ก้อย สุวรรณเกต ดีไซเนอร์เลือดไทย ชนะใจชาวฮอลลีวูด



koi



 

"ก้อย สุวรรณเกต" ดีไซเนอร์เลือดไทย ชนะใจชาวฮอลลีวูด


          เปิดใจดีไซเนอร์สาวชาวไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ของตัวเอง  จนสามารถโด่งดังในฮอลลีวูด ด้วยฝีมือการออกแบบที่มีลักษณะเฉพาะ และผสมผสานระหว่างงานฝีมืออันประณีต กับงานศิลปะ...

          ดีไซเนอร์เลือดไทยอย่าง "ฐากูร พานิชกุล" แจ้งเกิดบนเวทีโลก เพราะเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์คนโปรดของ "มิเชล โอบามา" สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังมาแรงสุดๆ...พรสวรรค์อันโดดเด่นไม่ซ้ำใครของ ก้อย-นันทิรัตน์ สุวรรณเกต ดีไซเนอร์หญิงไทยคนเก่ง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Koi Suwannagate จนโกอินเตอร์ไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังในฮอลลีวูด และกลายเป็นขวัญใจบรรณาธิการผู้ทรงอิทธิพลในโลกแฟชั่น ก็ต้องถือเป็นความภูมิใจที่น่าบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย 

          ระหว่างที่เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อเป็นวิทยากรร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวทางการสร้างแบรนด์แฟชั่นไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตามคำเชิญของสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ที่โรงแรมพูลแมน บางกอก คิง พาวเวอร์ เมื่อเร็วๆนี้ "ก้อย สุวรรณเกต" ได้เปิดโอกาสให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐสัมภาษณ์พิเศษ พูดคุยถึงเส้นทางที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องลุยต้องสู้ด้วยลำแข้งตัวเองกว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ได้รับการยอมรับให้เป็นดีไซเนอร์ดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุด   

          "เป็นคนกรุงเทพฯ ค่ะ เกิดที่เมืองไทย เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ เอกนิเทศนศิลป์ พอเรียนจบ "ก้อย" ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อด้านแฟชั่น เมอร์-เชนไดซิ่ง ที่สถาบันเดอะ แฟชั่น อินสติติว ออฟ ดีไซน์ แอนด์ เมอร์เชนไดซิ่ง (FIDM) เรียนรู้ เกี่ยวกับการทำธุรกิจเสื้อผ้าทุกอย่าง หลังจากเรียนจบ กลับมาเมืองไทยทำงานกับ Jaspal ได้ 2 ปี "ก้อย" ได้กลับไปเรียนต่อที่อเมริกา ด้านแฟชั่นดีไซน์ แต่ไปๆมาๆเรียนไม่จบ เพราะมีบิสเนสซะก่อน

          ช่วงนั้นต้องทำการบ้านส่งครู ตอนแรก ไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ตั้งใจทำงานส่งครูแล้วดันออกมาสวยแปลกตา เพื่อนหลายคนบอกว่าขอซื้อหน่อยสิบางคนก็ยุว่าทำไมไม่ทำเป็นคอลเลกชั่นของตัวเองเลยล่ะ "ก้อย" ก็ทำ ลุยทำใหญ่เลย ทำเสร็จก็ขนคอลเลกชั่นไปขายที่ร้านไฮเอนด์ ที่สุดในซานฟรานซิสโก ปรากฏว่า 12 ชิ้นแรกขายหมดเกลี้ยง ภายในอาทิตย์เดียว แล้วเขาก็สั่งรีออเดอร์มาอีก คอลเลกชั่นแรกในชีวิตตั้งชื่อว่า Dare to be Different เป็นชื่อที่เสี่ยวมาก แต่คิดไม่ออก พอเขาบอกทำเสื้อผ้าต้องมีแบรนด์ ต้องจดทะเบียน เพื่อนที่ไปด้วยบอกว่าเอาชื่อนี้แล้วกัน ตอนหลังถึงเปลี่ยนเป็นชื่อ Koi Suwannagate   พอขายดีก็เริ่มไปขายที่แอลเอ ทำให้ได้รับโอกาสหลายอย่าง เลยคิดว่าเลิกเรียนมันแล้วกัน เพราะทุกอย่างเริ่มเห็นไซน์ว่าดีมาก "ก้อย" ได้ลงโว้คและฮาร์เปอร์ส บาร์ซาร์ มีร้านดังๆที่ปารีสมาติดต่อ เมื่อโอกาสดีขนาดนี้ เราต้องลุย!!"..."ก้อย" เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการโกอินเตอร์ไปสร้างชื่อเสียงให้เมืองไทย

          จากดีไซเนอร์ตัวเล็กๆ ไปไงมาไงถึงกลายเป็นคนโปรดของ "แอนนา วินทัวร์" บก.โว้คที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกคงเพราะ "ก้อย" เอาเสื้อไปขายที่ร้านไฮเอนด์ที่สุด ทุกคนช็อปปิ้งที่นั่นหมด ตั้งแต่แฟชั่น เอดิเตอร์ มูวี่สตาร์ ดารานักร้อง พอ "แอนนา วินทัวร์" บก.โว้ค อเมริกา ซึ่งมีพาวเวอร์มากๆในวงการแฟชั่น ไปเห็นเสื้อเราแล้วเกิดสนใจ ก็จะถามว่าใครทำ ส่งทีมงานมาติดต่อขอสัมภาษณ์ ทำเป็นสตอรี่ลงในแมกกาซีน พอเริ่มมีชื่อเสียง ทำให้แมกกาซีนเล่มอื่นๆและร้านอื่นๆมาติดต่อเราอีกเพราะอยากสัมภาษณ์เรา อยากได้เสื้อเราไปขาย ตรงนี้ก็เปิดประตูโอกาสให้เรา จากคนทำเสื้อธรรมดาๆ คราวนี้เราเริ่มมาคิดทำเป็นคอลเลกชั่นแล้ว ทำโชว์เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ทำเป็นบิสเนสใหญ่โต

 ได้แจ้งเกิดเป็นที่รู้จักในฐานะดีไซเนอร์ดาวรุ่งตอนไหน ??
          "ก้อย" ทำบิสเนสมาได้ 5 ปี คนในวงการแฟชั่นอาจจะรู้จักเรา แต่มันยังไม่ได้รู้จักในวงกว้างเท่าไหร่ เพิ่งจะมาโกอินเตอร์ คนรู้จักมากขึ้นจริงๆก็ตอนเข้ารอบสุดท้ายติด 1 ใน 10 นักออกแบบหน้าใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดประจำปี 2009 จากเวทีใหญ่ CFDA ซึ่งจัดร่วมกับนิตยสารโว้ค

 เคยฝันไหมคะว่าจะประสบความสำเร็จเร็วขนาดนี้ ??
          (ส่ายหน้า) บอกตรงๆว่าไม่เคยคาดหวังอะไรเลย "ก้อย" ก็แค่จัมป์ไปตามโมเมนตัมของมันเฉยๆ เจออะไรรู้สึกว่าดี ว่าใช่ เราก็ทำไปเรื่อยๆ เพียงแต่ มันลิงก์ต่อไปเรื่อยๆจนใหญ่ขึ้นๆ วันหนึ่งเรามาตระหนักว่ามันเป็นบิสเนสใหญ่แล้วล่ะ เราต้องมีบิสเนสแพลน ต้องมีบุ๊กคิปปิ้ง ต้องมีที่ปรึกษา  

 เริ่มต้นทำเสื้อผ้าจากเงินทุนกี่เหรียญคะ ??
          เริ่มจากเงิน 36 ดอลลาร์ที่ "ก้อย" ได้มาจากการเสิร์ฟอาหาร ก็เอาไปซื้อเสื้อยืดแล้วมาทำเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเราซื้อโรงงานได้ ซื้อบ้านได้ และกลายมาเป็นหนี้ เพราะธุรกิจขยายตัวใหญ่ขึ้นมาก คือทำธุรกิจมีอุปสรรคหมด แต่เราต้องโฟกัสที่กู้ด เอเนอร์จี้ ไม่งั้นจะท้อถอยไม่อยากทำ 

 ทางบ้านสนับสนุนแค่ไหน ??
          พ่อเป็นคนทำบัญชี มีสำนักงานตรวจสอบบัญชี แม่ทำเสื้อผ้า แต่เราไม่ได้โตมากับแม่ ที่บ้านไม่มีใครทำบิสเนสเลย คิดว่าการทำเสื้ออยู่ในยีนของเราเอง ตอนไปเรียนอเมริกาก็ไม่ได้บอกใครว่าไปทำอะไร ลุยเองคนเดียวทุกอย่าง พ่อยังเพิ่งรู้ว่าลูกสาวประสบความสำเร็จกับอาชีพดีไซเนอร์ เพราะเพื่อนพ่อเอาหนังสือที่สัมภาษณ์ "ก้อย" ให้อ่าน พ่อก็โทร.มาหาบอกว่า ไม่เห็นบอกพ่อเลย พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ!! 

 เคยท้อไหมคะกับการลุยๆๆเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ในอเมริกา ??
          "ก้อย" ใช้เวลาสร้างตัวประมาณ 5 ปี ก็ยอมรับว่าต้องสู้ต้องลุยเยอะ อยู่คนเดียว ทำงานวันละ 14 ชั่วโมง ตื่นมาก็ขึ้นจักรเลย เย็บผ้าเลย ฟันก็ไม่แปรง ข้าวก็ไม่กิน จนเพื่อนต้องมาส่งข้าวให้กิน ลุยคนเดียว ไม่มีใครช่วย พอทำเสื้อเสร็จก็หอบกระเป๋าไปเคาะประตูตามห้างฯ ไปมาแล้วทุกห้างฯ ที่เราคิดว่าอยากให้ผลงานของเราได้วางขาย "ก้อย" เชื่อว่าถ้าของเราเจ๋งจริง ไม่ต้องไปออกงานแฟร์อะไรหรอก ก็เอาของไปเคาะประตู...ลุยลูกเดียว บอกตรงๆว่าถึงจะมีอุปสรรค แต่ด้วยนิสัยของ "ก้อย" จะไม่มองว่าเป็นความลำบาก แต่จะมองว่าเป็นความท้าทายมากกว่า ช่วง 5 ปีแรกกลับทำงานง่ายด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครมาเพ่งเล็งจับจ้องเรา ทำเสร็จเอาไปขาย ปัญหาการเงินก็ไม่มี แต่พอหลังจากปีที่ห้า เราเริ่มขยายงาน ต้องมีค่าใช้จ่าย จ้างคนเยอะขึ้น ต้องทำแฟชั่นโชว์ คนก็เริ่มมองเรา ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น เวลาที่จะคิดงานดีไซน์ก็น้อยลงเพราะต้องเอาเวลาไปคิดเรื่องธุรกิจมากขึ้น ทำให้ "ก้อย" เริ่มเบื่อ ชักจะอึดอัดแล้ว แต่ก็พยายามแก้ปัญหาทุกวัน เรียนรู้ไปเรื่อยๆจากประสบการณ์  

 ตัวเล็กนิดเดียวแต่ทำไมใจสู้จัง ??
          "ก้อย" เป็นคนที่ทัฟมาก จะไม่ค่อยแคร์อะไรที่เป็นเนกกาทีฟ จะโฟกัสแต่เรื่องดีๆอย่างเดียว อะไรจะเข้ามาเราผ่านได้หมด จะคอนเซนเทรตแต่เรื่องงาน ตรงนี้พ่อเป็นคนสอน พ่อสอนว่าถ้าล้ม อย่าให้คนข้าม ถ้า "ก้อย" ล้ม พ่อก็ให้ลุกเอง พ่อสอนให้เข้มแข็ง สอนให้ช่วยตัวเอง 

 แบรนด์ Koi Suwan-nagate โดดเด่นชนะใจชาวฮอลลีวูดตรงไหน ??
          งานของ "ก้อย" จะผสมผสานศิลปะกับงานฝีมือที่ประณีตเข้าด้วยกัน มักจะซุกซ่อนรายละเอียดต่างๆไว้ มีความเป็นเฟมมินินแต่ไม่ หวานหยด จะเฟม-มินินแบบอิงกับธรรมชาติ เสื้อผ้าที่ทำส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจจากความสวยงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ และความหลงใหลในสรีระที่งดงามของผู้หญิง แต่งานที่ทำให้เป็นที่รู้จักจริงๆก็คงจะเป็นการนำผ้าแคชเมียร์เก่ามาประยุกต์ใหม่ ในแบบที่ไม่มีใครเคยทำ ทุกครั้งที่มีโอกาส "ก้อย" จะพยายามสอดแทรกความเป็นไทยเข้าไปด้วย อยากส่งเสริมวัฒนธรรมไทย 

koi


 ถ้าเลือกได้อยากออกแบบเสื้อผ้าให้ใครใส่ ??
          "มิเชล โอบามา" ก็อยากออกแบบให้นะ แต่มีคนอยากทำเยอะแล้ว ถ้าถามจริงๆชื่นชอบในตัว "กวิเน็ธ พัลโทรว์" ผู้หญิงของ "ก้อย" เป็นผู้หญิงที่อินเทลเลคชวล เป็นผู้หญิงที่ชื่นชอบดอกไม้และธรรมชาติ แต่ไม่หวานแหวว เป็นผู้หญิงมีความคิด รู้จักบิสเนส แต่ก็เป็นภรรยา และแม่ที่ดีของลูก

 



koi




 มาถึงวันนี้แล้วรู้สึกภูมิใจกับตัวเองขนาดไหน ??
          "ก้อย" ภูมิใจมาก ถ้าให้หยุดตอนนี้ก็พอแล้ว เพราะเราทุ่มเทกับมันเต็มที่ นี่คืองานของเรา คือชีวิตของเรา แล้วมีคนมาเห็นมาชอบงานของเรา แค่นี้ก็พอแล้ว รู้สึกแฮปปี้แล้ว "ก้อย" ภูมิใจที่ทำให้พ่อและครอบครัวภูมิใจ  

 เมื่อไหร่จะกลับมาช่วยพัฒนาวงการแฟชั่นไทย ??
          มันคงกลับไม่ได้นะคะ เราอยู่ตรงนั้นมีโอกาสที่ใหญ่กว่า "ก้อย" คงอยู่ที่นั่นตลอด คืออยากไปให้ถึงที่สุด!! แต่ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ก็จะนำประสบการณ์ที่มีมาถ่ายทอดให้ดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ๆ ถามว่าตอนนี้ ถ้าต้องหยุดทำแฮปปี้ไหม ก็คิดว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ได้มาในจุดที่ไม่เคยฝัน ก็แฮปปี้มากๆ แต่ถ้ามีโอกาสไปมากกว่านี้อีกก็จะไป และจะพยายามเต็มที่ 

 ให้กำลังใจหน่อยสิคะ ดีไซเนอร์ไทยสู้อเมริกาได้ไหม ??
          สู้ได้แน่นอน ดีไซเนอร์ไทยเก่งมาก ควรจะไปอยู่เมืองนอกได้แล้วนะ แต่ตัวเขาต้องออกไปลุยเอง อย่ามีข้ออ้าง อย่ามัวแต่คิด อยากทำอะไรก็ทำ ไปเลยลุย เดี๋ยวก็รู้เอง!! ถ้า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก




คิดอย่างไรกับเรื่อง: ก้อย สุวรรณเกต ดีไซเนอร์เลือดไทย ชนะใจชาวฮอลลีวูด ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ก้อย สุวรรณเกต ดีไซเนอร์เลือดไทย ชนะใจชาวฮอลลีวูด โพสต์เมื่อ 3 กรกฎาคม 2552 เวลา 15:14:03 1,325 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP