ส้นเท้าแตกจนไม่กล้าโชว์เท้า พบกับคู่มือที่จะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุของส้นเท้าที่ปริแยก พร้อมวิธีดูแลผิวและสูตรแก้ปัญหาเท้าแห้งให้กลับมาเนียนนุ่มน่าสัมผัส เพื่อให้กลับมาใส่รองเท้าคู่โปรดได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง เคยไหมที่เลือกชุดสวยจัดเต็มมาอย่างดี รองเท้าส้นสูงคู่โปรดก็พร้อมออกงานแล้ว แต่ดันมาตกม้าตายตอนก้มมองส้นเท้าตัวเอง ! ปัญหาส้นเท้าแตกไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้เราขาดความมั่นใจเวลาใส่รองเท้าเปิดส้นแล้ว บางครั้งยังมาพร้อมกับอาการเท้าแห้งกร้านจนน่ารำคาญใจ วันนี้เรามาเริ่ม ดูแลผิวบริเวณเท้าให้กลับมาเนียนนุ่มน่าสัมผัสกันดีกว่า รับรองว่าทำตามได้ไม่ยาก แถมยังช่วยให้เรากลับมาเดินสับแบบมั่นใจได้อีกครั้ง ก่อนจะไปแก้ปัญหา เรามาดูต้นตอกันก่อนค่ะว่าทำไมผิวสวย ๆ ถึงกลายเป็นรอยแยกได้ ขาดความชุ่มชื้น : ผิวหนังบริเวณส้นเท้าไม่มีต่อมไขมันเหมือนผิวส่วนอื่นนะคะ ถ้าเราปล่อยให้ผิวแห้งมาก ๆ ผิวก็จะขาดความยืดหยุ่นและเริ่มปริแตก การเสียดสีและแรงกดทับ : การเดินลงน้ำหนักแรง ๆ การสวมรองเท้าส้นแข็ง หรือการยืนนาน ๆ ทำให้ผิวส่วนนี้ต้องรับภาระหนักจนหนาตัวขึ้นและแตกออก รองเท้าไม่ซัพพอร์ต : การใส่รองเท้าแตะบ่อยเกินไป หรือรองเท้าที่เปิดส้น ทำให้ผิวเท้าสัมผัสกับอากาศและพื้นแข็ง ๆ โดยตรง ปัจจัยด้านสุขภาพ : เช่น น้ำหนักตัวที่มากเกินไป สภาพอากาศที่หนาวเย็น หรือโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน หรือโรคผิวหนัง ผิวเริ่มหนาและแข็ง : สัญญาณแรกเริ่มคือ ผิวบริเวณขอบส้นเท้าจะเริ่มดูเหลือง ๆ หรือขาว ๆ และหนากว่าผิวส่วนอื่น ผิวแห้งกร้านผิดปกติ : จับไปแล้วจะรู้สึกสากมือ ไม่ลื่นปรื๊ดเหมือนเดิม ผิวดูขาดความชุ่มชื้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีรอยแยกเล็ก ๆ : จะเริ่มเห็นเป็นเส้นริ้ว ๆ กระจายอยู่รอบส้นเท้า ซึ่งตอนแรกอาจจะยังไม่ลึกมาก ผิวลอกเป็นขุย : บางครั้งจะมีหนังกำพร้าลอกออกมาเป็นแผ่นเล็ก ๆ เวลาใส่ถุงเท้าหรือเดินบนพรมจะรู้สึกว่ามันไปเกี่ยวจนน่ารำคาญ คำตอบคือ "มีทั้งเจ็บและไม่เจ็บ" ขึ้นอยู่กับระยะของอาการ ระยะเริ่มต้น (ไม่เจ็บ) : ในช่วงที่ผิวแค่หนาและแห้งกร้าน หรือมีรอยแยกตื้น ๆ ส่วนใหญ่จะ ไม่รู้สึกเจ็บ แต่อาจจะรู้สึกตึง ๆ ผิว หรือรู้สึกสากเวลาเดินเท้าเปล่าเท่านั้น ระยะรุนแรง (เจ็บมาก) : ถ้าปล่อยไว้จนรอยแยกนั้น "ลึก" ลงไปถึงผิวหนังชั้นใน คราวนี้ล่ะค่ะความเจ็บจะมาเยือน - เจ็บจี๊ดเวลาลงน้ำหนัก : ทุกครั้งที่เท้าแตะพื้น แรงกดจะทำให้รอยแตกแยกออกจากกันมากขึ้น ทำให้รู้สึกเจ็บเหมือนโดนของมีคมบาด - มีเลือดซิบ : รอยแตกที่ลึกมากอาจมีเลือดไหลออกมาได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการอักเสบ - อาการแสบและแดง : หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย ผิวรอบ ๆ รอยแตกจะเริ่มแดง ร้อน และแสบตลอดเวลา เวลาส้นเท้าแตกมันไม่ใช่แค่ดูไม่สวยนะคะ แต่มีข้อเสียมากกว่านั้น ทำลายบุคลิกภาพ : แน่นอนค่ะว่ามันทำให้เราไม่กล้าใส่รองเท้าโชว์ส้นเท้า หรือรู้สึกอายเวลาต้องถอดรองเท้าในที่สาธารณะ ความเจ็บปวด : หากรอยแตกเริ่มลึกขึ้น จะทำให้รู้สึกเจ็บเวลาเดิน ยิ่งถ้าแตกจนเลือดซิบ บอกเลยว่าทรมานมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อ : รอยแยกที่ผิวหนังคือประตูบ้านที่เปิดรับเชื้อโรคและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น มาถึงขั้นตอนกู้คืนผิวสวยกันแล้วค่ะ สาว ๆ ลองทำตามสูตรนุ่มละมุนนี้ดู แช่เท้าให้อ่อนนุ่ม : แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมสบู่อ่อน ๆ หรือน้ำเกลือประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ผิวที่ตายแล้วนุ่มลง ขัดอย่างเบามือ : ใช้หินขัดเท้าหรือแปรงขัดเบา ๆ บริเวณที่หนาตัวขึ้น (ห้ามตัดหรือดึงหนังที่แตกเด็ดขาด เพราะจะยิ่งอักเสบ) บำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น : หลังซับเท้าให้แห้ง รีบทาครีมสำหรับทาส้นเท้าโดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของ Urea หรือ Shea Butter เพื่อเติมความชุ่มชื้นทันที สวมถุงเท้าก่อนนอน : หลังจากทาครีมหนา ๆ ให้สวมถุงเท้าผ้าฝ้ายนอน วิธีนี้จะช่วยล็อคความชุ่มชื้นให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ล้ำลึกที่สุด ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เพื่อให้เท้าของเราเนียนนุ่มไปนาน ๆ ทาครีมเป็นประจำ : อย่ารอให้แตกแล้วค่อยทา ให้ถือว่าการทาครีมที่เท้าคือหนึ่งในกิจวัตร Skin Care ประจำวัน เลือกรองเท้าที่เหมาะสม : สวมรองเท้าที่มีพื้นนุ่ม มีแผ่นรองรับส้นเท้า และหลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง ๆ นาน ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ : การเติมความชุ่มชื้นจากภายในส่งผลถึงผิวภายนอกรวมถึงที่เท้าด้วย คอยสังเกตผิว : หากเริ่มรู้สึกว่าผิวที่ส้นเท้าหนาขึ้นให้รีบสครับและบำรุงทันที การมีเท้าที่สวยสุขภาพดีช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราได้มากจริง ๆ แม้ว่าส้นเท้าแตกจะดูเป็นปัญหาที่แก้ลำบาก แต่ถ้าเราใส่ใจดูแลผิวบริเวณเท้าอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ความเนียนนุ่มก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ต่อไปนี้จะใส่รองเท้าคู่ไหนก็สวยสับ ไม่ต้องกังวลเรื่องเท้าแห้งอีกต่อไป ส้นเท้าแตก ทำอย่างไรดี จบปัญหากวนใจด้วยวิธีรักษาแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลเร็ว ชี้เป้า 7 ครีมทาส้นเท้าแตก ยี่ห้อไหนดี กู้ฝ่าเท้าให้กลับมาเรียบเนียน ฝ่าเท้าแตก ดูไม่โอเคนะ รีบจัดการด้วย 10 ครีมนี้ด่วน … ขอบคุณข้อมูลจาก : healthline.com, medicalnewstoday.com, thefoothub.com.au