x close

วิธีรักษาหลุมสิว คืนผิวเรียบเนียน บอกลาปัญหาหน้าปรุ

          วิธีรักษาหลุมสิว เมื่อหน้าเป็นรอยหลุมสิว แก้ไขอย่างไรดี มาดูกันว่า หลุมสิว เกิดจากอะไร พร้อมแนะนำวิธีรักษาสิวด้วยตัวเอง รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่จะคืนความมั่นใจให้ผิวสวยเรียบเนียน
วิธีรักษาหลุมสิว

          เวลาที่เรามีสิวขึ้นบนใบหน้า นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดจากอาการอักเสบและรอยแผลแล้ว บางครั้งยังทิ้งหลุมสิวให้กลุ้มใจยิ่งกว่า เพราะเจ้าหลุมสิวเหล่านี้เป็นเหตุให้ผิวหน้าดูขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่งหน้ากลบก็ลำบาก ทำเอาหลายคนหมดความมั่นใจ ซ้ำร้ายอาจโดนล้อว่าหน้าปรุเหมือนผิวพระจันทร์ การมีหลุมสิวจึงเหมือนฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่สำหรับใครที่ประสบปัญหานี้อยู่ กระปุกดอทคอมจะพามาดูต้นตอว่า หลุมสิว เกิดจากอะไร แล้วจะมีวิธีรักษาหลุมสิวให้เห็นผลได้อย่างไรบ้าง

หลุมสิว เกิดจากอะไร

          ผู้ที่เป็นสิวอักเสบจะมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและหนองอยู่ภายใน ผิวของเราจึงสร้างกระบวนการรักษาตัวเอง ด้วยการหลั่งเอนไซม์ Collagenase ออกมาสลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้าง ทำให้ผิวหนังยุบลงไป และร่างกายก็สร้างพังผืดดึงรั้งขึ้นมาใหม่ ชั้นผิวส่วนที่ยุบไปจึงกลายเป็นหลุมสิว แถมบางคนมีพฤติกรรมชอบแกะหรือบีบสิวซ้ำเข้าไปอีก อย่างนี้ก็คงไม่พ้นหน้าเป็นหลุมสิวแน่นอน รวมถึงใครมีกรรมพันธ์ุเป็นสิวและหลุมสิวรุนแรง ก็จะมีโอกาสเกิดหลุมสิวได้มากกว่าคนทั่วไปด้วย

หลุมสิวสามารถแบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับ ดังนี้

          1. Rolling Scar เป็นระดับความลึกทั่วไป มีความกว้างของปากหลุมประมาณ 1-4 มิลลิเมตร หลุมตื้นเป็นเพียงแอ่งเว้าลงไปประมาณ 0.1-0.5 มิลลิเมตร กินพื้นที่ผิวแค่เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหลุมสิวระดับนี้เกิดจากการแกะสิวในระดับที่ไม่ลึกมาก สามารถรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น ๆ
 

          2. Box Scar เป็นระดับรุนแรงปานกลาง ความกว้างของปากหลุมประมาณ 4-5 มิลลิเมตร มีความลึกแค่ชั้นผิวเท่านั้น ยังไม่ลึกถึงรูขุมขน หากดูแลรักษาให้ดีก็สามารถกลับมามีผิวเรียบเนียนได้
 

          3. Ice Pick Scar เป็นระดับรุนแรงที่สุด มีลักษณะปากหลุมแคบ ประมาณ 2 มิลลิเมตร หลุมลึกมาก จึงรักษาได้ยากและใช้เวลานานในการฟื้นฟูผิวให้เต็ม การรักษาทำได้เพียงช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นเท่านั้น

วิธีรักษาหลุมสิว

วิธีรักษาหลุมสิว

          หากมีหลุมสิวเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันมีวิธีรักษาหลุมสิวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรักษาหลุมสิวด้วยตัวเอง หรือพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อกู้ผิวหน้าให้กลับมาเรียบเนียนได้อีกครั้ง จะมีวิธีไหนบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

1. วิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ

          ใครที่เริ่มมีหลุมสิวฝากไว้บนใบหน้า แต่ยังไม่พร้อมหรือไม่สะดวกรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายสูง ก็ยังมีวิธีรักษาหลุมสิวแบบธรรมชาติ ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่าย ๆ จากในครัว ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรอย่างใบบัวบก ว่านหางจระเข้ น้ำมันมะพร้าว ที่ช่วยสมานแผลและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือใช้กรดผลไม้ เช่น หอมแดง มะนาว มะละกอสุก เพื่อแก้ปัญหารอยหลุมสิวก็ได้เช่นกัน

2. ยารักษาหลุมสิว

          การรักษาด้วยยา สามารถแบ่งออกเป็นยาทาและยากิน เหมาะสำหรับรักษารอยหลุมตื้น ๆ ซึ่งมักจะเป็นรอยหลุมระดับทั่วไป
 

  • ยาทา ยาที่นำมาใช้แต้มให้ผิวตื้นขึ้นมีอยู่หลายชนิด เช่น กรดวิตามินเอ, Retin A, TCA, AHA, BHA, PHA ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออก พร้อมซ่อมแซมให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น หรือเลือกใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินอี และ BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวได้เช่นกัน ข้อดีของการใช้ยาทาเหล่านี้คือ ช่วยลดรอยแดง รอยดำ ส่วนข้อเสียคือ ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงอาจเกิดการระคายเคือง แสบ แดง คัน หรือด่างขาวได้
     
  • ยากิน ยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือ Retinoids สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างผิวใหม่ เพื่อเติมเต็มรอยหลุม และยังช่วยควบคุมความมันได้อีกด้วย แต่เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาที่มีผลต่อไขมันทั่วร่างกาย ระหว่างใช้อาจทำให้ตาแห้ง ผิวแห้ง ปากแห้งได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ อย่าไปซื้อมากินเอง

3. รักษาหลุมสิวถาวรด้วยเครื่องมือทางการแพทย์

          วิธีนี้เป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีหลุมสิวขนาดใหญ่มาก จนยาทาและยากินก็ช่วยไม่ไหว ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับการทายาและครีมบำรุงร่วมด้วย โดยหลัก ๆ นวัตกรรมการรักษาหลุมสิว มีดังนี้
 

  • เลเซอร์ (Laser) มีทั้งกลุ่ม Fractional CO2, Fraxel, Fine scan, Fotona โดยกรอผิวด้านบนให้เรียบและกระตุ้นคอลลาเจนให้แผลเต็มมากขึ้น เหมาะกับหลุมสิวที่มีขอบชัด มีลักษณะเป็นหลุมลงไป หรือในกลุ่มที่มีรูขุมขนกว้าง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ควรรักษาประมาณ 3-5 ครั้ง ทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ หลังการรักษาจะมีสะเก็ดบาง ๆ และรอยแดง ซึ่งจะหลุดไปเองได้ แต่ระหว่างนั้นควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดด SPF มากกว่า 30 เพื่อปกป้องผิวที่กำลังฟื้นฟูอยู่
     
  • คลื่นวิทยุ (Radiofrequency - RF) เป็นกลุ่มนวัตกรรมที่คล้ายกับเลเซอร์ คือปล่อยพลังงานให้เกิดความร้อนที่ชั้นผิว เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวชั้นล่าง ข้อดีคือ ผลข้างเคียงเรื่องหน้าแดง รวมถึงการพักฟื้นต่าง ๆ ก็จะใช้เวลาสั้นกว่ากลุ่มเลเซอร์ โดยที่ผลของการรักษาหลุมสิวไม่ค่อยต่างกัน
     
  • ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปใต้หลุมสิว ช่วยแก้ปัญหาหลุมสิวให้ตื้นขึ้นและกลับมาใกล้เคียงผิวเดิมของเราให้มากที่สุด เหมาะกับผู้ที่เป็นหลุมสิวชนิด Box Scar และ Rolling Scar ที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่ลึกมาก วิธีนี้เห็นผลรวดเร็วก็จริง แต่ไม่ถาวร เนื่องจากสารเติมเต็มจะสลายตัวไปในเวลา 6-12 เดือน
วิธีรักษาหลุมสิว

4. การเลาะพังผืดใต้ผิวหนัง

          การรักษาโดยการเซาะพังผืดใต้หลุมสิว (Subcision) ส่วนใหญ่ใช้สำหรับหลุมสิวชนิด Rolling Scar โดยจะใช้เข็มขนาดเล็กเซาะทำลายพังผืดใต้แผล เพื่อกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจน ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น หลังทำอาจจะมีรอยช้ำเล็กน้อย แต่จะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์ และไม่มีแผลเป็น

5. ผ่าตัดรักษาหลุมสิว

          การรักษาโดยวิธีผ่าตัดเย็บหลุมสิว (Punch Excision) เหมาะกับคนที่รักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่หาย หรือเป็นหลุมสิวไม่มากนัก แต่หลุมลึกและกว้าง ซึ่งใช้เลเซอร์รักษาอย่างเดียวไม่ดี โดยแพทย์ผิวหนังจะทำการตัดหลุมสิวดังกล่าว และเย็บปิดด้วยไหมขนาดเล็ก จากนั้นจึงตัดไหมใน 5-7 วัน แผลจะหายดีใน 1 สัปดาห์ ทำเพียง 1 ครั้งเท่านั้น หลังแผลหายดีแล้วหลุมสิวที่ลึกและเป็นกล่องจะไม่มีให้เห็นอีก

วิธีป้องกันการเกิดหลุมสิว

          สำหรับการป้องกันหลุมสิวที่ดีที่สุด คือพยายามไม่ให้ตัวเองมีสิวอักเสบ หรือถ้ามีสิวลักษณะนี้เกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบรักษาอย่างถูกต้อง ไม่บีบ แคะ แกะ เกา เพราะมือของคุณอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวเพิ่มมากขึ้นได้ และอย่าลืมว่ายิ่งสิวมีขนาดใหญ่ก็มีโอกาสที่จะทิ้งหลุมสิวได้มากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังควรรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้มากขึ้น ดื่มน้ำมาก ๆ หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ที่มีไขมันสูง เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวประเภท Non-Comedogenic พร้อมทั้งล้างหน้าให้สะอาด เพื่อป้องกันการเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบนั่นเอง
 

          วิธีรักษาหลุมสิวที่เรารวบรวมมานี้ สามารถเลือกได้ตามอาการและระดับความรุนแรง และอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ดังนั้นต้องใจเย็นและอาศัยความต่อเนื่องในการรักษากันนิดหนึ่ง รับรองว่าผิวที่เป็นรอยหลุมสิวจะกลับมาเรียบเนียน เรียกความมั่นใจกลับมาได้แน่นอน
 

ขอบคุณข้อมูลจาก : si.mahidol.ac.th, skinhospital.co.th, vejthani.com, kanwaraclinic.com

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
วิธีรักษาหลุมสิว คืนผิวเรียบเนียน บอกลาปัญหาหน้าปรุ โพสต์เมื่อ 15 กันยายน 2564 เวลา 17:23:38 463 อ่าน
TOP