็นสิงคโปร์ จริง ๆ ไม่ต้องอยาก เขารู้อยู่แล้ว เขาอยากให้เหมือนไปเรียนรู้วัฒนธรรม ไปอยู่กับคุณปู่คุณย่า ว่าแบบจริง ๆ เขามีความเป็นสิงคโปร์อยู่ด้วย ไม่ใช่เป็นแค่คนไทย ก็เลยอยากจะย้ายไปตอน 6 ขวบ
แล้วได้ลองไปอยู่ที่นั่นบ้างหรือยัง ?
แป้ง : ได้ เวลาปิดเทอมนี่แหละ
ไปอยู่สิงคโปร์แล้วเป็นยังไง ?
แป้ง : เลอาเขาเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว แพ้ขนสัตว์ แพ้นู่นนี่ แต่ว่าไม่ได้เป็นหนักขนาดนั้น แต่ว่าล่าสุดที่ไปสิงคโปร์ รอบที่แล้วอยู่นาน 2 อาทิตย์ เลอาอยู่ดี ๆ ก็ผื่นขึ้น ตาบวมจนต้องเข้าฉุกเฉิน แล้วหายใจไม่ออก เราก็พาเขาไปหาหมอ แล้วเราสังเกตทุกครั้งที่เขาไปสิงคโปร์ เขาจะแพ้แต่ไม่ได้หนักเท่าครั้งที่แล้ว เราถามหมอว่าแพ้อะไร คือแพ้อากาศเปลี่ยน แพ้ใด ๆ โดยที่เราไม่มีคำตอบว่ามันคืออะไร เราก็กลัวว่าถ้าเลอาย้ายไปจริง ๆ กลัวว่าจะแพ้อะไร ก็เลยคุยกับสามีว่าถ้าเรายังไม่รู้ว่าเขาแพ้อะไร เราอย่าเพิ่งไปไหม
เห็นบอกว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้พี่แป้งเสียน้ำตาจากลูกสาว ?
แป้ง : ดิสนีย์แลนด์น่าจะมีอาถรรพ์ ทุกครั้งที่ไปดิสนีย์แลนด์เสียน้ำตาตลอด ตอนเด็ก ๆ ไม่เคยไปดิสนีย์แลนด์เลย พ่อแม่ไม่เคยพาไป เราเลยมีความรู้สึกว่าอยากจะพาลูกไป แล้วสามีติดงาน เราเลยคิดว่าเดี๋ยวเราพาไปเองคนเดียว
ตอนนั้นเขาน่าจะประมาณเกือบ 3 ขวบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากในแต่ละกิจกรรม แล้วเราอยากให้เขาได้ทำทุกอย่าง แล้วก็ทั้งอุ้ม ทั้งวิ่ง ขี่คอ อยากให้เห็น แล้วเหมือนเขาเองก็คงเหนื่อย นางก็โวยวาย งอแง อะไรที่ไม่น่ารักทำหมด พาไปดูของเล่น บอกเขาว่าถ้าอยากได้ก็ต้องมาขอโทษหม่ามี้ เขาบอกไม่ ไม่ขอโทษ ไม่เอา สรุปไม่ได้ซื้อ เราก็เสียใจ แต่จะเสียใจทำไม เขาเด็ก ตอนนั้นด้วยความเหนื่อย ทุ่มเท ปกติดิสนีย์แลนด์เราไม่ได้อยากไป แต่ที่ไปเพราะเขาเลย ก็เลยน้ำตาซึม ร้องไห้ นี่ก็ไม่รู้เรื่อง
มีอะไรอยากจะบอกลูกสาว ?
แป้ง : รัก ไม่รู้จะรักยังไงแล้ว บอกเขาเลอารู้ไหม หม่ามี้รักเลอามากกว่ารักตัวเองอีก รักมาก






