
น้องวิว เยาวภา – ตาว เกรียงไกร
รักไม่ต้องการเวลา เยาวภา บุรพลชัย-เกรียงไกร เพิ่มกวี (i Do)
สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คสร้างมิตรภาพให้กันคนหลายคนได้รู้จักกัน เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของคู่รักอย่าง น้องวิว-เยาวภา บุรพลชัย อดีตนักเทควันโดเหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ 2004 กับแฟนหนุ่ม คุณตาว-เกรียงไกร เพิ่มกวี ก็เริ่มต้นขึ้นจากโลกออนไลน์
เมื่อประมาณร่วม 2 ปีก่อน ทั้งคู่มีโอกาสได้รู้จักกันผ่าน Hi 5 ระบบการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต โดยในขณะนั้นน้องวิวได้เปลี่ยนมาเป็นนักกีฬาฟันดาบทีมชาติ แทนการเป็นนักกีฬาเทควันโด ส่วน คุณตาว เป็นไกด์หนุ่มวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น
คุณตาวเริ่มเล่าก่อนว่า ตอนนั้นผมทำทัวร์ในจังหวัดอยุธยา มีแผนจะชวนพวกกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการทำทัวร์ครั้งนั้น ไปเที่ยวจึงเข้าไปใน Hi 5 ซึ่งสมัยก่อนเป็นช่องทางการสื่อสารที่ฮิตมาก พอเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ได้ไปเจอวิว ผมก็คุยกับเขา
น้องวิวเพิ่มเติมว่า ตอนแรกเขาไม่รู้จักเรา เจอกันใน Hi 5 ตอนแรกไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร ก็มีโพสแสดงความคิดเห็นกันบ้าง จนต่อมาได้แลกอีเมล์เพื่อคุยกันต่อใน MSN แต่ก็ยังไม่ค่อยได้คุยกับเขา เพราะพอเราเข้าไปคนนั้นคนนี้ก็จะเข้ามาทัก บางทีเราก็ออกจากระบบ เลยไม่ได้คุยกับเขา ประมาณ 3 เดือนแรกเราคุยกันแต่ไม่ได้สนิทเท่าไร
เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 4 ทั้งสองจึงมีโอกาสได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ผ่านช่องทางการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต โดยมีหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องเล้นลับ เรื่องธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งคู่สนใจ กระทั่งคุณตาวขอเบอร์โทรศัพท์น้องวิว เพื่อคุยและทำความรู้จักกันในเวลาต่อมา
ในช่วงแรกความรู้สึกของทั้งคู่คิดเพียงว่า เป็นคู่สนทนาที่พูดคุยกันถูกคอในทุกเรื่อง กระทั่งวันหนึ่งทั้งสองมีโอกาสได้พบกันครั้งแรก
คุณตาวเล่าต่อว่า เรารู้สึกว่าคุยกันถูกคอ พอคุยไปได้สัก 2 อาทิตย์ เขาก็ชวนผมไปดูเรือดูรอส ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะมาจอดในประเทศไทย วันนั้นก็แค่เจอกัน ไม่ได้คิดอะไรมาก
ด้านน้องวิวเสริมว่า เราแค่เจอกัน ตอนนั้นเราคุยกันมาได้สักพักหนึ่งแล้ว พอเราได้ยินข่าวว่าเรือดูรอส ซึ่งเป็นเรือห้องสมุดเคลื่อนที่มาเทียบท่าเลยชวนเขาไป แม้จะเคยเห็นรูปเขาแล้วในอินเทอร์เน็ต แต่อยากรู้จักตัวจริง ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน แต่เราก็เลือกสถานที่ ๆ คนพลุกพล่าน เจอครั้งแรกเขาต่างจากในรูปที่ถ่ายไว้ เพราะเมื่อก่อนเขาผมยาวหน้ากลัว ตัวดำ แต่เราไม่ได้คิดอะไร แต่รู้สึกว่าเวลาเขาพูดเขาดูเป็นคนดี เราไม่ได้คิดว่าเขาต้องดูเท่ หล่อ นิสัยเขาก็โอเค
หลังจากทั้งสองได้รู้จักกันแล้วอย่างเป็นทางการ การนัดหมายในครั้งแรกผ่านพ้นไป จึงมีการพบกันในครั้งถัด ๆ ไป ทั้งนัดเจอกันบ้าง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดกับกลุ่มเพื่อน ๆ บ้าง จนทำให้ต่างฝ่ายต่างได้รู้จักตัวตน รวมไปถึงเพื่อน ๆ ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

จากความสนิทสนมที่เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อน ทำให้ความรู้สึกที่มีให้แก่กันของทั้งคู่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความประทับใจ ชื่นชอบ และกลายเป็นความรักในท้ายที่สุด จนทำให้ทั้งสองเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนกลายมาเป็นคนรัก
คุณตาวเล่าว่า ผมไม่ได้รีบร้อน แต่พอหลังจากคุยกันไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกของเราก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนคุยถูกคอเป็นการคุยแบบหนุ่มสาว
น้องวิวเพิ่มเติมว่า เขาเป็นคนมีวาทศิลป์ดี เหมือนพยายามจะไม่บอกความรู้สึก แต่จะมีคำถามชี้นำเราตลอดเวลา อย่างเช่นวันนั้นที่ไปเที่ยวด้วยกันมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง อะไรแบบนี้ มีอยู่ช่วงนึงเราไม่คุยกับเขาเลย เพราะคิดว่าจะมาจีบ รู้สึกเหมือนว่าเป็นการเร่งรัดเราทางความรู้สึก ว่าจะต้องรู้สึกยังไง แม้เขาจะทำเป็นเนียน ๆ เหมือนว่ายังไงก็ได้ แต่ก็ถามตลอดเวลา
คุณตาวเผยเทคนิคส่วนตัวว่า ผมจะไม่ค่อยโทรไปหา ใช้มุขประมาณนี้ ให้เขาโทรมาถ้าเขาอยากจะคุยกับเรา เราคุยกันทุกวัน เราอยากเช็คความรู้สึกเขาด้วย อย่างน้อยก็รู้ว่าเขาอยากคุยกับเราอาจจะพัฒนาไปในอนาคตได้
น้องวิวพูดต่อว่า เขาใช้มุขว่าไม่รู้ว่าเราจะว่างตอนไหน บางครั้งโทรไปก็ติดเรียนบ้าง ทำงานบ้าง ซ้อมกีฬาบ้าง ส่วนตัวเขาว่างเสมอ ถ้าเราอยากคุยเมื่อไรก็โทรไปได้ตลอดเวลา หรือยิงมาก็ได้เดี๋ยวโทรกลับ เรายิงไปเขาก็โทรกลับมา แล้วเขาจะทำตัวเนียนเหมือนจะเข้าใจเราทุกอย่าง เป็นเพื่อน เป็นแนวแบบว่าถ้าเรามีอะไรจะต้องโทรหาเขา เล่าให้เขาฟัง นึกถึงเขาเป็นคนแรก ตอนมีคนอื่นมาจีบ เขาก็ทำเป็นเนียน ไม่สนใจ เฉย ๆ ฟังแล้วคุยกันปกติ
ทั้งคู่ใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันปีกว่า ก่อนที่จะตัดสินใจหมั้นหมาย และวางแผนที่จะแต่งงานภายในปี 2554 นี้ ด้วยระยะเวลา 1 ปีกว่า สำหรับบางคนอาจตั้งคำถามว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปหรือไม่ ในการที่จะรู้นิสัยแท้จริงของคน ๆ นึง แต่ทั้งคู่มีคำตอบ
น้องวิวอธิบายก่อนว่า ถ้าถามเราก็ว่าน้อยไป แต่น้อยไปสำหรับคู่ที่คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ เพราะเรายังไม่รู้จักเขาทั้งหมด เราไม่รู้ว่าต่อไปนาน ๆ เขาจะเป็นอย่างไร นิสัยเปิดมาไม่หมดทุกอย่างก็ต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะรู้ แต่ตาวเขาก็เป็นคนเปิดเผย เราก็เปิดเผย เรารู้จักแล้วว่าเขาเป็นอย่างนี้ คิดว่าโอเค เขาตอบโจทย์เราได้ทุกข้อ มันไม่มีอะไรแย้งขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้นล่ะ ถ้าอย่างนี้ล่ะ
คุณตาวเสริมว่า จริง ๆ มีวิธีการสังเกตได้จากเพื่อน ๆ ของเขาครอบครัวเขา ถ้าเพื่อนเขาเป็นแบบไหนเขาก็เป็นแบบนั้น ถ้าเพื่อนเขาจริงใจ แสดงว่าเขาก็ต้องจริงใจ ดูที่คนรอบข้างง่ายกว่า ถ้าดูที่ตัวบุคคล บางคนอาจปิดเพื่อน ปิดครอบครัวไม่ให้อีกคนเข้าไปรู้ มันก็แปลก ๆ มันอาจจะไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ แต่เขาเปิดทุกอย่างชัดเจน
ด้วยสาเหตุที่ทั้งสองมีอายุเท่ากัน น้องวิวและคุณตาวจึงมองว่าเป็นข้อดี ที่เมื่อมีข้อคับข้องใจไม่ต้องเกรงใจกันมาก มีอะไรก็สามารถสื่อสารกันได้ทันที ซึ่งจะทำให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไข หรือสร้างความเข้าใจให้ทั้งสองได้อย่างรวดเร็ว จากความเข้าใจของทั้งคู่ที่มีให้แก่กัน และผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบ ทั้งคู่จึงเข้าสู่พิธีหมั้นในที่สุด

แม้วันนี้ทั้งสองจะเป็นเพียงคู่หมั้น แต่พิธีมงคลสมรสกำลังจะถูกจัดขึ้นในปี 2554 นี้ ทั้งคู่ดูช่างเป็นคู่รักที่เหมาะสมลงตัว เพราะต่างเป็นคนสบาย ๆ ไม่เรื่องมาก ทั้งน้องวิวและคุณตาวยังวางแผนร่วมกันทำธุรกิจ และการสร้างครอบครัวในวิถีแบบพอเพียง ทั้งคู่ต่างเลือกกันและกัน เป็นคู่รักที่อบอุ่นจนคนรอบข้างสามารถรู้สึกได้
น้องวิวบอกถึงเหตุผลที่เลือกคุณตาวว่า เขาเป็นคนดี ไม่ติดแบรนด์เนมไม่หรูหรา เข้าใจโลก เราเลือกคนที่คุยกันเข้าใจ เราเข้ากันได้ เราต้องเลือกคนที่เขาเหมือนเราด้วย ไม่งั้นคงอึดอัด และเกิดปัญหาขึ้นได้ อย่างตาวเราเพิ่งรู้จักกันแต่เขาตอบโจทย์เราได้ทุกข้อ ทั้งเป็นเพื่อน ให้กำลังใจ ปรึกษาเรื่องชีวิต แนวทางการใช้ชีวิต เขาเลยเอาชนะใจเราได้
คุณตาวพูดต่อว่า สำหรับผมเป็นเพราะเราคุยกันรู้เรื่อง คุยง่าย เป็นกันเอง สบาย ๆ ร่าเริง เราก็เข้ากับเพื่อน ๆ เขาได้ รู้จักกันทุกคน
ปัจจุบันทั้งสองทำธุรกิจหลายอย่างร่วมกัน ทั้งเปิดร้านกาแฟที่จังหวัดกาญจนบุรีบ้านเกิดของคุณตาว ทำธุรกิจขายอุปกรณ์พันดาบผ่านอินเทอร์เน็ต และยังทำบริษัททัวร์ โดยตั้งใจว่าจะร่วมกันพัฒนาพื้นที่ภายในชุมชนของตนเอง รวมถึงทั้งคู่ยังวางแผนทำธุรกิจอีกหลายอย่าง โดยในตอนท้ายคู่รักวัยสดใสยังเล่าถึงมุมมองด้านความรัก และการใช้ชีวิตคู่ของตัวเอง
น้องวิวขอเริ่มก่อนว่า สำหรับเราคิดว่าผู้หญิงต้องระวัง อย่าหลงรูปว่าต้องหล่อ ต้องเกาหลี นั่นไม่มีหรอก อย่างเราถ้าหล่อมากจะกลัวมันมากไปไหม เพราะเขาคงสนใจแต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้สนใจข้างใน และต้องใช้ความรู้สึกดี ๆ ไม่ใช่ว่าพอเริ่มเป็นแฟนกับคนนี้ ก็เริ่มเครียดแล้วว่าทำไมไม่โทรมา ทำอะไรอยู่ คุยกับใคร ถ้าเป็นแบบนั้นก็อย่าไปคบ อยู่กับตัวเอง พัฒนาตัวเอง อย่าหลอกตัวเองว่าเขาดีอย่างโน้นอย่างนี้ ให้มองตามความเป็นจริง ให้คิดยาว ๆ เพราะผลกระทบที่ออกมามันมีหากเราคิดสั้น ๆ อย่างคู่เราที่คบกันเร็ว แต่ไม่ใช่ว่าเป็นมาตรฐาน ให้ใช้ใจ สติ และปัญญาตัวเอง
ด้านคุณตาวมีมุมมองที่สั้นกระชับว่า นำหลักธรรมะมาใช้ในชีวิตคู่ เราต้องศึกษาควบคู่กันไป
การแต่งงานถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงหนึ่ง สำหรับคู่ชีวิตเท่านั้น เพราะหลักจากนั้นทั้งสองยังคงต้องเรียนรู้กันไปตลอดเส้นทาง แต่หากเขาและเธอใช้ความเข้าใจ ที่ร่วมกันศึกษามาด้วยกันเป็นพื้นฐานแล้ว การเรียนรู้ตลอดเส้นทาง ก็คงเป็นการเรียนรู้ที่แทบจะไร้อุปสรรคทีเดียว
เรื่องราวผู้หญิง ความสวยความงาม แฟชั่น ความรัก มากมาย คลิกเลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2554 ISSUE 46






