ใส่ใจผมแตกปลาย ก่อนต้องลงท้ายด้วยการตัด


ใส่ใจผมแตกปลาย ก่อนต้องลงท้ายด้วยการตัด


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          สาวผมยาว คงมีปัญหาไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องผมแห้งแตกปลาย ยิ่งเป็นคนที่ทำสีผม ดัด ยืด หรือใช้ความร้อนในการจัดแต่งทรงผมอยู่บ่อย ๆ ก็ยิ่งเสี่ยงที่จะประสบปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสารเคมีและความร้อน จะไปทำลายความแข็งแรงของเกล็ดผม ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นเรียงตัวซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลาประมาณ 8-10 ชั้น ช่วยปกป้องเนื้อผมไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น แต่หากชั้นเกล็ดผมนี้ถูกรบกวนด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก็จะเกิดการฉีกขาด ไม่สามารถเรียงตัวปิดได้ ทำให้ผมเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย จนผมเสีย หรือแตกปลายนั่นเอง 

          หากสาวคนไหน ปล่อยผมให้แห้งเสียแตกปลายหนักมาก ๆ ทางออกที่ดีที่สุดเห็นจะเป็นการตัดผมส่วนนั้นทิ้งไป ซึ่งเป็นทางออกที่หลาย ๆ คนไม่อยากทำเอาเสียเลย เพราะฉะนั้นก่อนปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ หันมาใส่ใจถนอมเส้นผมให้มากกว่าเดิมดีกว่าค่ะ โดยทำได้ง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ


หวี

 1. ใช้หวีซี่ห่าง

          ขณะที่บำรุงผมด้วยครีมนวดหรือคอนดิชั่นเนอร์ ใช้หวีซี่ห่างค่อย ๆ สางผมที่พันกันอยู่ให้คลายออก การใช้หวีซี่ห่างช่วยป้องกันปัญหาการฉีกขาดของเส้นผมได้ดี ทั้งยังไม่ดึงทำร้ายผมแบบหวีซี่ถี่ รวมทั้งการหวีผมขณะที่มีครีมนวดผมอยู่บนหนังศรีษะจะกระตุ้นให้เส้นผมซึมซับสารบำรุงได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้ช่วงสางผมที่พันกันให้หลุดออกง่ายกว่าการหวีขณะผมแห้งด้วย

 2. ใส่ใจในการเลือกใช้อุปกรณ์ทำผมที่ให้ความร้อน

          อุปกรณ์ทำผม เช่น ไดร์เป่าผม ที่หนีบผม แกนม้วนผมไฟฟ้า ล้วนต้องอาศัยความร้อนในการจัดแต่งผมให้เข้าทรงตามที่ผู้ใช้ต้องการ หากเลือกใช้อุปกรณ์ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งอาจให้ความร้อนไม่คงที่ หรือไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ อาจเกิดปัญหาโอเวอร์ฮีทขึ้น ซึ่งความร้อนที่มากเกินไปจะทำให้ผมแห้งเสีย และกลายเป็นผมแตกปลายได้ในที่สุด เพระฉะนั้นจึงควรใส่ใจและลงทุนกับอุปกรณ์ทำผมเหล่านี้สักนิด เพื่อสุขภาพผมที่ดีของคุณ

 3. จัดแต่งทรงผมอย่างเบามือ

          ถึงแม้จะเป็นคนที่มีสุขภาพผมแข็งแรงอยู่แล้ว แต่เส้นผมก็ยังต้องการการดูแลและการปฏิบัติที่อ่อนโยนเช่นกัน ฉะนั้นหากคุณต้องการมัดผม ให้เลือกใช้ยางรัดผมที่ยืดหยุ่นได้ดี ผิวสัมผัสไม่หนืดเกินไปซึ่งจะทำให้ผมพันกันได้ง่าย หรือหากต้องการปล่อยผมให้ตรงเรียบสวย ก็หลีกเลี่ยงการหวีผมซ้ำหลาย ๆ ครั้ง แต่ให้ใช้ตัวช่วยอย่างเจลหรือฟินิชชิ่งสเปรย์เพื่อจัดแต่งทรงให้เรียบได้ง่ายขึ้นแทน เพราะการหวีเองก็สามารถดึงทึ้งและทำร้ายเส้นผมได้เช่นเดีวกัน 

 4. เสริมความแข็งแรงให้เส้นผมด้วยกรดโฟลิกและไบโอติน

          กรดโฟลิก หรือ วิตามินบี 9 และ ไบโอติน หรือ วิตามินบี 7 ล้วนมีความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผม หากคุณสามารถบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบีทั้งสองตัวนี้ได้ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังบำรุงเส้นผมไปในตัวด้วย

          โดยกรดโฟลิกนั้น พบมากในพืชผักใบเขียว ส้ม ถั่ว และข้าวสาลี มีคุณสมบัติช่วยในการสร้างเซลล์ผิว หนัง ผม และเล็บ ในขณะที่ไบโอติน ซึ่งพบมากใน ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี ถั่ว เมล็ดทานตะวัน  ไข่แดง กล้วย นม เป็นตัวช่วยที่สำคัญตัวหนึ่งในการสังเคราะห์ไขมัน ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวหนัง รวมทั้งเส้นผมด้วย 

 5. ใช้ลีฟออนคอนดิชั่นเนอร์  

          ลีฟออนคอนดิชั่นเนอร์ หรือ คอนดิชั่นเนอร์แบบไม่ต้องล้างออก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเสริมให้การบำรุงผมของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการใช้แต่ครีมนวดผมเพียงอย่างเดียว ด้วยความทีไม่จำเป็นต้องล้างออก ทำให้ลีฟออนคอนดิชั่นเนอร์สามารถซึบซาบลงสู่เส้นผมได้มากกว่า ทั้งยังช่วยปกป้องเส้นผมจากความร้อนของอุปกรณ์ทำผมต่าง ๆ ได้ด้วย โดยช่วงที่เหมาะสมจะบำรุงผมด้วยลีฟออนคอนดิชั่นเนอร์มากที่สุด คือช่วงที่ผมกำลังแห้งหมาด ๆ ค่ะ


ทรงผม

 6. ไดร์ผมอย่างถูกวิธี

          สาว ๆ หลายคนโดยเฉพาะสาวผมยาว มักเลือกใช้ไดร์เป่าผมเพื่อเป่าผมให้แห้ง เพื่อถนอมเส้นผมของคุณอย่าลืมเลือกใช้ไดร์เป่าผมที่มีอุปกรณ์สำหรับกระจายและควบคุมทิศทางของลมได้ เพื่อไม่ให้เส้นผมต้องสัมผัสกับความร้อนโดยตรงมากเกินไป และเป่าผมโดยให้ลมร้อนผ่านเส้นผมมาจากด้านบนให้ผมเริ่มแห้งส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะแบ่งผมเป็นช่อและเป่าให้แห้งอีกครั้ง โดยการใช้หวีแปรงร่วมด้วย ทั้งนี้การปล่อยให้ผมแห้งจนเกือบสนิทแล้วค่อยใช้ไดร์เป่าผม หรือปล่อยผมให้แห้งเองตามธรรมชาติก็จะดีต่อสุขภาพผมมากกว่าค่ะ

 7. จำกัดจำนวนการทำผมเพียงคราวละหนึ่งประเภท

          เป็นที่รู้กันว่าการทำผมอย่างการทำสี ไฮไลต์ การดัดหรือยืด ย่อมทำลายเส้นผมแน่นอน เพื่อไม่ให้เส้นผมโดนทำร้ายมากเกินควร จำกัดการทำผมเช่นนี้เพียง คราวละประเภท เช่น หากจะทำสี ก็หลีกเลี่ยงการดัดผม รวมทั้งงดสระผม 2 วันหลังการทำผม เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเวลาที่เส้นผมอ่อนแอที่สุดจากน้ำยาเคมี จึงควรหลีกเลี่ยงการสระผม ซึ่งทำให้ผมเสียดสี และพันกัน จนอาจทำให้ผมขาดและเสียมากยิ่งขึ้นได้


เล็มผม

 8. หมั่นเล็มผมเป็นประจำ

          การเล็มปลายผมเป็นประจำนั้นกล่าวได้ว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการจัดการกับปัญหาผมแห้งแตกปลาย หมั่นเข้าร้านทำผมเพื่อเล็มผมเป็นประจำทุก ๆ 6-8 สัปดาห์ ดีกว่าที่จะปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามไปมาก จนต้องตัดผมทิ้งคราวละเยอะ ๆ  และหากคุณกำลังอยู่ในช่วงไว้ผมยาว ก็ไม่ต้องกังวลว่าการเล็มผมจะทำให้ผมของคุณยาวไม่ทันใจ เพราะการเล็มปลายผมออกคราวละน้อย จะช่วยให้ผมที่กำลังยาวของคุณ ยาวอย่างมีสุขภาพดีมากกว่าการปล่อยให้ยาวไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้รับการแต่งเล็มค่ะ

          ใครอยากมีผมสลวยลื่นมือ ปราศจากปลายที่แห้งแตกกวนใจ อย่าลืมนำวิธีเหล่านี้ไปลองใช้ดูกันนะคะ จะได้ไม่ต้องมาเสียดายผมที่สุดท้ายก็ต้องตัดทิ้งเพราะปัญหาผมแตกปลายที่ลุกลามเกินจะเยียวยา ดูแลไว้ก่อนย่อมดีกว่ามานั่งปวดหัวจัดการเมื่อมีปัญหาทีหลังนะคะสาว ๆ 


 เรื่องราวผู้หญิง ความสวยงาม แฟชั่น ความรัก มากมาย คลิกเลย


   คลิกอ่านความคิดเห็นของ เพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ 



คิดอย่างไรกับเรื่อง: ใส่ใจผมแตกปลาย ก่อนต้องลงท้ายด้วยการตัด ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ใส่ใจผมแตกปลาย ก่อนต้องลงท้ายด้วยการตัด โพสต์เมื่อ 22 กรกฎาคม 2554 เวลา 15:55:50 244 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP