เบญจกัลยาณี...ความงามตามแบบฉบับพุทธศาสนา


เบญจกัลยาณี

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

          เราอาจจะเคยคุ้นหูคำว่า "เบญจกัลยาณี" กันมาบ้างในสมัยที่เรียนวิชาพระพุทธศาสนาเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งหลายคนก็คงพอจะเดากันได้ว่าหมายถึง ลักษณะความงามของผู้หญิง 5 ประการ แต่เชื่อว่าหลายคนคงจะลืมไปแล้วว่า ความงามดังกล่าวหมายถึงอะไรกันบ้าง ซึ่งในวันนี้ เราขอนำความรู้ในเรื่องนี้มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ

          คำว่า "เบญจกัลยาณี" หมายถึง สตรีผู้มีศุภลักษณ์หรือลักษณะที่งาม 5 ประการ คือ...

          1. ผมงาม คือ มีผมเหมือนหางนกยูง เมื่อสยายออกทิ้งตัวลงมาถึงชายผ้า

          2. เนื้องาม คือ มีริมฝีปากแดงเหมือนลูกตำลึงสุก เรียบสนิทมิดชิดดี

          3. ฟันงาม คือ ขาวเหมือนสังข์และเรียบเสมอเหมือนเพชรเรียง

          4. ผิวงาม คือ ถ้าผิวดำก็ดำสม่ำเสมอเหมือนดอกอุบล ถ้าขาวก็ขาวเหมือนกลีบดอกกรรณิการ์

          5. วัยงาม คือ งามทุกวัย แม้คลอดบุตรมาแล้ว 10 ครั้งก็ยังดูสาวพริ้งอยู่

          หลังจากที่เราได้รับรู้และเข้าใจกันไปแล้ว ความงามตามแบบเบญจกัลยาณีนั้นเป็นอย่างไร ก็ทำให้ฉุกคิดไม่ได้เลยว่า คงจะหาหญิงงามตามแบบเบญจกัลยาณีดังกล่าวในสมัยปัจจุบัน คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และจะมีอยู่จริง ๆ หรือ ? แล้วในสมัยอดีตกาล ใครกันนะที่มีความงามที่น่ายกย่องตามแบบพุทธศาสนาเช่นนี้ ? วันนี้ กระปุกดอทคอมก็มีคำตอบ พร้อมกับเรื่องราวของประวัติพุทธสาวิกาคนสำคัญ มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ

          ตามอรรถกถา ขทฺทกนิกาย คาถาธรรมบท มีเรื่องเล่าถึงสาวงามสมัยพุทธกาล นั่นก็คือ นางวิสาขา ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดเบญจกัลยาณี นางเกิดในตระกูลเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ บิดาชื่อว่า ธนญชัย มารดาชื่อว่าสุมนาเทวี และปู่ชื่อเมณฑกเศรษฐี ซึ่งนางวิสาขาบรรลุโสดาบัน ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น

          ขณะที่ในเมืองสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรชายชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร เมื่อเจริญวัยสมควรที่จะมีภรรยาได้แล้ว บิดามารดาขอให้เขาแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่เขาเองไม่มีความประสงค์จะแต่งเมื่อบิดามารดารบเร้ามากขึ้น เขาจึงหาอุบายเลี่ยงโดยบอกแก่บิดามารดาว่า ถ้าได้หญิงที่มีความงามครบทั้ง 5 อย่าง ซึ่งเรียกว่า เบญจกัลยาณี แล้วจึงจะยอมแต่งงาน

          เบญจกัลยาณี ความงามของสตรี 5 ประการ คือ...

          1. เกสกลฺยาณํ (ผมงาม) คือ หญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึ้น

          2. มงฺสกลฺยาณํ (เนื้องาม) คือ หญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี

          3. อฏฺฐิกลฺยาณํ (กระดูกงาม) คือ หญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน

          4. ฉวิกลฺยาณํ (ผิวงาม) คือ หญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดังดอกกรรณิกา

          5. วยกลฺยาณํ (วัยงาม) คือ หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง 10 ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว

          เมื่อบิดามารดาได้ฟังแล้ว จึงให้เชิญพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านอิตถีลักษณะมาถามว่า หญิงผู้มีความงามดังกล่าวนี้มีหรือไม่ เมื่อพวกพราหมณ์ตอบว่ามี จึงส่งพราหมณ์เหล่านั้นออกเที่ยวแสวงหาตามเมืองต่าง ๆ พร้อมทั้งมอบพวงมาลัยและเครื่องทองหมั้นไปด้วย

          พวกพราหมณ์เที่ยวแสวงหาไปตามเมืองต่าง ๆ ทั้งเมืองเล็กเมืองใหญ่ จนมาถึงเมืองสาเกต ได้พบนางวิสาขามีลักษณะภายนอกถูกต้องตามตำราอิตถี ลักษณะครบทุกประการ ขณะที่นางพร้อมทั้งหญิงบริวารออกมาเที่ยวเล่นน้ำกันที่ท่าน้ำ ขณะนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หญิงบริวารทั้งหลายพากันวิ่งหลบหนีฝนเข้าไปในศาลา แต่นางวิสาขากลับค่อย ๆ เดินช้า ๆ ตามไป ทำให้เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด ทำให้พวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้สึกแปลกใจประกอบกับต้องการจะเห็นลักษณะฟันของนางด้วยจึงถามนางว่า "ทำไมเธอจึงไม่วิ่งหลบหนีฝนเหมือนกับหญิงอื่น ๆ" นางวิสาขาตอบว่า ชน 4 พวกเมื่อวิ่งจะดูไม่งาม ได้แก่

          1. พระราชาทรงรับราชาภิเษก มีเครื่องอาภรณ์ประดับกายอยู่ ถ้าวิ่งเวลาใด จะถูกติเตียนได้ว่า ทำตัวเยี่ยงสามัญชน

          2. ช้างทรงของพระราชา ที่ควาญประดับเครื่องคชาภรณ์พร้อมให้สมกับตำแหน่ง ถ้าวิ่งเหมือนสัตว์อื่น ก็เป็นสิ่งที่ไม่งาม ไม่สมควรแก่การเป็นช้างของพระราชา

          3. นักบวชหรือบรรพชิต ผู้ประพฤติดีงาม อยู่ในความสงบ มีจริยวัตรที่สงบเสงี่ยม ถ้าเผลอสติไปวิ่งเข้า จะถูกติเตียนได้ว่าไม่มีความงามตามสมณวิสัย

          4. สตรี ควรรักษากิริยามารยาทให้สมกับเป็นหญิง เพราะความมีมารยาทงามนั้นดุจดั่งอาภรณ์งดงามประการหนึ่งทีเดียว ผู้หญิงที่ได้รับการประคับประคองดูแลอย่างดีจากบิดามารดา เปรียบดั่งอัญมณีอันหาค่ามิได้ ถ้าวิ่งแล้วเกิดพลาดพลั้งล้มลง ร่างกายได้รับบาดเจ็บ บิดามารดาย่อมเสียใจ

          พวกพราหมณ์ได้เห็นปัญญาอันชาญฉลาด และคุณสมบัติ เบญจกัลยาณี ครบทุกประการแล้ว จึงขอให้นางพาไปที่บ้านเพื่อทำการสู่ขอต่อพ่อแม่ตามประเพณี เมื่อสอบถามถึงชาติตระกูลและทรัพย์สมบัติก็ทราบว่า มีเสมอกัน จึงสวมพวงมาลัยทองให้นางวิสาขาเป็นการหมั้นหมายและกำหนดวันวิวาหมงคล

          และในบรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย นางวิสาขา นับว่าเป็นผู้มีบุญสั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติมาก จึงทำให้นางมีคุณสมบัติพิเศษกว่าอุบาสิกาคนอื่น ๆ หลายประการ นั่นคือ ลักษณะของผู้มีวัยงาม คือ นางแต่งงานอายุ 16 ปี คลอดบุตรจำนวน 20 คน และบุตรเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน หลานเหล่านั้นแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน ซึ่งนางวิสาขามีลูก หลานและเหลนนับได้กว่า 8,000 คนเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นแม้นางจะอายุถึง 120 ปี แต่นางก็ยังดูสาวราวกับอายุ 16 ปี และเมื่อนั่งอยู่ในกลุ่มของลูก หลาน เหลน นางจะมีลักษณะวัยใกล้เคียงกับคนเหล่านั้น จนไม่สามารถทราบได้ว่านางวิสาขาคือคนไหน แต่จะสังเกตได้เมื่อเวลาจะลุกขึ้นยืน ธรรมดาคนหนุ่มสาวจะลุกได้ทันที แต่สำหรับคนแก่จะต้องใช้มือยันพื้นช่วยพยุงกาย จึงจะทราบว่านางวิสาขาคือคนไหน

          แม้ว่าในปัจจุบัน เราจะไม่สามารถหาสตรีใดที่งามเพียบพร้อมตามแบบเบญกัลยาณีได้อีกแล้ว แต่ในสังคมไทยปัจจุบันก็ยังคงมองหาหญิงที่มีความเป็น "กุลสตรี" ซึ่งก็มีความหมายใกล้เคียงกับเบญจกัลยาณีมากที่สุด นั่นคือ นอกจากจะงามทั้งรูปร่างหน้าตา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ กิริยามารยาทและการวางตัวอย่างงดงาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการได้รับอบรมเลี้ยงดูจากบิดามารดาเป็นอย่างดี 

          เพราะหากหญิงนั้น รูปร่างสวยงาม การศึกษาสูง ทำงานเก่ง แต่ไร้ซึ่งกิริยามารยาท ก็คงไม่สามารถเป็นที่ชื่นชมหรือยอมรับในสังคมได้ และเราขอส่งท้ายกันด้วยกลอนบทนี้ค่ะ

"คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศิลทาน ใช่บ้านโต"


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
palungjit.com



คิดอย่างไรกับเรื่อง: เบญจกัลยาณี...ความงามตามแบบฉบับพุทธศาสนา ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
เบญจกัลยาณี...ความงามตามแบบฉบับพุทธศาสนา โพสต์เมื่อ 14 มีนาคม 2555 เวลา 16:20:41 1,234 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP