ดูแลลูกน้อยเป็นไข้

baby - ลูกเป็นไข้

ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
(modernmom)

              เมื่อลูกน้อยมีอาการตัวร้อนไข้สูง ยิ่งเป็นเด็กเล็กด้วยแล้ว คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องสามารถจัดการให้ได้อย่างไม่ตื่นตระหนก Modern Mom มีเทคนิคการดูแลลูกอ่อนยามเป็นไข้มาฝากกันแบบครบขั้นตอน ตั้งแต่วิธีการวัดไข้ เช็ดตัว และป้อนยาเลยล่ะค่ะ รับรองว่าเข้าใจง่ายและใช้ได้จริงยามต้องการค่ะ

วัดไข้ให้ถูกวิธี

              สำหรับเด็กเล็กในช่วงขวบปีแรก หากลูกมีอุณหภูมิเกิน 38 องศาเซลเซียส ก็แสดงว่าลูกมีไข้แล้วค่ะ แต่ก่อนที่จะรู้ว่าความร้อนในตัวลูกตอนนี้อยู่ที่เท่าไหร่ ต้องรู้จักการวัดอุณหภูมิลูกด้วยเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ที่มีอยู่หลายแบบกันก่อน

              แถบวัดอุณหภูมิ เป็นแผ่นขนาดเล็กที่มีตัวเลข วิธีใช้คือ เอาแผ่นนั้นมาวางทาบบนหน้าผากลูกโดยหันด้านที่มีตัวเลขออกมา ทิ้งไว้ประมาณ 15 วินาที ก็สามารถวัดผลงานแถบตัวเลขได้ และเมื่อใช้เสร็จแล้ว ก็อาจใช้ผ้าเช็ดคราบเหงื่อที่อาจจะติดแถบวัดให้สะอาด

              ปรอทวัดไข้ทางรักแร้ จะเหมาะกับลูกวัย 3 เดือนขึ้นไป การใช้ปรอทวัดไข้ทางรักแร้ ทำได้โดยยกแขนลูกข้างใดข้างหนึ่งขึ้น วางเทอร์โมมิเตอร์ให้กระเปาะปรอทอยู่ตรงรักแร้ จับแขนลูกลงให้หนีบเทอร์โมมิเตอร์ไว้ราว 5 นาทีค่อยเอาออกมาดู ระวังไม่ให้ปลายปรอทวัดไข้โผล่ออกจากรักแร้ด้านหลัง เพราะจะได้ค่าไม่ถูกต้อง

              เครื่องวัดอุณหภูมิทางหูแบบดิจิตอล เป็นวิธีที่นิยมในปัจจุบัน เพราะใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ สามารถทำได้ แม้ขณะทารกหรือลูกนอนหลับ เพียงสอดเครื่องวัดอุณหภูมิไว้ในรูหู รอสักครู่ก็อ่านค่าได้ทันที บางรุ่นมีแผ่นครอบ เพื่อป้องกันระดับความลึกไม่ให้เข้าไปในหูลูกลึกเกินไป

Tips :

              เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน หากรู้สึกว่าลูกมีไข้ก็ควรรีบพามาพบแพทย์เลย เพราะมีโอกาสที่จะมีความรุนแรงได้มาก

              ถ้าลูกมีไข้ควรให้ลูกดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะช่วยลดระดับความร้อนในร่างกายได้

สัญญาณที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์

              มีไข้ขึ้นสูง หากลูกมีไข้ขึ้นสูงก็ควรรีบพาลูกไปหาหมอ โดยจะดูตามเกณฑ์อายุคือ ลูกอายุ 3-6 เดือน แล้วมีอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 38 องศาเซลเซียส และลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป แล้วมีอุณหภูมิขึ้นสูงถึง 39.4 องศาเซลเซียส ระหว่างทางควรเช็ดตัวลดไข้ให้ลูกไปด้วย

              ไข้เป็นเวลา ถ้าลูกขวบปีแรกเป็นไข้นานกว่า 24 ชั่วโมง ทำการลดไข้ด้วยวิธีต่าง ๆ ก็แล้ว ไม่หาย

              มีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น มีอาการกระสับกระส่าย ร้องไห้ไม่หยุด ซึมหายใจเร็วหอบ ชัก อาเจียน หรือท้องเสีย เป็นต้น

              ระวังอาการชัก หากลูกไข้ขึ้นสูงเกิน 39 องศาเซลเซียส คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องระวังว่าลูกอาจเกิดอาการชักได้ ซึ่งต้องทำการลดไข้โดยด่วน ด้วยการนำผ้าขนหนูชุบน้ำมาไว้ตามข้อพับเพื่อการระบายความร้อน

เช็ดตัวลดไข้

               
เมื่อรู้แล้วว่าลูกมีไข้ การดูแลอันดับแรกๆ ที่คุณแม่ควรทำในการลดไข้ให้ลูกคือการเช็ดตัว ซึ่งวิธีการเช็ดตัวให้ลูกก็ไม่ยาก เพียงแต่มีบางจุดที่คุณแม่ควรเน้นเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่ช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดีค่ะ

              ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือผสมน้ำอุ่นนิดหน่อย จะช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว และนำความร้อนออกจากร่างกายได้ดี แต่ไม่ควรใช้น้ำเย็น แผ่นแช่แข็งลดไข้ เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มอุณหภูมิเข้าไปอีก

              เช็ดตัวลูกจากช่วงศีรษะไล่ลงไปจนทั่วร่างกาย ช่วงซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ ที่จะเป็นจุดรวมความร้อน และคอยเปลี่ยนผ้าเมื่อรู้สึกว่าผ้าเริ่มอุ่น หรือน้ำเริ่มแห้ง

              อาจจะใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ สอดไว้ที่รักแร้หรือซอกขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ไหลผ่าน ความร้อนจะได้แพร่มาที่ผ้าได้อย่างรวดเร็ว

              โดยปกติของการเช็ดตัวไข้จะลดภายในครึ่งชั่วโมงค่ะ ถ้าลดควรให้ทานยาควบคู่ไปด้วย

Tips :

              ให้ลูกแต่งตัวด้วยชุดสบาย ๆ แล้วใช้วิธีการห่มผ้าห่มที่ไม่หนามากแทนการแต่งตัว หรือห่มผ้าหนา ๆ จะทำให้การระบายความร้อนไม่สะดวกและจะทำให้อุณหภูมิกลับสูงขึ้น

              ห้องนอนเด็ก ควรมีอากาศถ่ายเทและไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป หรือเปิดพัดลมเป่าระบายอากาศได้ แต่ไม่ควรหันมาตรงตัวลูก

ป้อนยาลูก

              เมื่อเช็ดตัวให้ลูกแล้วไข้ยังไม่ลดดี คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถให้ลูกกินยาควบคู่ไปด้วยค่ะ โดยยาแก้ที่เหมาะกับเด็กเล็ก ได้แก่ ยากลุ่มพาราเซตามอล ซึ่งถือเป็นตัวเลือกแรก เพราะสามารถใช้กับเด็กได้ทุกวัย สำหรับเด็กเล็กก็จะใช้แบบน้ำให้กิน 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง หรืออ่านฉลากยาให้ละเอียด เพราะในนั้นจะบอกปริมาณและเวลาให้อยู่แล้วค่ะ

 ส่วนการป้อนยาให้ลูกเล็กก็สามารถทำได้หลายวิธีค่ะ ตามความถนัดของพ่อแม่

               หลอดป้อนยา มีลักษณะเป็นหลอดฉีดยาแต่ไม่มีเข็ม เมื่อคุณแม่ดูดยาเข้าหลอดตามปริมาณที่ต้องการแล้ว ก็ให้นำหลอดป้อนยาใส่ปากลูก โดยหันเข้าข้างแก้มแล้วค่อยปล่อยยาลงไป อย่าปล่อยเร็วนะคะ ลูกอาจจะสำลักเพราะกลืนยาไม่ทัน

              ใช้ช้อนป้อนยา ต้องดูให้ลูกนั่งก่อน แล้วค่อยป้อนค่ะ

              หลอดหยดยา (Dripper) ซึ่งมักเป็นขนาด 1 ซีซี ถ้าต้องกินยา 5 ซีซี (1 ช้อนชา) ก็ต้องดูดมาป้อนรวม 5 ครั้ง

              หัวใจสำคัญของการป้อนยาเด็กเล็กต้องใจเย็นและมีความอดทน ค่อย ๆ ป้อนเพราะเด็กจะค่อย ๆ กลืนยา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว และถ้ามีการบังคับลูกก็จะขัดขืน ทำให้ป้อนไม่ได้หรืออาจสำลักยาเข้าปอดหรืออาเจียนได้

Tips :

              หลอดป้อนยาเมื่อใช้ไปนาน ๆ ตัวเลขอาจจะลบเลือน ถ้าเริ่มมองตัวเลขไม่ชัด ควรเปลี่ยนอันใหม่ เพราะอาจจะให้ปริมาณยาผิด

              อย่าลืมตรวจดูวันหมดอายุข้างขวดยา ดูลักษณะยาว่าสียาเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ หากเปลี่ยนแล้วก็ไม่ควรใช้ยาขวดนั้นอีก

              ก่อนการซื้อยา คุณแม่ควรแจ้งเภสัชกรว่าลูกมีโรคประจำตัวอะไรบ้าง และเคยแพ้ยาตัวใดบ้าง

              หากดูแลลดไข้ลูกผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้ว ไข้ยังไม่ลด ควรพาไปหาคุณหมอให้ตรวจดูให้ละเอียดนะคะ

              ควรอ่านฉลากกำกับยาให้เข้าใจถึงวิธีใช้ และเก็บรักษาอย่างละเอียดก่อนป้อนยา

              ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) สำหรับผู้ใหญ่ ไม่สามารถนำมาใช้ร่วมกับเด็กเล็กได้ ควรใช้พาราเซตามอลน้ำสำหรับเด็ก

              ร่างกายเด็กเล็กมีน้ำหนัก ส่วนสูงและพื้นผิวของร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ การให้ยาเด็กเล็กต้องคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวเป็นหลัก ยาเด็กเล็กและเด็กโตก็ต่างกัน คุณแม่ควรเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับวัยลูก

เรื่องราวผู้หญิง ความสวยงาม แฟชั่น ความรัก มากมาย คลิกเลย

      คลิกอ่านความคิดเห็นของ เพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ    


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Vol.15 No.176 มิถุนายน 2553




สมาชิกกระปุก
E-mail :
Password :

หมายเหตุ
• ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
• ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใดๆ ก็ตามลงในช่องแสดงความคิดเห็น
• ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
• ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะ สม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ
คลิกเลือกอารมณ์ที่ต้องการ ตาใส , เซ็ง , ร้องไห้ , เจ้าเล่ห์ , หัวเราะ , ตลก , โกรธ
คุณสามารถแสดงความคิดเห็น ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็น สมาชิกนะคะแต่ถ้าสมัคร สมาชิกและเข้าสู่ระบบก่อนโพส ข้อความเราจะโชว์รูปของคุณ ขึ้นมาให้เด่นๆเลยนะ
กรุณา เคาะเว้นวรรค ระหว่างข้อความด้วยนะคะ ระบบจะตัดคำได้สวยงาม ถ้าพิมพ์ติดกันไปหมด ระบบจะไม่ตัดคำให้นะคะ
ชื่อ : โค้ด :
กรุณานำโค้ดด้านข้าง กรอกในช่องว่างด้วยคะ (พิมพ์เป็นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ได้)
กรุณาคลิก ส่งข้อความ เพียงครั้งเดียวค่ะ....


ความคิดเห็นที่ 6 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
เคยพาลูกไปหาหมอที่คลิกนิก ตอนนั้นลูกตัวร้อนมาก หมอเอาผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวลูกแรงมาก เราทั้งตกใจและเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร พอเช็ดตัวเสร็จหมอก็ให้ผู้ช่วยกรอกยาที่จัดเอาไว้ให้ กลับมานอนที่บ้านหายค่ะ ไข้ก็ลด
จากคุณ สวยเสมอ เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2013-03-11 16:31:37 ]
ความคิดเห็นที่ 5 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
จากคุณ 666666666 เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2012-12-16 20:32:22 ]
ความคิดเห็นที่ 4 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
เคยพาลูกไปหาหมอโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ลูกตัวร้อนจัดหมอเอาลูกลงอาบน้ำในอ่างเลยค่ะ ลูกตัวสั่นอย่างแรง กลัวแทบตายว่าลูกจะเป็นอะไรไหมแต่สุดท้ายไข้ลดค่ะ
จากคุณ แม่มือใหม่ เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-03-31 21:48:23 ]
ความคิดเห็นที่ 3 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
ใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดานี่ล่ะคะบิดแค่พอหมาดไม่ถึงกับแห้งสนิทเช็ดตามตัวลูกโดยเน้นบริเวณซอกรักแร้ คอ ขาหนีบ ให้ทิ้งไว้สักครู่จะช่วยคลายความร้อนอย่างดี ทำทุก15-20 นาทีถ้าตัวร้อนจัด แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือคุณแม่ต้องมีสติและใจเย็นๆค่ะโดยเฉพาะเวลาลูกร้องเพราะพิษไข้ค่ะ
จากคุณ แม่ลูกหมู เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2010-07-26 16:38:12 ]
ความคิดเห็นที่ 2 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
ใช่ค่ะ ปกติถ้าเด็กตัวร้อนมาก ไปโรงพยาบาลหรือพาไปหาหมอคลีนิค เค้าจะเช็คด้วยน้ำเย็นจัดค่ะ คุณ คห 1 เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ แต่ในกระทู้นี้บอกว่าให้เอาน้ำอุ่นเช็ค ซึงเดี่ยวนี้เค้าไม่เช็ดน้ำอ่นแล้วค่ะ
จากคุณ คุณแม่ลูก 1 เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2010-07-26 15:55:20 ]
ความคิดเห็นที่ 1 หัวข้อข่าว ดูแลลูกน้อยเป็นไข้
เห็นที่รพ.ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำเย็น.....แต่ไม่ใช่น้ำอุ่นแน่ๆๆค่ะ เช็ดตามซอกข้อพับต่างๆๆน่ะ(เช็ดแรงมาก) ให้ระบายความร้อนได้
รบกวนผู้รู้มาตอบด้วยค๊า มันไม่เหมือนกับที่อ่านด้านบนน่ะค่ะ
ขอบคุณมากค๊า
จากคุณ jai เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2010-07-26 12:52:04 ]